กรุงเทพธุรกิจ

  • เข้าสู่ระบบ

ธุรกิจ : BizWeek

วันที่ 16 สิงหาคม 2555 01:00

“TS-teak” นายไม้สัก ผู้ผลิตโอโซนป้อนโลก

“ไกรสร สว่างเดชารักษ์” กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักรท่าเสา

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

TS-teakธุรกิจไม้สักบนป่าปลูกครบวง ตั้งแต่ปลูกป่าทำเฟอร์นิเจอร์จนถึงรับสร้างบ้านเก็บไม้คุณภาพดีให้เติบใหญ่มีรายได้ก็ไปขยายพื้นที่ปลูกป่าเพิ่ม

ต้นสักที่ตระหง่านอยู่บนพื้นที่ป่าปลูกนับ 5,000 ไร่ ในจังหวัดอุตรดิตถ์ คือเหล่าสมาชิกของ TS-teak ผู้ดำเนินธุรกิจไม้สักครบวงจร ตั้งแต่การปลูกป่า ผลิตเฟอร์นิเจอร์จนถึงรับสร้างบ้าน เจ้าของรางวัลผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประเภทเฟอร์นิเจอร์ไม้ระดับดีมาก จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อปีที่ผ่านมา

เรารับรู้เรื่องราวของพวกเขา ผ่าน “ไกรสร สว่างเดชารักษ์” กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงเลื่อยจักรท่าเสา จังหวัดอุตรดิตถ์ แหล่งไม้สักขึ้นชื่อของเมืองไทย ต่อยอดจากธุรกิจสัมปทานป่าไม้ ซึ่งเป็นธุรกิจดั่งเดิมของครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2510 ก่อนจะตั้งโรงไม้และโรงเลื่อยในปี พ.ศ. 2522 เพื่อหารายได้จากการขายไม้เป็นหลัก จนปี พ.ศ. 2527  เริ่มปลูกป่า และค่อยๆ เห็นการเติบใหญ่ของไม้สักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ตลอดเวลาที่ได้รับสัมปทาน มีเงื่อนไขว่า คุณตัดไม้ไปเท่าไร ก็ต้องปลูกทดแทน ไม่อย่างนั้นจะถูกยึดใบอนุญาต ซึ่งเป็นหลักการที่ดีมาก คุณพ่อปลูกป่าให้สัมปทานส่วนหนึ่ง และปลูกเองอีกส่วนหนึ่ง ปลูกมาเรื่อยๆ  จนรัฐมีนโยบายปิดป่าในปี 2532 ธุรกิจก็หยุดชะงัก”

เมื่อไม่สามารถไปตัดไม้มาขายได้ พวกเขาดำรงธุรกิจช่วงนั้นด้วยการนำไม้ที่เหลืออยู่ในสต็อกมาเลื่อยขาย รวมถึงนำเข้ามาไม้จากประเทศเพื่อนบ้าน จนเข้าสู่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 กิจการค้าไม้ได้รับผลกระทบหนัก แม้ธุรกิจจะพลิกกลับมาได้ในอีก 2 ปีต่อมา แต่ก็กระท่อนกระแท่นเต็มทน

“ไม้ที่เหลืออยู่เราเลื่อยหมดในปี 2544 นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อว่าธุรกิจจะอยู่หรือไป ตอนนั้นจีนเริ่มเปิดประเทศ ถ้าเรายังเลื่อยไม้ขายอยู่ โดยนำไม้มาจากประเทศอื่น เลื่อยเสร็จกลับมาขายในกรุงเทพฯ เราคงไปสู้โรงเลื่อยที่อยู่กรุงเทพฯ ไม่ได้ แต่พอเหลือบไปเห็นสวนป่าที่เราปลูกไว้ ตอนนั้นประมาณ 2,500 ไร่ สวนป่า ที่เราไม่เคยทำอะไรกับมันเลย แต่ไม้โตเอาๆ จึงเริ่มเข้าไปสางป่า และคิดว่าเราน่าจะใช้ประโยชน์จากมันได้”

