ไปพม่าอย่างไรไม่ให้ตกขบวนนักลงทุนรายอื่นๆ ที่ต่างมุ่งหน้าไปขุดทองและหาโอกาสสร้างตลาดใหม่ๆ ลองมาฟังเสียง"กูรู"แนะแนวทาง
พม่ากำลังเนื้อหอม เป็นที่สนใจของนักลงทุนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกา รวมถึงเอเชีย หลังจากที่พม่าเริ่มเปิดประเทศมากขึ้น การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ยังเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญ จึงไม่แปลกหากใครๆ จะตีตั๋วมุ่งหน้ามาทางฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะพม่า ทว่า ไปอย่างไรไม่ให้พลาด
วาสนา มุทุตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักความร่วมมือการลงทุนต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ให้ข้อมูลว่า พม่าได้รับความสนใจจากบรรดานักลงทุนไทยและเทศ เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าผ่อนปรนมาตรการทางการเมืองหลายอย่างหลังเปิดประเทศมากขึ้น
โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้จัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่นักลงทุนที่สนใจจะเข้าไปลงทุนในพม่าหรือในกลุ่มอาเซียนอย่างต่อเนื่องรวมไปถึงทริปการเดินทางไปดูลู่ทางการลงทุน ซึ่งได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันนักลงทุนพม่าก็สนใจที่จะมาดูลู่ทางการลงทุนในไทย โดยในเดือนมีนาคมนี้ จะมีนักลงทุนจากพม่ากลุ่มหนึ่งเข้ามาศึกษาลู่ทางการลงทุนของไทย
"พม่าเป็นประเทศที่น่าสนใจมาก เพราะมีทรัพยากรมากมาย มีลักษณะภูมิประเทศคล้ายกับไทย เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ ที่จะขยายต่อไปยังจีนและอินเดียได้ด้วย โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่เหมาะกับความเป็นอยู่ของคนพม่า ก็จะคล้ายๆ กับสินค้าไทยคือ เสื้อผ้า อาหาร และของใช้ต่างๆ"
อย่างไรก็ตาม การจะเข้าไปลงทุนในพม่า บีโอไอแนะนำว่า อันดับแรกก่อนที่จะเข้าไปลงทุน ควรหาโอกาสไปศึกษาตลาดและความเป็นอยู่ของคนพม่า และพยายามสร้างเครือข่าย เพราะการลงทุนในพม่า หากเป็นธุรกิจต่างชาติจะต้องเสียภาษี หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่าคนท้องถิ่นเป็นเท่าตัว จะเห็นว่ามีนักธุรกิจไทยหลายๆ ราย มักใช้ตัวแทน (นอมินี) การลงทุน หรือไม่ก็หาผู้ร่วมทุน (พาร์ทเนอร์)
โดยนักธุรกิจส่วนมากมักจะบอกว่าคนพม่ามีความซื่อสัตย์ เพราะมีระบบความเชื่อที่ผูกพันกับ "ศาสนา" ค่อนข้างมาก
การเข้าไปลงทุนในพม่านักลงทุนไทยเองจำเป็นต้องมีเครือข่ายและมีคอนเนคชั่นกับทุกระดับชั้น รวมถึงต้องมองการลงทุนในระยะยาว และต้องสร้างประโยชน์ให้กับคนท้องถิ่นด้วย
“ก่อนหน้าที่ ตอนที่กลุ่มซี.พี.ที่เข้าไปลงทุนในพม่า ก็มีโครงการ CSR เพื่อส่งเสริมให้คนพม่าและเด็กนักเรียนเรียนรู้
วิธีการเลี้ยงไก่ หรืออย่างรัฐบาลพม่าบอกว่าต้องการเลี้ยงแพะ ทางซี.พี.เองก็จัดหาให้ และมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเช่นเดียวกัน”
สิ่งสำคัญต่อมาคือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจวัฒนธรรมของพม่า ที่มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์สูงมาก จึงต้องเรียนรู้วิถีการดำเนินชีวิต ความคิดของคนในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งควรพิจารณาในเรื่องของต้นทุนทางตรงและทางอ้อม เช่น ค่าแรง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ระหว่างการดำเนินงาน ภาษี ระบบการเงินของพม่า
“คนที่จะเข้าทำธุรกิจที่นั่นควรจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ด้วย ระบบ L/C ทำอย่างไร ที่นั่นไม่มีบัตรเครดิต ในบางเมืองของ
พม่าก็ยังเป็นระบบผูกขาด โดยเฉพาะเรื่องของเส้นทางและบริการขนส่ง นักลงทุนควรจะศึกษาข้อมูลให้มาก รวมทั้งในเรื่องของภาษา เขาพูดได้หลากหลายภาษามากจีน อังกฤษ อินเดีย”
ในส่วนของสิทธิพิเศษทางภาษีของพม่านั้น จะมีการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 3 ปีแรกของการประกอบธุรกิจ ยกเว้นภาษีเงินได้จากกำไรสะสมที่นำกลับมาลงทุนใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลา 1 ปี หลังจากที่มีกำไรเกิดขึ้น ธุรกิจส่งออกจะได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% จากผลกำไรที่ส่งออก สิทธิในการจัดตั้งบัญชีขาดทุนสะสม 3 ปีติดต่อกันนับตั้งแต่มีการขาดทุนเกิดขึ้น หรือได้รับสิทธิภาษีศุลกากรนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ระหว่างการก่อสร้างสำนักงาน รวมทั้งยกเว้นศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบ 3 ปี
นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องเรียนรู้คือ เรื่องที่ดิน เพราะในพม่านักลงทุนไม่สามารถเป็นเจ้าของที่ดินได้แต่จะเช่าได้ 30 ปี
หรือนานกว่านั้น ตามการพิจารณาของ Myanmar Investment Commission หรือ MIC และตามกฎหมาย
Transfer of Immovable Property Restriction Law (1987) นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเช่าที่ดินจากภาคเอกชนได้นานเกิน 1 ปี
ด้าน สันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้งและประธานสภาธุรกิจไทย-พม่า
กล่าวว่า กลุ่มสหพัฒน์ฯได้เข้าไปลงทุนในพม่ามา 20 ปีแล้ว มองเป็นโอกาสถ้าสหรัฐฯยกเลิกการคว่ำบาตรพม่าจะเป็น
แหล่งผลิตสินค้าที่ต้นทุนต่ำมาก เพราะปัจจุบันค่าแรงต่อเดือนของพม่าไม่เกิน 3,000 บาท ขณะที่ไทยน่าจะใกล้แตะ 9,000 บาทต่อเดือน ฝีมือแรงงานพม่าเท่าที่ดูไม่แพ้เวียดนาม ปัญหาของพม่าตอนนี้คือขาดระบบสาธารณูปโภคที่ดี เช่น ท่าเรือยังเล็ก ถนนหนทางไม่ดี ไฟฟ้าขาดเป็นประจำ แต่อนาคตเชื่อว่าจะต้องดีขึ้น
สิ่งที่น่าจับตาคือตอนนี้ธนาคารสิงคโปร์ มาเลเซีย เริ่มเข้าไปตั้งสาขาในพม่าแล้ว และได้ยินมาว่านักธุรกิจจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ต่างต้องการเข้าไปลงทุนในพม่าทั้งสิ้นโดยเฉพาะพวกอุตสาหกรรมหนัก ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องจับตาคือเรื่อง กฎการให้ต่างชาติเช่าที่ดินซึ่งอดีตต้องติดต่อผ่านรัฐบาลเท่านั้น แต่ในเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคมจะมีกฎหมายใหม่ให้สามารถเช่าต่อจากเอกชนได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของค่าเงินจ๊าดซึ่งมีการซื้อขายในตลาดมืดที่มีราคาถูกกว่าตลาดปกติหลายเท่า แต่เร็วๆ นี้ทางการพม่าจะมีมาตรการในเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจนมากขึ้น
“ธุรกิจที่น่าเข้าไปลงทุนนำพม่าคือสีทาบ้าน วัสดุก่อสร้าง ที่ต้องจับตาคือถ้าพม่าถูกยกเลิกการคว่ำบาตรจะได้รับสิทธิพิเศษ เช่น ภาษีจากกลุ่มอียูและสหรัฐฯในฐานะฐานการผลิตจากประเทศกำลังพัฒนา เป็นโอกาสที่เราจะเข้าไป”
สมภพ ศักดิ์พันธ์พนม กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซสโปร แมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการที่ปรึกษาทางการ
เงินครบวงจร กล่าวว่า รัฐบาลพม่ากำลังพัฒนาตลาดเงินให้มีมาตรฐานโดยการอนุญาตให้ตั้งธนาคารพาณิชย์ได้จากตอนนี้มีเพียงแค่ธนาคารของรัฐฯที่มีบทบาทรวมถึงจะมีการกำหนดเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน เพื่อรองรับการขนย้ายเงินลงทุนจากต่างชาติ
ขณะเดียวกัน พม่ายังมีแผน พัฒนาตลาดทุน โดยการส่งคนมาศึกษางานที่สำนักงาน ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ และโบรกเกอร์ เพื่อที่จะเตรียมเปิดตลาดหลักทรัพย์ในปี 2558 ส่วนธุรกิจที่มีโอกาสคือพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภคและ
เกษตรแปรรูป ที่สำคัญ ประชากร 15% ของคนที่นี่เป็นคนมีฐานะดีและสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีด้วย
กฎการลงทุนในพม่า
- กิจการต่างชาติเป็นเจ้าของทั้งหมด ต้องขออนุญาตจากรัฐบาลพม่า
- กรณีสำนักงานสาขา ต้องขออนุญาตทำการค้าจากกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติของพม่าก่อนยื่นขอจดทะเบียนกับสำนักงานจดทะเบียน
- กิจการที่พม่าส่งเสริมการลงทุน อาทิเช่น การค้าผลผลิตทางการเกษตร การผลิตวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือทางการเกษตรการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำป่าไม้ การผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
- กิจการที่รัฐบาลพม่าห้ามลงทุน อาทิเช่น อุตสาหกรรมแปรรูปและค้าไม้สัก กิจการโทรคมนาคม ธุรกิจบริการ
ด้านการขนส่งทางอากาศและระบบราง ธุรกิจสื่อสารมวลชน ธุรกิจธนาคารและประกันภัย
และอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตอัญมณี
ที่มา...EXIM Bank
Tags : วาสนา มุทุตานนท์ • สันติ วิลาสศักดานนท์ • พม่า • การลงทุน • บีโอไอ • MIC
