กรุงเทพธุรกิจ

  •  

ธุรกิจ

วันที่ 17 มีนาคม 2552 02:30

กลโกง เทรดทอง-น้ำมันออนไลน์

กลโกง เทรดทอง-น้ำมันออนไลน์
TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า ทองคำ ดัชนีหุ้นต่างประเทศ..รูปแบบการหลอกลวง "ยุคใหม่" ให้ข้อเสนอผลตอบแทนสูงสุดๆ พึงระวังตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพ!!

แชร์ลูกโซ่ประเภทขายตรง เอ็มแอลเอ็ม ที่เริ่มถูกดีเอสไอจับไต๋ ทำให้ "กลโกง" ในช่วงหลังมีความซับซ้อน ซ่อนเงื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ 

โดยเฉพาะช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูดในปี 2551  ทำให้การซื้อขาย “น้ำมันดิบล่วงหน้า” กลายเป็นสินค้าอ้างอิง “ยอดฮิต” ที่ถูกนำมาใช้หลอกลวง ให้คนหลงเชื่อ และนำเงินไปลงทุนด้วย  เพราะเห็นแก่ข้อเสนอได้ผลตอบแทนที่สูงจูงใจ แต่เกินความเป็นจริง 

กระทั่ง บางคนต้องสูญเงินเป็นวงเงิน  “ร้อยล้าน”  ในพริบตา ก็เกิดขึ้นมาแล้ว  

จากสถิติสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พบว่า นับแต่ปี 2547-ต้นปี 2552  มีจำนวนผู้ร้องเรียนกรณีถูกชักชวนและหลอกลวงให้ลงทุนใน "ตราสารอ้างอิง" ประเภทต่างๆ รวม 228 ราย

โดยในปี 2550 มีจำนวนมากที่สุดถึง 124 ราย รองลงมาปี 2551 จำนวน 88 ราย และช่วงต้นปีนี้(2552)  11 ราย

คิดเป็นมูลค่าความเสียหายแล้วทั้งสิ้น  150 ล้านบาท

แม้ความเสียหายโดยรวม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการหลอกลวงให้ลงทุนในน้ำมันดิบล่วงหน้าจะไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับแชร์ข้าวสาร หรือแชร์ลูกโซ่อื่นๆ เนื่องจากการลงทุนในน้ำมันดิบ จัดเป็นสินค้าการเงินที่มีความซับซ้อน เข้าใจยากกว่า 

แต่คิดเป็นความเสียหาย “ต่อราย” มีมูลค่ามากสุดถึง 100 ล้านบาท ทีเดียว

ขณะที่ความเสียหายขั้นต่ำจะเฉลี่ยอยู่ที่  3 แสนบาทต่อราย

“วสันต์ เทียนหอม”  ผู้ช่วยเลขาธิการอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)  บอกว่า  สินค้าการเงินที่อยู่ในขอบข่ายการดูแลและตรวจสอบของก.ล.ต. ได้แก่ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าในน้ำมันดิบ ทองคำ และดัชนีตลาดหุ้นต่างๆ

แต่ที่กำลังได้รับนิยมและถูกนำไปเป็นสินค้าหลอกลวงประชาชนมากที่สุดในขณะนี้ คือ การชักชวนให้เข้าไปลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน “น้ำมันดิบ” มากที่สุด 

“พวกหลอกลวงจะอาศัยดอกเบี้ยต่ำๆ และเศรษฐกิจตกต่ำเช่นช่วงนี้ ทำให้คนออมเงินไม่ได้ดอกผลเท่าไร  จึงต้องการหาการลงทุนอื่นๆ  ขณะที่ตลาดหุ้นซบ คนจึงไม่อยากลงทุนแล้ว  พอเห็นว่าราคาน้ำมันดิบได้ทะยานขึ้นจาก 40 เหรียญต่อบาร์เรล เป็น140 เหรียญต่อบาร์เรล คนจึงคิดว่าจะได้กำไรจากราคาน้ำมัน

ระยะ 2-3ปีที่ผ่านมา เราพบกรณีผู้ถูกชักชวนและหลอกลวงค่อนข้างมาก คือ การซื้อขายสัญญาล่วงหน้าน้ำมันดิบ  และ ดัชนีหุ้นต่างประเทศบ้าง เช่น ดัชนีฮั่งเส็ง แต่ไม่ว่าเขาจะอ้างเอาสินค้าอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือ เขาไม่ได้เอาเงินไปลงทุนจริง”

