พิบัติภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ กระทบความเชื่อมั่น หนักหน่วง "รีอินเวสท์ติ้ง ไทยแลนด์" คือข้อเสนอเอกชน ยึดโมเดลญี่ปุ่น-เนเธอร์แลนด์ จัดการน้ำ
การเลื่อนการจัดงาน “บีโอไอแฟร์” จากเดิมจะจัดในวันที่ 10-25 พ.ย.2554 ออกไปเป็นวันที่ 5-20 ม.ค.ปีหน้า ภายใต้คอนเซปต์ “โลกสดใส ไทยยั่งยืน Going Green for the Future” มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนให้กับประเทศไทย ต่อเนื่องจากการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นปีแห่งการลงทุน หรือ Investment Year ในปี 2552-2552
เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วม ที่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ หลายคนประเมินว่า “มากกว่า” เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2538 เนื่องจากขณะนี้ (21 ต.ค.54) 7 นิคมอุตสาหกรรม ใน จ.อยุธยาและปทุมธานี กลายเป็น “นิคมจมน้ำ” ไปแล้ว แม้จะยื้อกันสุดฤทธิ์ก็ไม่สามารถต้านทานมวลน้ำขนาดใหญ่ ได้แก่ นิคมสหรัตนนคร สวนอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมบ้านหว้า (ไฮเทค) นิคมบางปะอิน นิคมแฟคตอรี่แลนด์ และนิคมนวนคร และสวนอุตสาหกรรมบางกะดี มูลค่าการลงทุนรวมกันกว่า 4 แสนล้านบาท
บทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า เฉพาะนิคมนวนคร นิคมเดียว มีมูลค่าเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท (เท่าๆ กับมูลค่าการลงทุนของ 5 นิคมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปก่อนหน้านั้น) นิคมแห่งนี้ยังเป็นฐานการลงทุนชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟสำคัญของโลก
ขณะที่สวนอุตสาหกรรมบางกะดี ที่มีมูลค่าการลงทุน 22,000 ล้านบาท เป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าโตชิบา 9 ใน 11 โรงงานอยู่ในนิคมแห่งนี้ สรุปว่ายังไม่นิคมใดในทิศทางน้ำไหลผ่านที่รอดพ้นการไหลทะลักเข้าท่วม
ส่วนนิคมเฝ้าระวังในฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ อย่างนิคมลาดกระบัง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่านิคมแห่งนี้มีมูลค่าเงินลงทุน 85,000 ล้านบาท นิคมบางชัน มูลค่าลงทุน 5,000 ล้านบาท นิคมบางปู มูลค่าการลงทุนสูงถึง 203,595 ล้านบาท นิคมอัญธานี นิคมเกตเวย์ นิคมเวลโกรว์ และนิคมทีเอฟดี
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า 90% ของบริษัทที่ลงทุนอยู่ในนิคมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไปแล้วนั้น เป็นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ
ณ วันที่ 16 ต.ค.2554 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาระบุว่า ความเสียหายจากน้ำท่วม คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านหรือกระทบ 1% ของจีดีพี แต่ ณ ขณะนี้ความเสียหายน่าจะมากกว่านั้นไปแล้ว ยังมีข้อมูลระบุว่า จะต้องใช้เวลานานถึงกลางปี 2555 กว่าสถานการณ์ต่างๆ จะเริ่มคลี่คลาย อีกสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ คือลูกค้าจะย้ายไปสั่งสินค้ากับคู่แข่ง
ความเชื่อมั่นในการลงทุนไทย ในยามนี้จึงไม่ต้องพูดถึง นักลงทุนเก่ามีแนวโน้มจะย้ายฐานการผลิตชั่วคราว หากใช้ระยะเวลานานในการฟื้นฟู ขณะที่ “นักลงทุนใหม่” (New Investor) น่าจะมองถึง “ทางเลือก” การลงทุนในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน หรือหันไปลงทุนในนิคมของไทย ในโซนที่ปลอดจากน้ำท่วม อย่าง จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี
การเรียกความเชื่อมั่นการลงทุนคืนมาอีกครั้ง (Reinvesting Thailand) ในระยะเวลาถัดจากนี้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด นอกเหนือจากการกำหนดหลายมาตรการในการเยียวยาผลกระทบแล้ว จะต้องสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุนถึงการบริหารจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติให้เป็นระบบ ไม่เกิดผลกระทบรุนแรงเหมือนเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้
ข้อมูลจากสภาพัฒน์ ระบุว่า สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีของไทยในปี 2553 อยู่ที่ 26% และตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง (2540) สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีของไทยไม่เคยแตะระดับ 30%
ขณะที่นักลงทุนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ คือนักลงทุนญี่ปุ่น นักลงทุนเบอร์ 1 ตลอดกาลของไทย โดยผู้ประกอบการในนิคมที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสัญชาตินี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อป้อนตลาดโลก โดยลักษณะการลงทุนส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นจะลงทุนกัน “ยกแผง” หรือทั้งซัพพลายเชน ดังนั้นจึงได้รับผลกระทบไปแบบเต็มๆ
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศของญี่ปุ่นในปี 2553 ลงทุนหลักของญี่ปุ่น ได้แก่ ประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนไหลออกสุทธิ (Net Outflow) 1.9 ล้านล้านเยน (ประมาณ 686,280 ล้านบาท) ข้อมูลของกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ปรากฏว่า จีนยังคงเป็นแหล่งรองรับการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุน 627,800 ล้านเยน (ประมาณ 226,761.4 ล้านบาท) ตามมาด้วยสิงคโปร์ อินเดีย และไทยเป็นอันดับสี่
สถิติของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าการลงทุนโดยตรงสุทธิจากญี่ปุ่นในไทยในปี 2553 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 33,183.06 ล้านบาท (ตัวเลขเบื้องต้น) ลดลงจากปี 2552 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสุทธิ 93,130.46 ล้านบาทถึง 59,947.4 ล้านบาท
เจน นำชัยศิริ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกถึงแนวคิดที่ ส.อ.ท.ได้หารือกันถึง "มาตรการฟื้นฟูหลังน้ำลด" ว่า จะต้องทำในนาม "ประเทศไทย" เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นการลงทุนให้กลับมา ไม่ต่างจากแคมเปญ “Visit Thailand” ที่สามารถฟื้นการท่องเที่ยวให้กลับมาได้ภายใน 1 ปีหลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ
โดยการกำหนด "แคมเปญ" ควรถือโอกาสปรับภาพลักษณ์ใหม่ด้านการลงทุน (Reinvesting Thailand) ให้กับประเทศไทย ในระยะ 1-2 ปีจากนี้ ไปในตัว สิ่งแรกที่จะต้องล้างภาพออกโดยเร็วที่สุดคือ การเป็นเมืองแห่งผู้ประสบภัยน้ำท่วม (Bad Public City) โดยต้องสร้างเรื่องราว (Story) ใหม่ให้ประเทศดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่
เรื่องราวใหม่ที่จะสื่อสารออกไปทั่วโลกนั้น เขาเห็นว่า ควรดึงดูดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมสีเขียว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไปกันได้กับแนวทางการป้องกันอุบัติภัยทางธรรมชาติของไทย เนื่องจากต้องยอมรับว่าไทยไม่สามารถใช้ปัจจัยด้าน "ค่าแรง" ราคาถูก มาดึงดูดการลงทุนได้อีกต่อไป เพราะสู้จีน ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ไม่ได้แล้ว
นอกจากนี้ จุดได้เปรียบของไทยที่มีภูมิศาสตร์อยู่ "กึ่งกลาง" อาเซียน เชื่อมต่อกับจีน ทำให้เมื่อเกิดการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 อาเซียนมีประชากรรวมกันกว่า 600 ล้านคน จะถือเป็น "จุดขาย" ที่แข็งแรงของไทยจากชัยภูมิที่เหมาะสม