ป่าไม้สักที่ปลูกทิ้งปลูกขว้าง จนเหลือไม้เพียง 60% ทำให้พวกเขาเริ่มคิดถึงการเข้าไปสางและฟื้นฟูป่า ตั้งแต่การเปลี่ยนวิธีปลูกโดยเพิ่มความห่างของต้นสัก เพื่อให้ไม้เติบโตเต็มที่ขึ้น วิธีการนำไม้มาใช้ในแต่ละช่วงอายุที่เหมาะสม โดยเหลือไม้ส่วนหนึ่งให้เติบใหญ่ เป็นกระบวนการหมุนเวียนไม้มาใช้ได้ไม่รู้จบ เพื่อที่จะรักษาพื้นที่โอโซนของโลกต่อไป

“เราเริ่มต้นมาดีแล้ว คือ ปลูกป่า ให้ออกซิเจนกับโลก ทรัพยากรเรามี ไม่ได้เดือดร้อน”

“ไกรสร” สะท้อนมุมคิดหลังจากดูวีดิโอการล่มสลายของประเทศอาร์เจนตินา เขาบอกว่า นายทุนอเมริกาเข้าไปกว้านซื้อที่ดินจนหมด คนอาร์เจนตินาต้องกลายเป็นลูกจ้าง บ้านเขาคนรวยและคนจนต่างกันมาก เจ้าของกิจการร่ำรวย แต่คนรอบข้างยังยากจน คนรวยจึงไม่กล้าออกไปไหนเพราะกลัวอันตราย กลัวถูกปล้น เช่นนี้ความรวยจะมีประโยชน์อะไร

“บ้านเราก็เช่นกัน ชาวบ้านขายที่ดินเพื่อไปซื้อมอเตอร์ไซค์ ซื้อรถปิกอัพ วันหนึ่งพื้นที่ป่าก็คงหมด ผมมองว่าถ้าเจ้าของกิจการยังเป็นคนไทย อย่างน้อยๆ เราก็ยังเอื้ออาทรต่อกัน จึงตัดสินใจทำธุรกิจนี้ เพราะที่ผ่านมาเราใช้ทรัพยากรธรรมชาติไปเยอะมาก ถ้ายังไม่สร้างขึ้นมาใหม่ อีกหน่อยลูกหลานจะว่าได้ ว่าเราใช้ทรัพยากรของเขาจนหมด”

แม้จะมีความคิดดี บวกกับต้นทุนที่เหนือกว่าคู่แข่งเพราะมีป่าปลูกเป็นของตนเอง และยังได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ แต่ถ้ายังคงทำแค่เลื่อยไม้ขาย ไม่ผ่านการแปรรูปเป็นของมีมูลค่า ก็คงต้องติดกับดักการตลาดเหมือนในอดีต กลายเป็นที่มาของการคิดต่อยอดธุรกิจอย่างครบวงจร คือ ตั้งแต่การปลูกป่า แปรรูปไม้ ดีไซน์เป็นเฟอร์นิเจอร์ รับสร้างบ้านไม้สัก ตลอดจนการทำตลาด 360 องศา

“เรานำไม้สักอายุตั้งแต่ 15-25 ปี มาทำเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเป็นไม้หนุ่มที่คนไทยจึงไม่ค่อยนิยม พอไปชวนใครมาขายให้ เขาก็ไม่ยอมเพราะกลัวไม่มีคนซื้อ เราจึงต้องมาทำตลาดเอง โดยเปิดโชว์รูมทั้งในกรุงเทพและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าโดยตรง ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของพวกเขา”

โดยเฉพาะการเปลี่ยนทัศนคติให้ยอมรับว่าไม้สักหนุ่มยังคงเป็นไม้คุณภาพเลิศ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต บวกคุณสมบัติของไม้สัก ทำให้ได้ไม้ที่มีคุณสมบัติดี เหมาะกับการนำไปใช้งานแต่ละประเภท มีการทำสีสำเร็จ ใส่เติมเรื่องของดีไซน์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้คนยุคนี้ พัฒนารูปแบบให้หลากหลายขึ้น ตอบรับลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศ

ชูจุดขายที่การเป็น “ไม้สักคุณภาพ สวย มีดีไซน์ จากป่าปลูกธรรมชาติ”

จากกิจการปลูกป่าค่อยๆ ขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านโชว์รูมและการออกงานแสดงสินค้าระดับประเทศ จึงได้ลูกค้าทั้งคนไทยและต่างชาติ รวมถึงลูกค้าโครงการที่ให้พวกเขาไปผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับคอนเซปต์โครงการต่างๆ  จนมีรายได้รวมในปีที่ผ่านมาถึง 150 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะเติบโตที่ 200 ล้านบาท

TS-teak มีโรงงานผลิตของตนเอง มีพนักงานกว่า 300 ชีวิต ล้วนเป็นคนในพื้นที่ ไม่มีแรงงานต่างด้าว จุดยืนของพวกเขาคือ เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปขายแรงงานที่ไหน จูงใจโดยการให้รายได้ที่ดี มีผลประโยชน์ที่เหมาะสม จูงใจคนทำงานในยุคแรงงานหายากอย่างทุกวันนี้

“ผมขึ้นค่าแรงก่อนนโยบาย 300 บาทด้วยซ้ำ เพราะอยากจูงใจให้คนไทยมาทำงาน มีการให้โอทีเมื่อเขาทำงานมากขึ้น ให้เขารู้สึกดีที่ได้ทำงานในท้องถิ่นของเขา”

กิจการที่เติบโตขึ้น ทำให้มีรายได้เข้ามาขยายพื้นที่ปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น ป่าไม้สักของ TS-teak จึงกลายเป็น "ปอดของชุมชน" ที่สร้างโอโซนให้กับโลกได้อย่างต่อเนื่องถึงทุกวันนี้..

“บ้านเขามีน้ำมัน ซึ่งยังมีวันหมด แต่ต้นไม้ ถ้าเราปลูกทุกวัน อย่างไรก็ไม่มีวันหมด ที่สำคัญไม้สักยังเป็นไม้ชั้นหนึ่งที่ได้รับความนิยม การปลูกสักไม่ต้องดูแล มาหามันแค่ปีละ 2 ครั้ง พอแล้ว สัก 1 ต้น ตัดได้ 3 ครั้ง ถ้าวางแผนดีๆ เราจะมีไม้ใช้ไม่มีหมด เรื่องพวกนี้ไม่ยากเลย ภูมิปัญญาชาวบ้านทั้งนั้น ทั้งการปลูกต้นไม้ เลื่อยไม้ มีแค่การอบไม้ หรือขึ้นรูปไม้เท่านั้นที่ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็เรียนรู้กันได้

ถามใจผม ผมอยากให้คนมาทำธุรกิจนี้มากๆ จะมาช่วยปลูก ช่วยขาย หรือช่วยแปรรูปก็ได้ แล้วผมจะกลับไปปลูกป่าอย่างเดียว คนไทยจะได้ใช้ผมคุ้มกว่านี้”  เขาบอกความฝัน ที่อยากขยายป่าปลูก เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวป้อนโลกให้มากขึ้นด้วยกำลังที่มีอยู่ของพวกเขา

ถามถึงความสำเร็จในวันนี้ ไกรสรบอกเพียงว่า..

“ผมโชคดีที่มีพื้นที่ป่าปลูกของเราอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำต่อก็คงรู้สึกผิด ผมมักพูดเสมอว่า ที่เราสำเร็จอย่างวันนี้ เพราะ “นายไม้สัก”  เรากล้าทำทุกอย่างเพราะมีวัตถุดิบที่ดี เมื่อมีไม้ดี ผมก็แค่นำมาทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นเท่านั้น”

อีกต้นแบบของธุรกิจที่มีเป้าหมาย สร้างงาน สร้างป่า สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีป้อนโลก

 

 

Tags : TS-teak ไกรสร สว่างเดชารักษ์ โรงเลื่อยจักรท่าเสา ไม้สัก

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement