ปัญหาเศรษฐกิจโลกขณะนี้ เป็นประเด็นที่นักธุรกิจให้ความสนใจมากกว่าการเมืองของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยถือว่ามาถูกทางแล้วในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายเดวิด คาร์เด็น ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและการลงทุนในไทย ว่า นักลงทุนชาวอเมริกัน ยังคงให้ความสนใจลงทุนในไทย แม้ตอนนี้จะชะลอการลงทุนใหม่ในต่างประเทศ แต่ปัญหาหลักมาจากเรื่องเศรษฐกิจ
ปัญหาทางการเมือง ไม่ได้ทำให้ประเทศไทย มีความน่าสนใจลงทุนลดลง เพราะประเทศไทยยังเป็นประชาธิปไตย ซึ่งรัฐบาลเข้าทำงานเพียง 1 ปี แต่หวังว่าจะมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทาง โดยเฉพาะการมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่ควรให้ความสนใจ การที่ประชาชนออกมาประท้วงเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตย
หากให้เปรียบเทียบไทยกับอาเซียนประเทศอื่นๆ แม้ไทยจะมีการพัฒนาที่ไปไกลกว่า แต่ก็ยังมีสิ่งที่ต้องดำเนินการอีกมาก เช่น การพัฒนาระบบศุลกากร การสร้างความโปร่งใสมากขึ้น ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาหลายปี
ในสองสัปดาห์ข้างหน้าจะพบหารือกับนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะนำไปหารือกับรัฐบาลไทยและรู้สึกดีที่รัฐบาลมีการสนใจต่อภาคธุรกิจและรับฟังภาคธุรกิจ
ปัญหาเศรษฐกิจโลกขณะนี้ เป็นประเด็นที่นักธุรกิจให้ความสนใจ มากกว่าการเมืองของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยถือว่ามาถูกทางแล้วที่จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า ไม่น่าจะแก้ไขปัญหาได้ ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งในไทยเองและประเทศอื่นๆ และจำเป็นต้องมีการเพิ่มมาตรการอื่นๆ ให้มากขึ้น
สหรัฐเองก็ได้ออกกฎหมาย เรื่องการลดภาษีรายได้จากต่างประเทศ เพราะการเก็บภาษีมากเป็นเหมือนการไม่ส่งเสริมให้ตลาดขยายตัว และกระทบต่อผู้บริโภค เช่น การเก็บภาษีนำเข้ารองเท้า
รัฐบาลควรมีหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการค้า ซึ่งนักธุรกิจกำลังจับตาเรื่องนี้และเห็นว่าแนวทางนี้ จะต้องยกระดับให้เข้ารูปแบบระเบียบการค้าโลกด้วย เพราะความไม่โปร่งใสในการทำการค้าที่เพียงพอ จะทำลายความเชื่อมั่นทางการค้า แม้ทุกประเทศกำลังเดินหน้าที่จะใช้ของที่ผลิตในประเทศ เช่น บายอเมริกัน แต่นักธุรกิจเห็นว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องที่ควรจะทำ เพราะในระยะยาว ไม่ได้ช่วยอะไร การจ้างงานจะเกิดขึ้นต่อเนื่องได้ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเปิดการค้าและการทำการค้าอย่างโปร่งใสและต้องมีระบบศุลกากรระดับโลก ที่จะช่วยกระตุ้นการค้าได้
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำจริงๆ คือ การลงโทษเจ้าหน้าที่ศุลกากร ที่พยายามทำให้ระบบศุลกากรไม่โปร่งใส ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญต่อการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและถ้าทำได้ก็จะเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของธุรกิจในประเทศไทย
ส่วนการปกป้องธุรกิจภายในประเทศ จะยิ่งเป็นการถอยหลังเข้าคลอง แต่สิ่งที่ควรทำจริงๆ คือ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน จะต้องค่อยๆ ลดอุปสรรคทางการค้า ปรับโครงการระยะยาวให้มีประสิทธิภาพและแน่ใจว่าเป็นประโยชน์
“เราต้องทำให้สิ่งที่ตรงข้ามกับที่โลกทำกันอยู่ในตอนนี้ คือ การลดอุปสรรคทางการค้าและการปฏิเสธการเพิ่มมาตรการที่จะเป็นอุปสรรค ซึ่งไทยเป็นประเทศที่ส่งออกสำคัญ การห้ามเข้าถึงตลาดที่เกิดขึ้นจะทำให้ปริมาณการค้าลดลง ดังนั้นทำไมในช่วง 2-3 ปีนี้เราไม่มาคุยกันถึงเรื่องการเปิดเสรีทางการค้า”
ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นตอนนี้ ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดของปัญหา ส่วนใหญ่ภาคธุรกิจคิดว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นได้ในปีนี้ ไม่ใช่ 3-5 ปีอย่างที่คาดการณ์กัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาจบเร็วแต่คงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีที่จะฟื้นตัว เพราะเมื่อใช้เวลาตกต่ำลงช้าก็จะค่อยๆ ขึ้นอย่างช้าๆ อย่างน้อยก็ต้องกินเวลาถึงไตรมาสที่ 4 ปีหน้า มีการมองว่าวิกฤตินี้อยู่ในรูปแบบตัว “U” แต่หวังว่าจะไม่ใช่ รูปแบบตัว "W" ซึ่งการใช้เวลาในการฟื้นตัว เช่น ยอมรับว่านี้เป็นสถานการณ์การทำงานที่ไม่ปกติ
ทั้งนี้ ปัจจุบันธุรกิจสหรัฐในไทยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะเดียวกันก็ลดต้นทุน การลดค่าใช้จ่าย ลดชั่วโมงการทำงานเช่นปิดสงกรานต์ให้นานขึ้น แต่ไม่มีการเลิกจ้าง
"สิ่งที่ธุรกิจควรดำเนินการในขณะนี้คือการสร้างความเข้าใจในองค์กรถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การสร้างระบบใหม่ มองหาโอกาสใหม่ๆ ตลาดใหม่ สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และบริการให้ลูกค้าเพื่อให้ได้เป็นผู้ชนะ อย่าตัดอะไรที่จะทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันลดลง ต้องมาคิดว่าจะเตรียมตัวรับมือกับเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวอย่างไร เพราะเราทุกคนรู้ดีว่าเศรษฐกิจจะฟื้นแน่และจะใช้ประโยชน์อย่างไร"
Tags : หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย
