สถาบันไฟฟ้าฯ เผย 2 เดือนแรกปีนี้ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนหดตัว 94% เหตุบริษัทแม่ในต่างประเทศชะลอขยายลงทุนในต่างประเทศ
นายจารึก เฮงรัศมี ผู้อำนวยการสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนเพิ่มน้อยมาก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีผู้ประกอบการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน เพียง 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ลดลง 94%จาก ช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งการลงทุนในอุตสาหกรรมดังกล่าวในปีนี้เป็นการขยายลงทุนขนาดเล็กระดับร้อยล้านบาท
สาเหตุที่การลงทุน 2 เดือนแรกของปีนี้ที่ลดลงมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ ส่งผลให้บริษัทแม่ในต่างประเทศชะลอลงทุนทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สหรัฐ สหภาพยุโรป ซึ่งสถาบันไฟฟ้าฯ เห็นว่าสำนักงานส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอควรเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เพื่อจูงใจนักลงทุนเดิมไม่ให้ย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น
อย่างไรก็ตามช่วงนี้ผู้ประกอบการเน้นประคองธุรกิจให้ผ่านช่วงวิกฤติไปให้ได้ เริ่มจากลดค่าใช้จ่ายเงินเดือนผู้บริหาร พนักงาน และบางโรงงานได้ปลดแรงงานไปแล้ว ตั้งแต่เดือนม.ค. 2552 ถึงปัจจุบันปลดไปแล้ว 2-3 หมื่นคน ดังนั้นผู้ประกอบการจึงขอให้รัฐบาลหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งป้องกันสินค้านำเข้าต่างประเทศโดยเฉพาะสินค้าที่ไม่มีคุณภาพที่เข้ามาตีตลาด นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการในปี 2552-2553 โดยลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 0.5% เพราะอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จ้างผลิตชิ้นส่วนหลายช่วง ทำให้ต้นทุนผลิตสูงขึ้น หากลดภาษีดังกล่าวได้จะช่วยลดภาระผู้ประกอบการได้
นายจารึก กล่าวอีกว่า สถาบันไฟฟ้าฯ คาดว่าการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ปี 2552 จะมีมูลค่า 1.3-1.4 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 2-3 แสนล้านบาท หรือลดลง 18-19% โดย 6 เดือนแรกของปี 2552 คาดว่าการส่งออกตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าจะลดลง 28.5% แบ่งเป็นเครื่องปรับอากาศ ลดลง 45.6 % โทรทัศน์ ลดลง 38.25% ตู้เย็น ลดลง 19.5% คอมเพรสเซอร์ 26.2% ส่วนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์คาดว่าลดลง 24%