ส่วนกรณีการชักชวนให้ลงทุนในราคาทองคำ  ก.ล.ต.ยังไม่พบการชักชวนหรือหลอกลวงให้เข้าไปลงทุนในขณะนี้

วสันต์ บอกว่า อาจเป็นเพราะราคาทองสามารถดูได้จากตลาดสปอต ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเห็นราคาได้ดีอยู่แล้ว  ประกอบกับนิสัยของผู้ลงทุนไทย มักจะอยากถือทองคำจริงมากกว่า  จึงนิยมลงทุนในตลาดสอปตอยู่แล้ว  และขณะนี้ยังสามารถลงทุนในตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ โกลด์ ฟิวเจอร์ เป็นทางเลือกลงทุนได้อีกด้วย

“เคสหลอกลวงในราคาทองคำ จึงยังไม่มีให้เห็น แต่กรณีน้ำมันดิบจะมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากที่สุด รองลงมาเป็นดัชนีหุ้นต่างประเทศ เงินตราต่างประเทศ โลหะมีค่า เริ่มมีให้เห็นบ้าง เช่น การซื้อขายเงิน (Silver) ซึ่งส่วนใหญ่สินค้าที่ถูกนำมาชักชวนเหล่านี้ ผู้ลงทุนจะเห็นราคาอ้างอิงไม่ชัดเจน ทำให้เป็นช่องทางให้ผู้กระทำผิดหลอกลวงได้ง่ายกว่าสินค้าที่มีราคาอ้างอิงชัดเจน”

จาก Boiler Room ลามสู่..แชร์น้ำมันดิบ

วสันต์ เล่าว่า  การฉ้อโกงหลอกลวงในสมัยก่อน มักจะเริ่มต้นจากแชร์ลูกโซ่การเงินนอกระบบ  ซึ่งแบงก์ชาติเป็นผู้ดูแล แต่ในส่วนของก.ล.ต. เดิมจะเห็นกรณีบอยเลอร์ รูม หรือ ห้องต้มตุ๋น  ที่หลอกฝรั่งกันเอง แต่ใช้ฐานออฟฟิศในไทย เพื่อชักชวนให้ซื้อหลักทรัพย์ในราคาต่ำ และจะขายได้ในราคาสูง 

แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถซื้อขายในตลาดต่างประเทศได้จริง  เช่น ชักชวนให้ลงทุนในตราสารในสหรัฐ แต่ติดต่อให้ชาวออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ไปลงทุนในสหรัฐ สุดท้ายซื้อขายไม่ได้จริง

“ลักษณะเป็นฝรั่งหลอกกันเอง แต่มาตั้งฐานในไทย ใช้วิธีโทรศัพท์ไปหลอกลวงนักลงทุนประเทศอื่นๆ  ซึ่งผู้ลงทุนไม่มีเวลาลงทุน โดยจะให้ผู้ลงทุนโอนเงินไปยังฮ่องกง จากนั้นขาดการติดต่อ บางทีไม่ลงทุนจริง หรือลงทุนในหลักทรัพย์ที่ราคาต่ำ”

หลังจากนั้น เหตุการณ์หลอกลวงดังกล่าว เริ่มห่างหายไป  กระทั่งเกิดเหตุการณ์ราคาน้ำมันได้เริ่มพุ่งขึ้นในปี 2550 ทำให้คนอยากเข้าเก็งกำไร

ในขณะที่ไทยยังไม่มีตลาดให้ลงทุนในสัญญาซื้อขายลักษณะนี้  จึงมีผู้แอบอ้างมาเป็นตัวแทนหน้าบริษัทซื้อขายในต่างประเทศ  เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน สามารถส่งคำสั่งซื้อขายน้ำมันดิบได้ และมีการให้นักลงทุนวางหลักประกันก่อน 

ช่วงปี 2550-2551 เริ่มมีสัญญาณว่า เกิดการจัดตั้งบริษัทและมีผู้ร้องเรียนเข้ามามากว่า มีการหลอกลวงให้ส่งเงินไปซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ  ในที่สุดลูกค้าต้องเสียเงินไป เพราะเขาให้ส่งเงินวางหลักประกันขั้นต่ำครั้งละ 3 แสนบาทขึ้นไป  หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับมูลค่าสัญญา 

