นักเศรษฐศาสตร์มองร้ายสุด 4 ปี เศรษฐกิจฟื้น แนะรัฐวางแผนระยะยาวรับมือ "ศุภวุฒิ"ระบุต้องดันจีดีพีมากกว่า 4% ประธานทีดีอาร์ไอแนะวางแผน 2-3 ปี
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ (สายงานวิจัย) บล.ภัทร กล่าวสัมมนาในหัวข้อ "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ฉุดไทยฝ่าวงล้อมวิกฤติเศรษฐกิจโลก?" จัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการเกิดหนี้ในระยะยาว โดยการกระตุ้นการใช้จ่ายในปัจจุบันต้องให้เกิดผลงอกเงยในอนาคต และต้องทำให้เศรษฐกิจใน 2-3 ปีข้างหน้าฟื้นตัว อย่างน้อย 2-3%
ทั้งนี้หากปี 2011 จีดีพีโตได้มากกว่า 4% ภาคเอกชนจะไม่เกิดปัญหา แต่หากการกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำกว่า 4% จะเกิดปัญหาระยะยาวได้
"แต่ระยะยาว ผลลัพธ์จะต้องทำให้จีดีพีเติบโต 4%"
สำหรับเงินช่วยเหลือ 2 พันบาทนั้น ดร.ศุภวุฒิ มองว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะในที่สุดเงินก็จะถึงมือประชาชน ทั้งนี้ทั่วโลกมีการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คล้ายกันในการกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ และการลงทุนในประเทศ ซึ่งถ้าสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวไม่ได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแบบไม่ยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม มองโดยภาพรวมแล้วโครงสร้างเศรษฐกิจโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงไป โดยสหรัฐจะต้องลดการใช้จ่าย ขณะที่เอเชียก็ต้องมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น เพื่อให้เอเชึยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และทำให้เศรษฐกิจโลกเกิดความสมดุล
แนะ 6 แนวทางฟื้นเศรษฐกิจ
ด้านดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ในปีนี้คงจะไม่เห็นเศรษฐกิจไทยถึงจุดต่ำสุด แต่เศรษฐกิจจะต้องติดลบ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การบริหารความคาดหวังของคน เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้จะหนักกว่าในวิกฤติปี 2540 เพราะการส่งออกของไทยไม่สามารถส่งออกได้ ขณะที่ปี 2540 เป็นเรื่องของลูกจ้างตกงาน
โดยได้ให้แนวทางการแก้ปัญหารอบนี้ไว้ 6 ขั้นตอน ได้แก่
1. รัฐบาลควรเร่งกระตุ้นความต้องการการบริโภคในประเทศ นอกจากจะเน้นที่คนจนแล้ว รัฐบาลต้องมองถึงการกระตุ้นการใช้จ่ายของคนรวยด้วย ซึ่งปัจจุบันบัญชีเงินฝากทั้งหมด 7 ล้านล้านบาท แยกเป็นบัญชีเกิน 1 ล้านบาท มีมากถึง 5 ล้านล้านบาท หรือ 9 แสนบัญชี คิดเป็นสัดส่วน 71% ขณะที่บัญชี 10 ล้านบาท มี 6.7 หมื่นบัญชี หรือ 2.8 ล้านล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ว่า คนรวยยังมีอยู่เฉยๆ ซึ่งรัฐควรหาวิธีกระตุ้นให้นำเงินมาใช้
2. ระยะเวลาการกระตุ้นเศรษฐกิจควรทำอย่างจำกัด ไม่ควรใช้ระยะเวลาที่ยาวมากเกินไป เช่น กรณีมาตรการให้เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 2 พันบาท ควรให้มีการใช้จ่ายภายใน 1-2 เดือน