ขณะเดียวกัน สิ่งที่นักลงทุนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ต้องการมากที่สุดคือการเร่งฟื้นฟูหลังน้ำลดในระยะสั้น และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวด้านการบริหารจัดการน้ำ ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะมีการเตรียมแผนป้องกันที่รัดกุมเพียงพอ มีการตั้งวอร์รูมเตือนภัย (Early Warning) เพื่อให้รับรู้สถานการณ์ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง ไม่ว่าจะทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม
โดยรัฐบาลควรนำโมเดลของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการทั้งระหว่างและหลังอุบัติภัย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ และภูเขาไฟระเบิด ที่ใช้เวลาไม่นานในการฟื้นประเทศกลับมา มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทย
ด้าน ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า ความเสียหายที่สูงเป็นประวัติการณ์จากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยโรงงานได้รับความเสียหายประมาณ 1,269 แห่ง (20 ต.ค.54 ยังไม่รวมบางกะดี และนิคมฝั่งตะวันออกอีกประมาณ 400 กว่าโรงงาน) กระทบการจ้างงาน 6.6 แสนคน ยังไม่รวมถึงซัพพลายเชน ที่จะได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตลอดจนธุรกิจขนส่งและค้าปลีกที่ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้
จำเป็นที่รัฐจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่น โดยจัดทำแคมเปญส่งเสริมการลงทุน อาทิ Investment Opportunity ปลุกให้อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) เข้ามาลงทุนในไทย ขณะเดียวกันก็ต้องยกระดับการผลิตในอุตสาหกรรมเก่า อาทิ อิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ ให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) โดยใช้จุดแข็งของความเป็น "Hub ASEAN" ของไทย
ขณะเดียวกันรัฐบาลควรศึกษาวิธีฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภัยพิบัติจากหลายๆ ประเทศ อาทิ แผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ, เหตุการณ์สึนามิ ในเมืองมิยางิ ในญี่ปุ่น แต่สามารถจัดการสถานการณ์ได้รวดเร็ว
รวมไปถึงเหตุการณ์พายุแคทรินา ถล่มเมือง นิวออร์ลีนส์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่ทำให้คนเสียชีวิตนับพันคน แสามารถฟื้นเมืองได้ในเวลาไม่นาน หรือแม้กระทั่งโมเดลในแบบไทยๆ กับการฟื้นความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว จากเหตุการณ์สึนามิ
ด้าน ทาคากิ ยามาดะ ประธานบริษัท ลาพิส เซมิคอนดักเตอร์ จำกัด ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดขายเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ตั้งอยู่ในนิคมโรจนะ เขาหวังว่ารัฐจะใช้เวลาไม่นานในการฟื้นฟูหลังน้ำลด เพื่อที่สามารถเข้าไปประเมินความเสียหายและย้ายเครื่องจักรบางส่วนออกจากพื้นที่
ยามาดะ ยังมองว่า หากรัฐใช้เวลาฟื้นฟูความเสียหายนาน 3 เดือน บริษัทคงจะไม่สามารถรอได้ อาจจะต้องย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปยังเกาหลี หรือ บริษัทแม่ในญี่ปุ่น นอกจากนี้รัฐบาลไทยต้องมีแผนป้องกันภัยพิบัติที่เป็นหลักประกันได้ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก
"เราอยู่เมืองไทยมานาน มีการยกระดับฝีมือแรงงาน จึงไม่ต้องการย้ายฐานไปไหน แต่สถานการณ์เช่นนี้ ระยะสั้นเรามีความจำเป็นต้องย้ายไปผลิตที่อื่นชั่วคราว จนกว่ารัฐบาลไทยจะมีแผนชัดเจน เราถึงก็กลับมาเดินเครื่องผลิตต่อ"
------------------------------------
ยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ "50 แห่ง" ต้องลุ้น !!