“ช่วงต้นอาจมีกำไรอยู่บ้าง แต่ไม่ยอมให้ถอนเงินออก แต่ให้ลงทุนเพิ่มมากขึ้น  ที่สุดขาดการติดต่อไป และผู้ลงทุนเกิดผลขาดทุน จนบางรายเสียเงินมากสุดถึงระดับร้อยล้าน  บางราย 10 ล้าน  แต่ขั้นต่ำราว 3 แสนบาท”

แบบไหน เรียกว่า(กำลัง)ถูกหลอก

โดยปกติพฤติกรรมการหลอกลวงประชาชน ให้เข้าไปซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้านั้น ก.ล.ต. ได้ให้ข้อสังเกตไว้หลายประการดังนี้
 
ส่วนใหญ่มักจะมีการแอบอ้างว่า มีใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า  โดยจดทะเบียนนิติบุคคลถูกต้อง สามารถตรวจสอบชื่อได้กับกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่การใช้สินค้าอ้างอิง จะนิยมที่ราคามีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาและการกำหนดราคามีความซับซ้อน เช่น น้ำมันดิบ ทองคำ เงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

นอกจากนั้น มักจะอ้างว่า เป็นตัวแทนบริษัทนายหน้าจากต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย  พร้อมกับจูงใจให้ลงทุน  โดยเสนอให้ผู้ลงทุนเห็นว่า จะได้รับผลตอบแทนที่สูงในเวลาอันสั้น  และดีกว่าลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ (ให้ leverage 100 เท่า )

ในการตรวจสอบราคาสินค้าอ้างอิง จะนิยมใช้ "เว็บไซต์" ต่างประเทศ  ตลอดจนสร้างสถานการณ์ให้คล้ายจริงให้ได้เห็นว่า มีการสอบถามราคาจากต่างประเทศ เช่น การโทรศัพท์ถามราคาต่อไปอีกที่แห่งหนึ่ง

มักมีการอ้างว่า ราคาสินค้าอ้างอิงที่ปรากฏจากเว็บไซต์สาธารณะไม่ Update ต้องโทรศัพท์ถามราคาจากบริษัทก่อน ทำให้ราคามีความแตกต่างกันประมาณ 5-20 จุด

อีกทั้ง มักมีการแอบอ้างว่า มีการส่งเงินลงทุนออกต่างประเทศ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการส่งเงิน

จัดทำ Statement รายงานสถานะ การลงทุนที่ยากแก่การทำความเข้าใจ

มีการวางเงินมัดจำในการลงทุน หากขาดทุนต้องจ่ายเงินเพิ่มทันที มิฉะนั้นจะถูกปิดบัญชี

หากมีกำไร ไม่สามารถถอนเงินออกได้ทันที อ้างว่า ต้องรอให้มีการส่งมอบสินค้าก่อน หรือต้องเปลี่ยนสัญญาก่อน หรือให้เพิ่มทุนเพิ่ม

รูปแบบหลอกลวง

วสันต์ บอกว่า รูปแบบการหลอกหลวงที่มักจะเห็นมบ่อยๆ มี 2 ลักษณะ

หนึ่ง..มักจะใช้โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้สนใจลงทุน

โดยข้อมูลรายชื่ออาจมาจากผู้ใช้บัตรเครดิตห รือสมุดโทรศัพท์  ซึ่งในส่วนของผู้ใช้บัตรเครดิต อาจได้รับการพิจาณาว่า มีรายได้พอควร หรือมีบัตรทอง เป็นต้น

“หลายคนที่มีเงิน แต่ไม่มีเวลาที่จะติดตามการลงทุน ภาวะสินค้าอ้างอิง แต่สนใจอยากลงทุนในสิ่งที่จะให้กำไรสูงๆ บางคนอาจเป็นวิศวกร อาจารย์ จึงมีการส่งเงินไปวางมัดจำ

โดยคนที่โทรมาชักชวนให้ลงทุน มักจะมีบทสคริปต์การสนทนา หรืออาจจะมีเวบไซต์จัดฉากจะมีราคาสินค้าน้ำมันที่ต่างจากเกิดขึ้นจริง  เป็นการสร้างสถานการณ์ จัดฉากให้สมจริง