3. นโยบายการเงิน และการคลัง ต้องทำอย่างสอดคล้องกัน ซึ่งมองว่า ขณะนี้เริ่มไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น อย่างกรณีแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยอย่างเร็ว ขณะที่รัฐบาลให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น หรือกรณีรัฐบาลเพิ่มทุนให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทย เอ็กซิมแบงก์
4. กลุ่มประเทศในอาเซียนควรทำงานร่วมกันให้มากขึ้น และไปในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากเศรษฐกิจในซีกตะวันตกติดลบ ประเทศในอาเซียนและจีนต้องร่วมมือกันมากขึ้น
5.ไม่ควรมีการกีดกันทางการค้า เนื่องจากจะทำให้การคัาขายหดตัว
6. รัฐควรใช้ความสามารถของบริษัทขนาดใหญ่ของไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเตรียมความพร้อมที่จะก้าวสู่เวทีระดับโลกให้ได้ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นไทยก็จะทำให้ไทยฟื้นตัวขึ้นก่อนคนอื่น
ทีดีอาร์ไอแนะวางแผนระยะยาว
ด้านดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่า วิกฤตครั้งนี้กว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวคงจะต้องรออีกประมาณ 2 ปี หรือร้ายที่สุดใช้เวลา 4 ปีในการฟื้นตัว ภาครัฐจึงควรเตรียมมาตรการรองรับระยะยาว 2-3 ปี และมองภาพเป็นช็อตเดียวเพื่อให้เกิดแผนต่อเนื่อง และสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน
ปัญหาของไทยในปัจจุบันเกิดจากการส่งออกที่ไม่สามารถส่งไปขายใครได้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ ขณะที่ปี 2540 สามารถแก้ปัญหาได้เร็วจากการที่ลดค่าเงินบาท จึงมีพลังด้านการส่งออก แต่ขณะที่ปัจจุบันการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้จ่ายในประเทศมากขึ้นมีผลช้ากว่า
สำหรับมาตรการช่วยค่าครองชีพ 2 พันบาท ดร.นิพนธ์ ไม่เห็นด้วย โดยมองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เนื่องจากคนที่เดือดร้อนที่สุด คือ คนตกงาน ซึ่งต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วที่จ่ายให้กับครอบครัวโดยตรง โดยพิจารณาจากรายได้ของครอบครัว และจ่ายทุกครอบครัวไม่ได้จ่ายเป็นรายบุคคล ซึ่งระบบของไทยยังไม่มีเครื่องมือดำเนินนโยบายให้มีประสิทธิภาพได้ และมีปัญหาด้านการคลังค่อนข้างมาก
Tags : ฟื้นเศรษฐกิจใต้เงาวิกฤตเศรษฐกิจโลก • ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ • ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ • ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร

ความคิดเห็นที่ 2
bunchoo , 16 กุมภาพันธ์ 2552 16:05
ผมเนี่ยสุดซวย เป็นลูกจ้างโครงการของ SME BANK เค้าจ้างมา 4 ปี หลอกว่าจะบรรจุให้ สุดท้ายเลิกจ้างเฉยเลย ประกันสังคมก็ไม่ทำให้ เงินช่วยเหลือเงินชดเชยก็ไม่จ่ายอะไรก็ไม่ได้ ก็ได้แต่ปลงแล้วบอกกับตัวเองว่า "ตนเท่านั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน" นี่ขนาดอยู่หน่วยงานของรัฐฯ นะยังหาความมีคุณธรรมหรือธรรมาภิบาลสักนิดก็ไม่มีปลดลูกจ้างตอนเศรษฐกิจตก
ความคิดเห็นที่ 1
ดอกเตอร์ไทย , 16 กุมภาพันธ์ 2552 15:19
TDRI เป็นหน่วยงานรัฐ กินเงินเดือนประชาชน เวลาเสนอข้อคิดเห็นให้เสนออะไรชัดเจนปฎิบัติได้ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับสองพันบาท แต่ไม่เห็นเสนออะไรดีๆต่อประเทศเลย เรียนหนังสือมาเยอะเสียเปล่า ถ้าแย้งได้แค่นี้ใครๆก็แย้งได้ไม่ต้องดอกเตอร์ที่ไหน