เหตุการณ์น้ำท่วม ได้สร้างความเสียหายโดยตรงกับหุ้นกลุ่มนิคม หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดยราคาหุ้นของทั้ง 3 กลุ่ม ได้ปรับลดลงอย่างมากในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ในส่วนของสวนอุตสาหกรรมโรจนะ มีบริษัท ซิงเกิ้ลพอยท์ พาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SPPT ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งอยู่
ในนิคมบ้านหว้า (ไฮเทค) มี 2 บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คือ ฮานา ไมโคร อิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ HANA และ บริษัท เคซีอี อิเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และบริษัทชิ้นส่วนรถยนต์สัญชาติมาเลเซีย คือ บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH
นิคมบางปะอิน มีบริษัทควอลิตี้ คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างในเครือซิเมนต์ไทย บริษัทเอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) SPCG บริษัทเกียรติธนา ขนส่ง จำกัด (มหาชน) หรือ KIAT บริษัทน้ำประปาไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งโรงงานผลิตน้ำสะอาดภายในนิคม รวมถึงบริษัทสตาร์ส ไมโคร อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟให้กับเวสเทิร์น ดิจิทัล และหน้าจอสมาร์ทโฟนให้แบรนด์มือถือชั้นนำของโลกอย่างแบล็คเบอร์รี
สวนอุตสาหกรรมบางกะดี มีบริษัทไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TFD บริษัท เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GEN รวมถึง 2 บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คือ บริษัท ดราโก้ พีซีบี จำกัด (มหาชน) หรือ DRACO บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SVI
ส่วนนิคมนวนคร เป็นที่ตั้งของบริษัท โออิชิ จำกัด (มหาชน) OISHI รวมถึง บริษัท โตโย-ไทย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TTCL ซึ่งกำลังลงทุนโรงไฟฟ้าภายในนิคม
ขณะที่นิคมฝั่งตะวันออกของกรุงเทพรวม ถึงสมุทรปราการ เช่น นิคมเวลโกรว์ นิคมบางปู นิคมบางพลี นิคมบางชัน และนิคมลาดกระบัง แม้ว่าจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่ถ้าน้ำหลากมาถึง จะมีบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ รอปิดสายการผลิตอีกกว่า 50 บริษัท
----------------------------------
"กทม." จีดีพีกว่า "ครึ่ง" อยู่ที่นี่ !
ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า หากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เนื่องจากกรุงเทพฯ คิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของจีดีพี เป็นเหมือน "เส้นเลือดใหญ่" ทางเศรษฐกิจเป็นทั้งศูนย์กลางการผลิต การขนส่ง พาณิชย์ ศูนย์ราชการฯลฯ แต่ก็ขึ้นอยู่กับการวางแผนรับมือน้ำของรัฐบาลว่าจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน
"ถ้าจบเร็ว เคลมเร็วได้เท่าไหร่ ประเทศไทยก็กลับมาเป็นปกติสุขได้เร็วเท่านั้น"
เขายังให้ความเห็นว่า การที่รัฐบาลมีแนวทางจะกู้เงินหลายแสนล้านบาทเพื่อมาฟื้นฟูหลังน้ำลด เป็นเหมือนไพ่ใบสุดท้ายที่รัฐกำลังจะทิ้งลงมา แต่จะต้องบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากที่สุด ให้ถึงประชาชนจริงๆ ไม่มีการหักค่าหัวคิว พร้อมไปกับการฟื้นฟูผู้ประกอบการให้กลับมาเดินเครื่องผลิตได้เร็วที่สุด
“ภาคอุตสาหกรรมถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลิตเพื่อส่งออก และสร้างรายได้จากภาษีให้กับรัฐฯ จึงต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือให้กลุ่มเหล่านี้ก่อน ควรหยุดประชานิยมไปก่อน เพราะไม่ใช่หัวใจการผลิตที่จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเชื่อมโยงทั้งระบบ” เขากล่าว
นอกจากนี้ รัฐต้องเร่งพลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้เร็วที่สุด เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว ต่อภาพลักษณ์ของประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันในการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะถัดไป จะต้องมีการจัดการใหม่ ให้เป็นการพัฒนาอย่างสมดุล
"เราสร้างโรงงานในพื้นที่ลุ่มที่เคยเป็นพื้นที่การเกษตร และสร้างสนามบินในหนองน้ำอย่างสุวรรณภูมิ เราก็ควรจะมีการบริหารจัดการรองรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เนเธอร์แลนด์เป็นตัวอย่างที่ดีของการรองรับความเสี่ยงนี้ด้วยการลงทุนมูลค่ามหาศาล เพื่อสร้างเขื่อนปกป้องพื้นดิน ที่ต่ำกว่าพื้นน้ำ มีระบบผันน้ำที่มีประสิทธิภาพ ไม่มีน้ำท่วม" เขายกตัวอย่าง
Tags : การลงทุน • บีโอไอ • น้ำท่วม • นิคมอุตสาหกรรม