สอง.. อาจให้วิธีการ “ขายตรง” โดยรับสมัครงานนักศึกษาจบใหม่ๆ เวลาขายสินค้าล่วงหน้า  นักศึกษาจบใหม่มักจะเข้าหาญาติพี่น้องก่อนคนอื่น  ซึ่งมีความไว้วางใจต่อกัน จึงมักให้เงินไปลงทุน ในที่สุดไม่ได้รับเงินกลับคืนมา ที่ผ่านมาเคยพบลักษณะนี้ และสามารถไหวตัวทัน และได้เงินกลับคืน

“กรณีที่มาร้องเรียนกับก.ล.ต. ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับเงินคืน  เพราะในที่สุดแล้วเมื่อตรวจสอบข้อเท็จริง  เขาจะไม่ได้ส่งเงินไปลงทุนจริง  แต่จะใช้วิธีการหมุนเงิน นำเงินใหม่ชำระรายเก่า  โดยในช่วงแรกๆ ผู้ลงทุนจะได้รับเงินงวดแรกมาก่อน  พองวดต่อๆไป เขาจะขอเงินลงทุนเพิ่ม โดยอ้างว่าขาดทุน จากนั้นจะปิดบริษัทเอาเงินไปหลบหนีไป”

วสันต์ กล่าวว่า การหลอกลวงในปัจจุบันจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยรูปแบบจะออกมาในแนวเดียวกัน หลายบริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาต บางครั้งจะมีคนทำงานบริษัทหนึ่งไปเปิดบริษัทเอง จึงเอาเทคนิคไปใช้กับบริษัทตัวเอง มีการจัดฉากเหมือนเดิม  ช่องทางเหมือนเดิม  แต่จะมีเวบไซต์เข้ามาใหม่ เพื่อทำให้ดูราคาสินค้าอ้างอิงได้

ในต่างประเทศก็เช่นกัน มีการหลอกลวงคล้ายกัน เช่น กรณีแชร์ลูกโซ่ของนาย เบอร์นาร์ด มาดอฟ  ก็ใช้วิธีให้คนนำเงินมาลงทุน  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เอาเงินไปลงทุนจริง  ซึ่งเป็นแชร์ลูกโซ่ที่แอบอ้างเอาเงินไปลงทุนในสินค้าอะไรก็ได้  โดยไม่ได้ลงทุนตามนั้นจริง 

ขั้นตอน..เขาทำกันอย่างนี้

แสดงที่ทำการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ลูกค้าคิดว่า บริษัททำกิจการอย่างจริงจัง
 
เป็นลักษณะขายตรงโดยรับสมัครพนักงานที่เพิ่งจบการศึกษาให้มาหาลูกค้า มีสคริปต์เพื่อใช้คุยกับลูกค้า โดยส่วนใหญ่พนักงานจะหาลูกค้าที่เป็นคนรู้จัก หรือญาติของตนเอง 

หาข้อมูลลูกค้าจากสมุดหน้าเหลืองเว็บไซต์ รวมทั้งซื้อข้อมูลจากพนักงานในบริษัทบัตรเครดิต

บริษัทเหล่านี้จะไม่ติดต่อกับลูกค้าที่โทรศัพท์ไปหาบริษัทเอง เนื่องจากเกรงกลัวการตรวจสอบจากทางการ

มีการจัดทำบันทึกข้อตกลง หรือ สัญญาการลงทุนที่ลงนามโดยพนักงาน เพื่อไม่ให้ผูกมัดไปถึงผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการ

ผลตอบแทนสูง พึงระวัง !!

จุดหนึ่งที่ทำให้คนหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อเหล่ามิจฉาชีพได้ง่าย ก็คือ การหลงเชื่อและพอใจในผลตอบแทนที่นำเสนอในอัตราสูงๆ 

วสันต์ กล่าวว่า อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาภาวการณ์ลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นได้ผลตอบแทนไม่ดี  พอมีคนมาบอกว่า ลงทุนเดือนเดียวได้เงินต้นคืน เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนสูงกว่าปกติ  จึงทำให้คนหลงเชื่อ

ฉะนั้น ข้อสังเกตง่ายๆ สำหรับผู้ถูกชักชวนให้ลงทุนก็คือ  อะไรก็ตามที่เสนอให้ผลตอบแทนสูง ก็จะมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

“ถ้ามีการเสนอสิ่งที่ลงทุนให้ผลตอบแทน 25% 50%ต่อปี  ให้ต้องคิดไว้ก่อนว่า จะเอาไปลงทุนได้ผลตอบแทนได้จริงหรือไม่  และต้องคิดว่า สิ่งที่จะลงทุนมีความเสี่ยงสูงไปด้วย จึงต้องระมัดระวัง และต้องตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือกำกับดูแลให้ดีก่อนเสมอ”

สิ่งที่ต้องระวังตัว

วสันต์  ให้คำแนะนำสำหรับผู้ลงทุนว่า ไม่ว่าคิดจะลงทุนในสิ่งใด จะต้องศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับตราสารที่จะลงทุน จากหนังสือชี้ชวนหรือสอบถาม บริษัทที่ออกตราสาร หรือ บริษัทที่เสนอขาย

สิ่งที่สำคัญคือ  ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง จะต้องตรวจสอบรายชื่อบริษัทที่มาชักชวนให้ลงทุนว่า อยู่ในรายชื่อที่ได้รับการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ หรือธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือไม่ จากเว็บไซต์ของก.ล.ต.ที่ www.sec.or.th

“ส่วนใหญ่เขาจะอ้างว่า ได้รับอนุญาต ซึ่งมักจะอ้างว่าได้ใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ ทำให้คนเข้าใจว่าได้รับใบอนุญาตแล้ว ถ้าเช็คข้อมูลก่อน คนก็จะเอะใจก่อนที่จะตัดสินใจโอนเงินเข้าไปลงทุน”

อีกสิ่งหนึ่งที่คนมักจะเข้าใจคลาดเคลื่อน  นอกจากบริษัทต้องได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจแล้ว เจ้าหน้าที่ติดต่อซื้อขายจะต้องผ่านการสอบและขึ้นทะเบียนกับกลต.ก่อนจะติดต่อผู้ลงทุนได้  ซึ่งสามารถตรวจสอบผ่านเวบ หรือ โทรมาสอบถามที่ก.ล.ต.ได้ 

นอกจากตัวแทนในไทยต้องได้รับใบอนุญาตแล้ว  ตัวแทนต่างประเทศที่ชักชวนคนไทยลงทุน ก็ต้องมีใบอนุญาตด้วย เช่นกัน 

เช่น กรณีบริษัทหลอกลวง จะให้ไปลงทุนในสินค้าอ้างอิงต่างประเทศ ก็จะมีเวบไซต์ต่างประเทศมาให้ดูน่าเชื่อถือ การที่จะชักชวนคนไทยไปลงทุนต่างประเทศต้องมีใบอนุญาต

แต่อาจจะอ้างว่า เขาได้ใบอนุญาตจากประเทศอื่น ตรงนี้ ก็ต้องเช็คไปยังประเทศนั้นๆ  ซึ่งก็จะยากขึ้นไปอีก

ตกเป็นเหยื่อ..ทำดังนี้

สำหรับกรณีถ้าตกเป็นเหยื่อ แล้วควรทำอย่างไร ก.ล.ต. แนะนำว่า...

แจ้งเรื่องมาได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน (Help Center) ของ ก.ล.ต. ที่หมายเลข 02-263-6000 หรือ เข้ามาคลิกที่ “ร้องเรียน” ที่มุมขวาของเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th  หรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กรณีที่เกี่ยวข้องกับหลักทรัพย์ สามารถแจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

กรณีเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า สามารถแจ้งกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.)

กรณีถูกหลอกในลงทุนในแชร์ลูกโซ่ หรือเงินนอกระบบ สามารถร้องเรียนไปยังสายด่วน 1359 ของกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง

ผู้เสียหายยังสามารถเข้าแจ้งความต่อตำรวจท้องที่ เพื่อดำเนินคดีฐานฉ้อโกงหรือฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาได้อีกทางหนึ่งด้วย (กรณีฉ้อโกงตาม ม.341 ควรร้องทุกข์ หรือฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 3 เดือนนับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด มิฉะนั้นจะขาดอายุความเพราะเป็นความผิดต่อส่วนตัว)

แม้ว่ามีข้อความจำกัดสิทธิระบุในสัญญา แต่ผู้เสียหายก็สามารถแจ้งความได้ (ในบันทึกข้อตกลงหรือสัญญา ระบุข้อจำกัดความรับผิดว่า “การทำสัญญากับบริษัท     มิได้เกิดจากการถูกหลองลวง แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงอันควรบอกให้แจ้ง อันจะเป็นการขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน  เป็นต้น

รวมทั้งสละสิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง ทั้งนี้ หากผู้ลงทุนดำเนินคดีอาญาหรือแพ่งต่อบริษัท บริษัทจะดำเนินคดีฐานแจ้งความเท็จ หรือฟ้องเท็จ”)

9 บริษัทอันตราย

ก.ล.ต.ได้กล่าวโทษบริษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 9 แห่งในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้

1. บริษัท แฟคซิลิตี้ เอวิเอชั่น ซัพพอร์ท (ประเทศไทย) จำกัด

2. บริษัท โอเวอร์ซีส์ บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง จำกัด  

3. บริษัท ทริปเปิ้ล วี เซอร์วิส แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด 

4. ผู้รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวมในนาม Swiss Cash ผ่านทางเว็บไซต์ www.thaiswisscash.com

5. บริษัท โอ. แอล. ที เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด

6. บริษัท กลอรี บูลเลียน (ไทยแลนด์) จำกัด

7. บริษัท ที เอช เค เทรดดิ้ง จำกัด

8. บริษัท เบสท์ พอยท์ แอสโซซิเอท จำกัด

9. บริษัท วิคเตอร์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

Tags : เทรดทองออนไลน์ แชร์ลูกโซ่ ก.ล.ต. วสันต์ เทียนหอม

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10

ก็มีเทรดกันถูกต้องนะ แบบว่าถูกกฏที่อื่น แต่ไม่มีกฏหมายบ้านเราพูดถึง.....เทรดได้ เขาก็จ่ายนะ ไม่มีปัญหาเลย Ok มาก เอ๊ เผลอๆ ดีกว่าลงทุนในบ้านเราอีก แหะๆๆ หรือกลัวลูกค้าหนีไปลงทุน ตปท.หมด ก็รีบปรับปรุงสิ....

ความคิดเห็นที่ 9

Do you understand that this is correct time to receive the personal loans, which can make your dreams come true.

ความคิดเห็นที่ 8

พวกบริษัทพวกนี้ เค้าไม่ได้หลอกลวงหรอกครับ เค้าเป็นโบรกเถื่อน เล่นได้เสียกันจริง
ได้ก็เอาไป เสียก็ต้องจ่าย ไอพวกที่เสียแล้วไม่จ่ายก็โวยวาย เพราะบรษัทมันไม่ถูกต้อง ก็เกิดเรื่องขึ้นมา

คนไทยก็งี้ เสียไม่จ่ายได้จะเอา พวกทีว่า ๆ เค้าไม่ยังไม่เคยลองเทรด แล้วจะรู้เหรอ ขนาด dsi ที่ไปกล่าวหาเค้าอ่ะ เคยเล่นเองอ่ะป่าว ทำรู้ดี

ความคิดเห็นที่ 7

เมื่อไหร่รัฐบาลถึงจะถ่างตาลงมาดูราคาน้ำมันเสียที
รอให้ถูกสูบเลือดจนหมดก่อนหรือไง น้ำมันดิบสูงสุดเมื่อปี 2551ก่อนบาร์เรล 140 เหรียญราคาน้ำมันลิตรละ 45 บาทแต่วันนี้ 2 กค.52 น้ำมันดิบาร์เรลละ 70 เหรียญ ราคาน้ำมันจำหน่ายลิตรละ 38 บาท ส่วนต่างของ ราคาน้ำมันแพงเกินเหตุใครโกงกิน * ขอสาปแช่งให้แม่..รตกนรกหมกไ * ่าได้ผุดได้เกิดทุกชาติ

ความคิดเห็นที่ 6

แล้วถ้าแจ้งไปแล้วจะมีการดำเนินการกับแก๊งเหล่านี้ได้หรือไม่อย่างไร ปัจจุบันก็ได้กลืนคนไทยส่วนใหญ่ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวไปตั้งเท่าไหร่หมดตัวกันไปก็ตั้งมากมายแถมหันหน้าไปบอกใครก็ไม่ได้เพราะอายที่ถูกหลอกลวง

ความคิดเห็นที่ 5

แล้วถ้าแจ้งไปแล้วจะมีการดำเนินการกับแก๊งเหล่านี้ได้หรือไม่อย่างไร ปัจจุบันก็ได้กลืนคนไทยส่วนใหญ่ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัวไปตั้งเท่าไหร่หมดตัวกันไปก็ตั้งมากมายแถมหันหน้าไปบอกใครก็ไม่ได้เพราะอายที่ถูกหลอกลวง

ความคิดเห็นที่ 4

จะรู้ได้ยังไงว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องความอ้วนและสุขภาพ ลองคำนวณค่าดัชนีมวลกายดูสิ การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย (BMI ) ค่าดัชนีมวลกายเป็นค่าบ่งชี้ที่ชัดเจน ถึงความอ้วนผอมของแต่ละคน
เช่น นน.คุณ 80กก. ส่วนสูงของคุณ 163 cm.
BMI = น้ำหนัก 80 (กก.) หารด้วย ส่วนสูง 1.63 (เมตร) หารด้วย ส่วนสูง 1.63 (เมตร)
เมื่อได้ผลลัพท์แล้ว ก็ลอง เทียบกับ ตารางนี้ดู
ค่า BMI ของคนเอเชีย
น้อยกว่า 18.5 = น้ำหนักน้อยเกินไป
18.5 - 22.9 = น้ำหนักปกติ
23 - 24.9 = น้ำหนักมากเกินไป
25 - 29.9 = โรคอ้วนระดับ 1
มากกว่า 30 = โรคอ้วนระดับ 2
และถ้าคุณจริงจังที่จะดูแลสุขภาพ เข้าไปที่นี่ครับ Thaidietcenter.c om/gooddiet ไม่ใช่แค่เสียบุคลิก
แต่ความอ้วน ซ่อนโรคอันตราย
ไว้มากมาย

ความคิดเห็นที่ 3

ใช้ภาพในหลวงประกอบข่าวและมีตัวอักษรทับพระพักตร์ผิดกม.นะครับ รีบแก้ไขด่วน

ความคิดเห็นที่ 2

Asian Global Ventures (Thailand) Company Limited 128/148, 14th Floor, Payathai Plaza, Payathai Road, Kwang Thung-Payathai, Khet Rajthavee, Bangkok 10400 Telephone: ( 66)-2-214-6336 Fax: ( 66)-2-214-6337

ให้เช่า Serviced Office ตึกพญาไทพลาซ่า ตรงสถานีบีทีเอสพญาไท มีหน้าต่างในห้อง และไม่มีหน้าต่างในห้อง

รายละเอียดเพิ่มเติม: พื้นที่สำนักงานให้เช่า ตึกพญาไทพลา ซ่า ขนาด 25 ตรม ติด BTS พญาไท

ราคาค่าเช่า (ผุ้เช่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มต่างหาก)

รวม อุปกรณ์สำนักงาน ใหม่ยกชุด โต๊ะ เก้าอี้ ตู้เก็บเอกสาร

อินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 เม็ค 3สาย

โทรศัพท์สายตรง 2 สาย

ค่าน้ำดื่ม (น้ำร้อน น้ำเย็น)

ค่าแม่บ้านทำความสะอาด

สิ่ง แวดล้อม ออฟฟิศอยู่ริมถนนใหญ่ ติด รถไฟ ฟ้า BTS พญาไท และ แอร์พอร์ต ลิ้งค์ไปสุวรรณภูมิ มีิอาหารกินตลอดทั้งวัน ทั้งคืน เดินทางสะดวก รายล้อมไปด้วย คอนโด และโรงแรม


Serviced Office for Rent locate in the heart of city like Payathai

Window Rooms are Available

rental includes furniture

Hi-speed ADSL internet

2 direct telephone lines

all utilities for the room paid

office room cleaning, maintenance, and etc.
For more information please contact
Tel: 022146336, 0863346036, Fax: 022146337

ความคิดเห็นที่ 1

" ความโลภ " เป็นตัวนำที่ทำให้เกิดการหลอกลวงง่ายที่สุด

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า