กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจ : BizWeek

วันที่ 30 กรกฎาคม 2555 09:00

ไส "ช้าง" สู่บัลลังก์ "เอเชีย"

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

แม้ว่าดีลฮุบหุ้น"เอฟแอนด์เอ็น-เอพีบี" จะลากยาวออกไป ทว่าสิ่งที่เห็นชัดจากดีลนี้คือการเดินเกม"กินรวบ"สังเวียนการค้าเอเชีย ของทีซีซีกรุ๊ป

 "เราต้องการเป็นช้างในเอเชีย คุณฐาปน (สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟ) บอกพวกเราไว้อย่างนั้น" ผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่งจากบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งธุรกิจที่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวบไว้ในพอร์ตเพื่อต่อยอดธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (นอนแอลกอฮอล์) และโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้นอีก บอกไว้อย่างนั้น   

 คำบอกเล่าที่ว่ายังสอดคล้องกับอาการเดินอาดๆ ของช้างเชือกนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีความพยายามอย่างต่อเนื่อง ที่จะ "รุก" ธุรกิจแอลกอฮอล์ (สุรา-เบียร์) และนอนแอลกอฮอล์ ทั้งในประเทศ (แตกเซ็กเมนท์เบียร์ -ซื้อกิจการโออิชิ - ถือหุ้นใหญ่เสริมสุข) และต่างประเทศ เพื่อพาตัวเองขึ้นแท่น "เบอร์นำ" ในเอเชียในเร็ววัน

 "ฟาดงวงต่องา" จากช้างไทยแปลงร่างเป็นช้างในเอเชีย (ตัวบึ้ม) ไม่เฉพาะเป้าหมายขยายธุรกิจเครื่องดื่ม ภายใต้การดำเนินงานของไทยเบฟ ที่แบ่งออกเป็น 4 ธุรกิจหลักๆ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเบียร์ น้ำดื่ม และโซดา ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราช้าง”,กลุ่มธุรกิจสุรา ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสุราขาว สุราผสม (สุราสมุนไพรจีน) สาเก และสุราสี ในหลากหลายเครื่องหมายการค้า ,กลุ่มธุรกิจแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม และกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นบริษัทการตลาดและส่งออก กลุ่มบริษัทการขนส่ง และกลุ่มบริษัทธุรกิจต่อเนื่อง

 ทว่า ยังหมายรวมถึงการสยายปีกอีก 4 ใน 5 ธุรกิจในอาณาจักร "ทีซีซี กรุ๊ป" (ไทยเจริญ คอร์ปอเรชั่น) ที่เหลือ ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัททีซีซี แลนด์ ได้แก่ โรงแรม-สำนักงาน ศูนย์การค้า-ศูนย์ประชุม นิคมอุตสาหกรรม-สนามกอล์ฟ, ธุรกิจอุตสาหกรรมการค้าและสินค้าอุปโภคบริโภค  ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) , ธุรกิจประกันและเช่าซื้อ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ทีซีซี แคปปิตอล และอาคเนย์ประกันภัย และธุรกิจเกษตร ภายใต้การดำเนินงานของบริษัททีซีซีอุตสาหกรรมการเกษตร ที่จะพากันไปทั้งองคาพยพ 

 ล่าสุดการเดินเกมของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการ ไทยเบฟเวอเรจ เสนอซื้อหุ้นใน 2 บริษัทแม่-ลูก ผู้ดำเนินธุรกิจหลากหลาย ทั้งผู้ผลิตเบียร์ ผู้ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์ ที่มีดีกรีความเป็นผู้นำใน "ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก"  เพื่อฮุบ "หุ้นใหญ่" ผ่านการซื้อหุ้นทางตรงและทางอ้อมในสองบริษัท ด้วยเม็ดเงินราว 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือ 9.3 หมื่นล้านบาท (กรุงเทพธุรกิจ ฉ. 21 ก.ค.55) โดยถูกระบุว่าเป็นมูลค่าสูงสุดเท่าที่บริษัทไทยจะเคยเข้าซื้อกิจการในต่างประเทศ

 ดีลดังกล่าว ประกอบด้วย การเข้าซื้อหุ้นบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และมาเลเซีย มีโรงเบียร์ 31 แห่งใน 15 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีความแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ในตลาดดังกล่าวราว 30% และการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เอเชียแปซิฟิก บริวเวอรีส์ (เอพีบี) ผู้ผลิตเบียร์ไทเกอร์ เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก มีกิจการอยู่ใน 14 ประเทศในเอเชีย รวมถึงอินโดนีเซีย  โดยมี 30 แบรนด์เครื่องดื่ม และมีสินค้าที่จำหน่ายมากกว่า 120 แบรนด์อยู่ในมือ

 แน่นอน ธุรกิจที่หลากหลายของเอฟแอนด์เอ็น และ เอพีบี จะ"ต่อยอด"ให้กับอาณาจักรเจริญในเอเชียแปซิฟิก กับอนาคตอันใกล้ใน "อาเซียน" ที่มีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เป็นโอกาสรออยู่ โดยมีฐาน "บัญชาการ" อยู่ที่สิงคโปร์ ศูนย์กลางธุรกิจในอาเซียน ซึ่งไทยเบฟ ได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ณ เกาะเล็กๆ แห่งนี้ เมื่อปี 2549 หลังถูกต้านหนักกับความพยายามที่จะนำไทยเบฟจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ในไทย  

 ทั้งนี้ จากการสืบค้นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ของทั้งไทยเบฟ เอฟแอนด์เอ็น และเอพีบี ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ พบว่า ปัจจุบันไทยเบฟ มีมาร์เก็ตแคป อยู่ที่ 8.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ,เอฟแอนด์เอ็น มีมาร์เก็ตแคป อยู่ที่ 11.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ เอพีบี มีมาร์เก็ตแคป สูงถึง 13.43 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 แม้ว่าที่สุดแล้วจนถึงขณะนี้ (27 ก.ค.) ไทยเบฟยังไม่สามารถคว้าชัยจากการซื้อหุ้นในดีลดังกล่าว ที่เดิมกำหนดจะสรุปผลในวันที่ 27 ก.ค.55 โดยรอยเตอร์รายงานว่า ไฮเนเก้นได้ให้เวลาเอฟแอนด์เอ็นอีก 1 สัปดาห์เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับข้อเสนอในการซื้อหุ้นเอพีบี วงเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์ แข่งกับไทยเบฟ 

 ทว่าหากไทยเบฟ คว้าชัยชนะในการซื้อหุ้นรอบนี้ จากพอร์ตโฟริโอของ 2 บริษัทนี้ ไทยเบฟจึงไม่เพียงแย่งชิงตลาดเบียร์มาในเอเชียแปซิฟิกกว่า 30 ประเทศมาไว้ในมือ ยังสามารถขยายสินค้าผลิตภัณฑ์เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มไทยเบฟ และธุรกิจของทีซีซีกรุ๊ป ออกสู่ตลาดใหม่ๆ โดยอาศัยเส้นทางการค้า (โลจิสติกส์) ของทั้งสองบริษัทมีอยู่อย่างกว้างขวางในเอเชียแปซิฟิก 

  ขณะที่วาณิชธนกิจรายหนึ่งให้ความเห็นต่อดีลนี้ที่ถูกซื้อเวลาออกไปว่า มีความเป็นไปได้เช่นกันที่เจ้าสัวเจริญจะยอมถอย หากถึงที่สุดแล้วเห็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย จากการนำเสนอซื้อหุ้นที่สูงกว่ามากของไฮเนเก้น (เสนอซื้อหุ้นเอพีบีด้วยวงเงิน 6,000 ล้านดอลลาร์) ขณะที่คิริน โฮลดิงส์ ผู้ถือหุ้นอันดับสองในเอฟแอนด์เอ็น ในสัดส่วน 15% ก็พร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนเองในเอ็มแอนด์เอ็นอย่างสุดฤทธิ์ เหมือนเช่นกรณีของการที่เจ้าสัวเจริญ ยอมถอยกรณีซื้อกิจการคาร์ฟูร์ในประเทศไทย ผ่านเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เมื่อเห็นว่ามีการไล่ราคาไปสูง

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลกรณีที่เจ้าสัวเจริญชนะดีลนี้ คือ การปรับโครงสร้างของสองบริษัทนี้ ที่ยังมีทั้งไฮเนเก้น และคิริน ถือหุ้นอยู่ กลายเป็นการเข้าซื้อหุ้นในลักษณะปรปักษ์กับผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งจะทำให้ยากต่อการเข้าบริหารและจัดการโครงสร้างธุรกิจตามมา คล้ายกับกรณีของไทยเบฟ ที่เข้าซื้อหุ้นเสริมสุข ที่แม้จะฮุบหุ้นใหญ่ได้แล้ว ก็ยังไม่มีความชัดเจนถึงการรวมตัวเป็นเนื้อเดียวกันของสองบริษัทนี้ จนใกล้จะหมดสัญญาระหว่างเสริมสุขกับเป๊ปซี่ในเดือน พ.ย.นี้

 

"เราต้องชนะเรื่องการกระจายสินค้าก่อน เรื่องเครื่องดื่มเราชำนาญอยู่แล้ว พร้อมก็ทำได้ทันที" เสียงของเจ้าสัวเจริญ ที่เคยให้สัมภาษณ์ ก้องอยู่ในหู

 จะว่าไปแล้วสิ่งที่เจ้าสัวเดินเกม ไม่ต่างจากการล่าอาณานิคม เพียงแต่แปรเป็น การล่าพรมแดนทางการค้า ผ่านช่องทางโลจิสติกส์  

 ย้อนกลับไป ช้างเชือกนี้พยายามถากถางเส้นทางโลจิสติกส์ทั้งในไทยและภูมิภาค โดยใช้บริษัทลูกอย่าง เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นหัวหอก นอกจากเส้นทางโลจิสติกส์ในการจำหน่ายสุราและเบียร์ ที่ไทยเบฟ มีอยู่แน่นหนาลงลึกระดับรากหญ้าทั่วทุกภูมิภาคของไทยแล้ว

 สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมากับการประมูลซื้อกิจการ "คาร์ฟูร์"  ไฮเปอร์มาร์เก็ต เครือข่ายค้าปลีกใหญ่อันดับ 2 ของโลกสัญชาติฝรั่งเศส ที่ต้องการจะขายทิ้งกิจการในไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย ปรากฏชื่อ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นหนึ่งในผู้ประมูลซื้อ แม้สุดท้ายบริษัทแม่ของบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จะคว้าดีลนี้ไปครอง แต่การที่เจ้าสัวเจริญโดดร่วมประมูลซื้อสะท้อนให้เห็นถึงแผนสยายพรมแดนค้าปลีก คอนซูเมอร์โปรดักท์ ผ่านเส้นทางกระจายสินค้าของคาร์ฟูร์
 

 เมื่อไม่สมหวัง ใช่ว่าเขาจะหยุด สิงหาคมปีที่ผ่านมา ยังปรากฏชื่อเจ้าสัวเจริญ เข้าซื้อกิจการ 100% ในบริษัท เอเซียบุ๊คส จำกัด ผ่านบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ด้วยวงเงิน 1,195 ล้านบาท เดินเกมใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายของเอเซียบุ๊คสจำหน่ายสินค้าอื่น และขยายการค้าในอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเอเซียบุ๊คส   

 ถัดจากนั้นไม่นาน ไทยเบฟ ประสบความสำเร็จในการเข้าถือหุ้นใหญ่เสริมสุข ผ่านบริษัทไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ ต่อยอดธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ กินรวบเส้นทางโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งของเสริมสุข ผ่านร้านค้ากว่า 3 แสนแห่งในไทย ไล่ไปตั้งแต่ร้านค้าส่ง ค้าปลีก ร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงต่างๆ  มีโรงงานทั้งหมด 6 แห่ง มีคลังสินค้า  47 แห่ง  คลังสินค้าย่อย 9 แห่ง  รถขาย 1,500 คัน ครอบคลุมทั่วประเทศ ถือเป็นการเจาะช่องทางการตลาดดั่งเดิม (Traditional Trade) เช่น ตู้แช่ โชห่วย ร้านก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งของเสริมสุข

 ไม่นานมานี้ เสริมสุขยังจัดตั้ง 2 บริษัทย่อย หนึ่งในนั้นคือ บริษัท Great Brands Limited  มีสำนักงานที่ฮ่องกง เพื่อบริหารแบรนด์ให้เสริมสุขทั่วโลก รับกับการรุกธุรกิจนอนแอลกอฮอล์ หลังแยกทางกับเป๊ปซี่ จากสัญญาระหว่างกันที่จะหมดลงอย่างเป็นทางการในพฤศจิกายน หรือในช่วงเวลาไม่ถึง 4 เดือนจากนี้

 จากความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ของไทยเบฟ และความสำเร็จในการทำตลาดน้ำดำของบิ๊กโคล่า พบว่า มีความเป็นไปได้สูง ที่ในเร็ววันนี้ไทยเบฟจะเปิดตัวน้ำดำยี่ห้อใหม่ในตลาดเมืองไทย ในรูปแบบของการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเอง หรือ นำเข้าแบรนด์น้ำดำจากต่างประเทศ โดยผู้บริหารเสริมสุขท่านหนึ่ง ยอมรับว่ามีการพูดคุยรายละเอียดเรื่องนี้กับไทยเบฟ 

  “ต้องยอมรับว่าตลาดเปิดกว้างให้กับผู้เล่น ดูอย่างบิ๊กโคล่า ยังทำตลาดได้เลย ศักยภาพอย่างไทยเบฟคงไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน” ผู้บริหารรายเดิม บอกเช่นนั้น ที่ผ่านมาเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ยังขยายธุรกิจ ยังเข้าถือหุ้น 51% ในบริษัท ดานอน ผู้ผลิตนม หรือ แดรี่ส์โปรดักท์ รายใหญ่จากฝรั่งเศส ภายใต้บริษัทร่วมทุน “บีเจซี ดานอน แดรี่”

 สดๆ ร้อนๆ เมื่อ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา กับการนำสื่อมวลชนเยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) ขนาดใหญ่ (ไซส์แอล) ที่ จ.นครราชสีมา แสดงให้เห็นถึงความพร้อมโลจิสติกส์ของไทยเบฟ รับเออีซี พร้อมกับการเปิดตัวบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ ในวันเดียวกันนั้นเองที่ฐาปน ต้องบินด่วนไปเจรจาซื้อหุ้นกับเอฟแอนด์เอ็นและเอบีพี ทำให้ไม่สามารถมาร่วมงานได้ จนต้องวีดีโอคอนเฟอเรนซ์มาตอบคำถามคาใจกับสื่อ

 โดยในส่วนของแผนโลจิสติกส์รองรับเอเอีซี ไทยเบฟ ทุ่มงบ 5 ปี กว่า 2,500 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโลจิสติกส์ทั้งระบบรวมถึงศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) จำนวน 4 แห่งครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนขนส่งและกระจายสินค้าในเครือไทยเบฟ ที่มีมูลค่ากว่าปีละ 1 แสนล้านบาท โดยจะทยอยยุบคลังสินค้าย่อยๆ ที่มีอยู่ 86 คลังทั่วประเทศลง
สำหรับศูนย์กระจายสินค้า ระดับภูมิภาคแห่งใหม่ใน จ.นครราชสีมา ตั้งอยู่บนพื้นที่ 400 ไร่ มีพื้นที่คลัง 10,800 ตร.ม. เป็นหนึ่งใน 3 คลังที่เปิดให้บริการ แบ่งเป็นพื้นที่  50%  จะเป็นจัดเก็บเบียร์ สุราขาว 10%   สุราสี 26% และนอนแอลกอฮอล์ 14% แต่ปัจจุบันคลังแห่งนี้ใช้พื้นที่ไปเพียง 40% ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคลังแห่งนี้จะกระจายสินค้าให้กับ 19 คลังจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 ฐาปน บอกว่า ศูนย์กระจายสินค้าไซส์ แอล แห่งนี้ สามารถกระจายสินค้าออกไปยังกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา และเวียดนามได้โดยทางรถยนต์ ขณะที่ภาคเหนือกำลังอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของสถานที่และเส้นทางการกระจายสินค้า ที่จะต้องตอบโจทย์สามารถขนส่งข้ามประเทศไปยังพม่า และจีนตอนใต้ได้อย่างยูนนาน คุนหมิง  เบื้องต้นคาดว่าเชียงของ ใน จ.เชียงราย จะเป็นอีกจุดหนึ่งที่จะมีการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า นอกเหนือไปจาก จ.เชียงใหม่ ที่จะต้องมีศูนย์กระจายสินค้าแน่ๆ อยู่แล้ว

 ขณะเดียวกัน มีแผนจะก่อสร้างคลังสินค้าขนาดกลาง (ไซส์เอ็ม) เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับและสนับสนุนศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ ในจังหวัดขนาดใหญ่เช่นที่  ขอนแก่น ลำปาง ลำพูน เป็นต้น  สำหรับศูนย์กระจายสินค้าเหล่านี้จะช่วยลดต้นทุนการส่งได้หากตั้งอยู่ในจุดที่เหมาะสมซึ่ง ก่อนหน้านั้นไทยเบฟยังได้เปิดให้บริการศูนย์กระจายสินค้า 2 แห่ง คือ ในจ.ชลบุรี พื้นที่ 66 ไร่ พื้นที่คลัง 7,800 ตร.ม. และใน จ.สุราษฎร์ธานี โดยไทยเบฟมีเป้าหมายที่จะบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ได้ 10% ต่อปี 

 ปัจจุบันไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ ยังมีสถานะเป็น "Cost Center"  แต่เป้าหมายในอนาคตนั้นจะต้องไปสู่องค์กรที่มีกำไร  หรือ Profit Center "ฐาปน" เผย

 จับประเด็นได้ว่า ผู้ประกอบการต่างชาติที่หาญเข้ามาทำตลาดในไทยหลังเออีซี โดยเฉพาะในธุรกิจเครื่องดื่ม และคอนซูเมอร์ โปรดักท์ ไทยเบฟ กำลังจะเก็บค่าต๋ง เพราะได้กุมเส้นทางโลจิสติกส์ไว้หมดแล้ว และหากจะเข้ามาแข่งก็แข่งยาก จากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำกว่าของไทยเบฟ

 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาไทยเบฟยังเดินเกมกุมเส้นทางโลจิสติกส์ในประเทศเพื่อนบ้าน ในเวียดนามเบอร์ลี่ยุคเกอร์ประกาศการร่วมทุนผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มูลค่า 1,500 ล้านบาท กับนักลงทุนเวียดนาม ได้แก่ บริษัท โอเว่น อิลลินอยส์ (โอ-โอ) กับบริษัทไซง่อนเบียร์แอลกอฮอล์เบฟเวอเรจ (ซาเบโก้) รายหลังนี้คือผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม ก่อนจะพ่วงการส่งออกเบียร์ช้างไปทำตลาดแข่งกับเจ้าตลาดอย่างไฮเนเก้น เวียดนามยังเป็นเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญที่จะต่อไปยัง ลาว กัมพูชา และพม่า ที่เน้นใช้ สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง เป็นตัวบุกตลาด 

 ไกลออกไปจากตลาดในเอเชีย กับแผนบุกตลาดโลกของไทยเบฟ เริ่มจากการสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ด้วยสปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง นำแบรนด์ช้างไปปรากฏที่หน้าอกเสื้อของทีม "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน สโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ ลีก เมื่อปี 2548 ต่อสัญญามาแล้วหลายรอบ จนจะหมดสัญญารอบใหม่ในปี 57 ส่งให้แบรนด์ช้างเริ่มเป็นที่รับรู้ในเวทีโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาไทยเบฟยังเข้าไปสนับสนุน 2 ทีมฟุตบอล ระดับเวิลด์คลาสจากแดนกระทิงดุ อย่าง “บาร์เซโลนา” และ “เรอัลมาดริด” ซึ่งทั้ง 2 ทีมมีแฟนบอลรวมกันกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ต่อยอดโกลบอลแบรนด์ โดยปัจจุบันช้างจะเข้าไปทำตลาดอยู่ใน 50 ประเทศทั่วโลก ภายใต้บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เบฟเวอเรจ  จำกัด (อินเตอร์เบฟ)  โดยไทยเบฟวางเป้าหมายเน้นทำการตลาดในเอเชียมากขึ้น กับความฝันที่อยากจะเห็นช้างเป็น TOP of Mind (แบรนด์ในดวงใจ) โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดขายของกลุ่มเบียร์ น้ำดื่ม และโซดา เป็น 5 หมื่นล้านบาท ภายใน 5 ปี (2555-2560) เป็นอันดับสองรองจากธุรกิจสุรา

 สำหรับส่วนแบ่งตลาด ของไทยเบฟ แบ่งเป็นตลาดน้ำดื่ม ช้างมีส่วนแบ่ง 4-5% ของตลาดรวม 1.9 - 2 หมื่นล้านบาท ตลาดโซดา มีส่วนแบ่งตลาด 10% ของมูลค่าตลาด 5,000 ล้านบาท และตลาดเบียร์ มีส่วนแบ่ง 32% ของมูลค่าตลาดรวม 1 แสนล้านบาท  ภายใต้แบรนด์ในกลุ่มเบียร์ ได้แก่ ช้าง, อาชา, เฟดเดอร์บรอย แบรนด์ในกลุ่มสุรา ภายใต้แบรนด์แสงโสม แม่โขง มังกรทอง หงส์ทอง คราวน์99 เบลนด์285 บลู ดรัมเมอร์ เชียงชุน เสือดำ เหล้าขาวไผ่ทอง รวงข้าว เสือขาว นิยมไทย และนอนแอลกอฮอล์เครื่องดื่มทั้งหมดในเครือโออิชิ เป็นต้น  

