วิกฤติรอบนี้ นอกจากจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง แต่ยังทำให้จำนวน "คนไข้ต่างชาติ" ลดลงด้วย ถึงเวลาโรงพยาบาลอินเตอร์ต้องปรับตัว
หนึ่งในนั้นคือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเอกชนเกรดเอ ที่แม้จะปฏิเสธว่าไม่ได้เน้นลูกค้าต่างชาติ แต่จากการเปรียบเทียบจำนวนคนไข้ต่างชาติของโรงพยาบาลแห่งนี้ จะพบว่ามีสัดส่วนมากถึง 50%
ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อภิชาติ ศิวยาธร ผู้อำนวยการด้านคุณภาพ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยอมรับว่า แม้ในปัจจุบันลูกค้าต่างชาติจะเริ่มทะยอยกลับเข้ามารักษาพยาบาลบำรุงราษฎร์ฯแล้ว แต่ก็ถือว่า "น้อยกว่า" ในภาวะปกติ จนนำไปสู่การทบทวนแผนดำเนินงานในที่สุด
"ตอนปิดสนามบินลูกค้าต่างชาติหายหมด จะมีแต่ลูกค้าต่างชาติที่อยู่อาศัยในประเทศเท่านั้น เราเคยตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้จะมีลูกค้าต่างชาติบินเข้ามารักษาที่บำรุงราษฎร์ฯ ประมาณ 4 แสนกว่าราย เพิ่มขึ้น10% เมื่อเทียบกับปี 2551 แต่ขณะนี้ต้องทบทวน ดูตัวเลขจำนวนคนไข้แบบวันต่อวัน เหมือนเศรษฐกิจประเทศตอนแรกเป็นบวกก็กลายเป็นลบ ตอนนี้ก็ลุ้นกันอยู่ว่าจะติดลบเท่าไร" นพ.อภิชาติ แจกแจง
โดยแผน "สำคัญ" ที่จะต้องเน้นในปีนี้คือ การรักษาฐานลูกค้าคนไทยไว้ให้เหนียวแน่น
"เราต้องย้ำว่าไม่ได้มุ่งคนไข้ต่างชาติ ไม่ว่าคนไทย ต่างชาติเรารักษาหมด สัดส่วนครึ่ง ครึ่ง อย่างนี้เรื่อยมา เพราะเราไม่อยากให้รู้สึกว่าบำรุงราษฎร์รับรักษาแต่ลูกค้าอินเตอร์ ไม่รักษาลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องแก้ไขภาพพจน์ ทำความเข้าใจ"
เขายังระบุว่า ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ มีความเป็นไปได้ที่ลูกค้าคนไทยบางราย จะเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจ จนหันไปใช้ประกันสังคมแทน ดังนั้นเข้าใจว่าหลายโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงบำรุงราษฎร์ จะพยายาม "ไม่ขึ้น" ค่ารักษาพยาบาล เพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและจูงใจลูกค้าใหม่
"ตัวองค์กรก็ต้องเห็นใจคนไข้ โรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่เฉพาะของเราจะไม่ขึ้นราคาในปีนี้ ไม่เพิ่มภาระ บางอย่างอาจจะลดราคาด้วยซ้ำไป เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมนี้ต้องทำเพื่อช่วยผู้บริโภค แต่ในฐานะที่เราเป็นโรงพยาบาลเอกชน ก็ต้องดูแลผู้ถือหุ้นให้มีผลประกอบการที่เหมาะสม ก็ต้องมาดู ถ้าเราสามารถรักษารายได้ไว้ หรือเพิ่มขึ้นได้นิดหน่อย เราจะทำอย่างไร โดยที่คุณภาพไม่ลดลง เช่น การประหยัดพลังงาน" นพ.อภิชาติ ระบุ
นอกจากนี้การ "ยื้อ" ลูกค้าคนไทยไว้กับบำรุงราษฎร์นั้น นพ.อภิชาติ ระบุว่า ยังจะต้องอัดแคมเปญการตลาดที่เน้นลูกค้าคนไทยมากขึ้น เช่น การจัดทำบัตรเฮลท์ตี้ ลีฟวิ่ง คลับ เพื่อลดค่าบริการ สำหรับลูกค้าคนไทย
"ลูกค้าต่างชาติบินมาแล้วก็กลับไป แต่คนไทยยังไงก็อยู่กับเรา ก็ต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาเราจัดแคมเปญ อีเวนท์เพื่อส่งเสริมการขาย เราก็มีบัตรเฮลท์ตี้ ลีฟวิ่ง คลับ ได้ลดค่าห้อง 30% ค่ายา 15% บัตรมีอายุ 3 ปี เวลาคนที่มีบัตรมารักษาที่โรงพยาบาลเราจะยังห้องวีไอพีไว้ให้เหมือนบิสซิเนส เลาน์ ในแอร์พอต โดยจะมีบริการเครื่องดื่ม ผลไม้ อินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ฯลฯ ไว้ให้บริการ"
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบอุตสาหกรรมอื่นๆแล้ว ธุรกิจด้านระบบสุขภาพถือว่าได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้อยกว่า เนื่องจากเกี่ยวข้องกับชีวิตและสุขภาพของผู้คน
ล่าสุดโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังได้รับรางวัลบริหารสู่ความเป็นเลิศ (Thailand Quality Class-TQC) ในปี 2551 ถือเป็น "โรงพยาบาลเอกชนรายรายแรก" ในไทยที่ได้รับรางวัลนี้ นพ.อภิชาติ ยอมรับว่า รางวัลดังกล่าวจะช่วยสร้าง "แบรนด์อิมเมจ" ไม่ต่างกับการทำมาร์เก็ตติ้งสร้างความเชื่อถือให้กับลูกค้า ภายใต้ภาวแข่งเดือด
"จริงๆก็แข่งกันทุกปี พอเกิดวิกฤติก็กระตุ้นให้การแข่งขันเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นแบรนด์อิมเมจของเราอย่างหนึ่ง ก็เหมือนเชลล์ชวนชิม ว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ได้ TQC คนไข้ก็เห็นว่าโรงพยาบาลแห่งนี้น่าจะดีกว่า แต่เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเราเข้ากระบวนการของ TQC หากเราไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็จะได้พัฒนาตัวเอง
เหมือนนักกีฬาไปแข่งโอลิมปิกไม่ได้เอาเหรียญ แต่ก็ทำให้เก่งขึ้น การเข้าสู่ทีคิวเอ จะช่วยเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นโจทย์ให้เราต้องคิดพัฒนาคุณภาพ ยิ่งมีวิกฤติเรายิ่งต้องทำ" นพ.อภิชาติ ระบุ
เขายังระบุว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีลูกค้าต่างชาติ มากกว่า 190 ประเทศ ในจำนวนนี้ 1 ใน 3 เป็นลูกค้าจากประเทศในตะวันออกกลาง กลยุทธ์การตลาดที่โรงพยาบาลเลือกใช้ คือ การตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศต่างๆ ที่เห็นว่ามีสถิติของลูกค้าเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้มีสำนักงานตัวแทนอยู่กว่า 30 ประเทศ และเห็นว่าตลาดใน แอฟริกา และยุโรปตะวันออก เป็น 2 ตลาดที่มีศักยภาพ ที่จะเปิดสำนักงานตัวแทนเพิ่มเติม
"เฮลท์แคร์มีศักยภาพสูงเพราะประเทศพวกนี้เพิ่งเปิดประเทศ ขณะที่ระบบสุขภาพต้องใช้เวลาเพาะบ่มกว่าที่หมอและพยาบาลจะเก่ง ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ทันที พอเปิดประเทศเศรษฐกิจเขาดี คนเริ่มมีตังค์ พอไม่สบายหนักๆหมอที่บ้านเขาไม่เก่ง ก็ต้องมารักษายังต่างประเทศ"
...ถ้าเปรียบเทียบค่ารักษาพยาบาลที่สหรัฐฯจะแพงกว่า ขณะที่ในเอเซียจะมีตัวเลือก ไม่มาสิงคโปร์ ก็มาอินเดีย หรือไทย ซึ่งแข่งกันกันอยู่
"อินเดียถูกว่า แต่จะกังวลเรื่องความสะอาด สิงคโปร์อาจจะอินเตอร์มากแต่มีข้อจำกัดการรองรับคนไข้ เพราะโรงพยาบาลมีไม่เยอะเท่าไทย และราคาค่อนข้างสูง ขณะที่บ้านเราก็ไม่ได้มีแต่บำรุงราษฎร์ ยังมีโรงพยาบาลกรุงเทพ สมิติเวช และพญาไท บางกอก9อินเตอร์เนชั่นแนล ก็มีคนไข้ต่างชาติเยอะ ทำให้คนไข้ก็มีตัวเลือกมาก"
แม้ว่าบำรุงราษฎร์ จะมีมาร์เก็ตแชร์เบอร์ 1 ในตลาดโรงพยาบาล 5 ดาว ที่สัดส่วน 40% ก็ตาม
นอกจากนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ จีน และอยู่ระหว่างทำสัญญาบริหารโรงพยาบาลที่อาบูดาบี ในแบรนด์บำรุงราษฎร์ โดยลงทุนผ่านบริษัทลูก