-------------------------------------
ตำนาน "ช้าง" 

 
 อาจารย์ธนวัฒน์  ทรัพย์ไพบูลย์ นักเขียนสารคดีแนววิเคราะห์เจาะลึก ตระกูลเจ้าสัวไทย เคยเขียนไว้ในหนังสือของเขาว่า "การบุกเบิกธุรกิจผลิตและจำหน่ายเบียร์ช้าง  ของตระกูลสิริวัฒนภักดีในปี 2538 ปรากฏว่าก่อนหน้านี้มีการหาชื่อแบรนด์  หรือยี่ห้อเบียร์ที่เหมาะสม เพื่อที่จะให้เกิดพลังในการต่อสู้กับเบียร์สิงห์เจ้าเก่า ในที่สุดเจ้าสัวเจริญ  สิริวัฒนภักดี ก็ตัดสินใจใช้ชื่อ “ช้าง” เป็นชื่อเบียร์แบรนด์ใหม่  ดังคำสัมภาษณ์ของเขาเมื่อต้นปี 2545  ในมติชนสุดสัปดาห์ ถึงที่มาของแบรนด์ช้างว่า... 

 "ชื่อช้างผมเป็นคนเลือกเอง  เพราะผมชอบช้าง  และตั้งใจว่าเวลาเขียนเป็นภาษาอังกฤษ  ก็จะใช้คำว่า “CHANG”  แทนที่จะเป็น “ELEPHANT”" 

 สำหรับเหตุผลที่เลือกช้างเป็นสัญลักษณ์ของเบียร์ยี่ห้อนี้ ธนิต ธรรมสุคติ อดีตประชาสัมพันธ์เบียร์ช้าง  และต่อมาคือที่ปรึกษาบริษัท เบียร์ไทย (1991) จำกัด เคยอธิบายถึงเหตุผลที่เจ้าสัวเจริญตัดสินใจใช้ชื่อ “ช้าง” เป็นชื่อยี่ห้อเบียร์ใหม่  เพราะช้างเป็นสัตว์มงคล  และเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง

 ยิ่งกว่านั้นในประวัติศาสตร์  “ช้าง” ยังเป็นพาหนะของนักรบ  หรือเป็นราชพาหนะของพระมหากษัตริย์  ที่ยิ่งกว่านั้นช้างยังผูกพันกับคนไทยมายาวนาน   ถึงกับกล่าวกันว่าหากลอดท้องช้างแล้วสิ่งเลวร้ายจะหมดไป 

 ว่าไปแล้วภาพลักษณ์ “ช้างคู่” ที่ปรากฏข้างขวด  มีน้ำพุอยู่ตรงกลาง  เปรียบเสมือนน้ำชโลมใจ  ให้คนไทยหันหน้าเข้าหากัน  ด้วยคำขวัญที่ว่า  “หันหน้าเข้าหากัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย” โดยมีเป้าหมายการตลาด 2 กลุ่ม คือ คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 20 - 39 ปี และกลุ่มผู้ใช้แรงงานในต่างจังหวัด  

 ส่วนการรุกธุรกิจในต่างประเทศของช้าง ตระกูลสิริวัฒนภักดี  ต้องการที่จะให้เบียร์ช้างกลายเป็น "1 ใน  10" แบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในตลาดเอเชีย เฉกเช่นเดียวกับแบรนด์ดังของเอเชีย  เช่น  สิงห์ ชิงเต่า ซานมิเกล อาซาฮี และคิริน เป็นต้น    

 มิเพียงเบียร์ช้างเท่านั้นที่ตระกูลสิริวัฒนภักดี   ต้องการส่งออกสู่ต่างประเทศ  ทว่ายังมุ่งหวังส่งเครื่องดื่มอื่นๆ ไปจำหน่ายในต่างประเทศอีกด้วย   ด้วยเหตุนี้จึงต้องแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ  ทั้งในประเทศและต่างประเทศ   

 

 

 

 

 

  

 

Tags : ไทยเบฟ ทีซีซี กรุ๊ป เจริญ สิรวิฒนภักดี

Adsense

advertisement

advertisement

AD Position a2 2

advertisement