กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ธุรกิจ : BizWeek

วันที่ 20 ธันวาคม 2553 10:55

'เดลต้า อีเลคโทรนิคส์' เดินยุทธศาสตร์ 'โตนอกบ้าน'

อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

TOOLS
  • เนื่องจากผู้ให้บริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับ URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับมายังเว็บไซด์ได้ ทางกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ จึงทำ URL แบบย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ
    ในเว็บ้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ-
    ออนไลน์ ได้ทันที

    คัดลอก URL นี้เเบบย่อhelp

    คัดลอก
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ยุทธศาสตร์ 'เดลต้า อีเลคโทรนิคส์' เดินหน้า 'โตนอกบ้าน' หอบเงินสด 9,000 ล้าน ไล่ซื้อกิจการต่างขณะที่ผู้บริหารมั่นใจบริษัทอยู่ในช่วง 'ขาขึ้น'

บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เกิดขึ้นจากกลุ่มทุนประเทศไต้หวันที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย บริษัทก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม 40 ล้านบาท และเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2538 ปัจจุบันบริษัทที่มียอดขายเป็นอันดับสองรองจาก บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) โดยงวด 9 เดือนปี 2553 มีรายได้รวม 26,567 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3,632 ล้านบาท ทิศทางค่าเงินบาทแข็งทำให้เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ปรับยุทธศาสตร์ออกไปเติบโตในต่างประเทศเป็นหลัก

"ผมมีความฝันมาตลอดว่าพระอาทิตย์จะไม่ตกดินที่เดลต้า อีเลคโทรนิคส์" อนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) กล่าวกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

อนุสรณ์ขยายความยุทธศาสตร์หลักของบริษัทหลังจากนี้จะเน้นขยายธุรกิจใน “ต่างประเทศ” ปัจจุบันมีการตั้งโรงงานในหลายทวีปเช่น ประเทศจีน อินเดีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ สโลวะเกีย บราซิล สหรัฐอเมริกา ล่าสุดกำลังขยายโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูเพื่อผลิตหลอดไฟ LED มูลค่าลงทุน 200 ล้านบาท และสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่สโลวะเกียและอินเดีย คาดว่าจะเริ่มผลิตได้ตั้งแต่ไตรมาสสามปี 2554 เป็นต้นไป รวมแล้วปีหน้าจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการ Solon Invester AG ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ทำรายการคือบริษัท เดลต้า เยอรมนี ดำเนินธุรกิจจำหน่ายและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ แม้ว่าบริษัทนี้จะไม่ใช่ผู้ผลิตโซลาร์เซลล์โดยตรงแต่เดลต้าจะได้ประโยชน์จากงานวิจัยและการทำตลาด เนื่องจากผลิตภัณฑ์โซลาร์เซลล์ไม่ใช่ของที่จะขายกันได้ง่ายๆ ต้องมีผู้ติดตั้ง การซื้อกิจการ Solon จะช่วยให้เดลต้าขยายตลาดในยุโรปได้มากขึ้น

“เราต้องการลบภาพการเป็นผู้ผลิตจากเอเชียเพื่อหนีคู่แข่งจากจีน การที่บริษัทมีโรงงานตั้งอยู่ในยุโรปจะช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ของเราได้ การซื้อกิจการในต่างประเทศจึงเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์หลักของเดลต้าหลังจากนี้” เขาให้เหตุผล

ถามว่าการตัดสินใจลงทุนในยุโรปซึ่งกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจถือเป็นความเสี่ยงหรือไม่ อนุสรณ์ ตอบว่า “เราไม่กังวล” เพราะสินค้าที่ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและตลาดกำลังต้องการ อีกทั้งการที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงก็มีส่วนช่วยให้ยอดขายดีขึ้นด้วยซ้ำ

เขากล่าวว่า เดลต้ามีจุดแข็งเรื่อง "กระแสเงินสด" ที่มีอยู่ในมือประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท การที่เงินสดเหลือเยอะเป็นเพราะว่าบริษัทบริหารแบบคอนเซอร์เวทีฟด้วยการไม่กู้เงินธนาคารมาลงทุน เมื่อบริษัทแม่ในไทยมีความเข้มแข็งการนำเงินสดที่มีอยู่ไปซื้อกิจการในต่างประเทศจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็วแถมไม่เสี่ยงด้วย

"เดลต้ายึดหลักว่าจะไม่ร่วมทุนกับใคร ไม่กู้เงินใคร ขอลงทุนคนเดียว ถ้าจะขอถือหุ้นร่วมเดลต้าจะบอกกลับไปว่าสนใจขายกิจการให้เราหมดเลยไหม เพราะการถือหุ้นหลายคนจะบริหารลำบาก" นี่คือหลักการลงทุนของบริษัท

ในด้านผลิตภัณฑ์ อนุสรณ์ กล่าวว่า เดลต้าจะผลิตสินค้า “ไฮเอนด์” (จับตลาดบน) เน้นความละเอียดซับซ้อนมากกว่าสินค้าคอนซูเมอร์ที่มาร์จินต่ำ ปัจจุบันบริษัทถือเป็นผู้นำในการผลิตระบบไฟฟ้าที่มีความซับซ้อน อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม ส่วนผลิตภัณฑ์ที่จะเป็น "ดาวรุ่งในอนาคต" คือแผงโซลาร์เซลล์และหลอดไฟ LED ตามกระแสพลังงานสีเขียว

ในส่วนของแผงโซลาร์เซลล์จะใช้ฐานผลิตที่โรงงานใหม่ที่สโลวะเกียและทำตลาดผ่าน Solon ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป้าหมายหลักอยู่ที่การตีตลาดสหรัฐอเมริกา ส่วนตลาดในประเทศกำลังอยู่ระหว่างเจรจากับภาครัฐและเอกชนขายแผงโซลาร์เซลล์และหลอดไฟ LED ให้กับหมู่บ้านจัดสรรที่มีแนวคิดประหยัดพลังงาน คาดว่าจะเป็นสตอรี่ที่น่าตื่นเต้นในอนาคต

ปัจจุบันเดลต้ามีรายได้เกือบทั้งหมดมาจากการส่งออก หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อค่าเงินบาทแข็งรายรับเป็นสกุลดอลลาร์เมื่อแปลงเป็นสกุลเงินบาทมีแต่ลดลงย่อมส่งผลต่อ "กำไรสุทธิ" 

"เราประเมินว่าถ้าค่าเงินบาทแข็งหรืออ่อนทุก 1 บาท จะมีผลต่อกำไรสุทธิคิดเป็นการเปลี่ยนแปลง 11-12% ถือว่าเยอะพอสมควร"

อนุสรณ์ กล่าวว่า แต่เดลต้าก็สามารถผ่านวิกฤติค่าเงินมาได้ทุกครั้งเพราะมีรายได้ที่เป็นสกุลดอลลาร์ขณะที่มีต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบก็เป็นดอลลาร์เช่นกัน จึงเป็นการทำ Natural Hedge ไปในตัวมีสัดส่วน 50-60% ที่เหลือก็จะซื้อสัญญาขายดอลลาร์ล่วงหน้าประกันความเสี่ยง

การที่มีบริษัทลูกกระจายอยู่ทั่วโลกและใช้ค่าเงินหลายสกุลก็ไม่เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะบริษัทมีการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนจากส่วนกลาง โดยการผลิตหลักจะมาจากโรงงานที่ประเทศไทยแต่จะส่งไป Final Assembly ที่บริษัทลูกในต่างประเทศ หลังขายสินค้าได้แล้วจะเก็บไว้ในรูปสกุลเงินท้องถิ่นก่อน จะนำกลับมาไทยต่อเมื่อค่าเงินอยู่ในระดับที่ไม่ผันผวนและไม่ขาดทุน

"พูดง่ายๆ คือบริษัทแม่ทำธุรกิจขายสินค้าให้บริษัทลูก ถ้าเห็นว่านำเงินกลับเข้ามาแล้วขาดทุนเราจะพักไว้ก่อน ที่เราทำได้เพราะมีเงินสดในมือจำนวนมากทำให้มีสภาพคล่องเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนได้"

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อนุสรณ์ มองว่าจะยังเติบโตได้อีกหลายปีเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น ตอนนี้บริษัทกำลังอยู่ระหว่างวางแผนระยะยาว 3-5 ปี น่าจะสรุปได้ในต้นปี 2554 และมั่นใจว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น”

ส่วนแนวโน้มรายได้ในปีนี้ เขากล่าวว่า น่าจะทำได้ตามเป้าคือเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ เติบโตจากปีที่แล้วที่ทำได้ 700-800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปี 2554 มีแนวโน้มมากกว่าปีนี้ซึ่งอยู่ที่ 10% เพราะสินค้าใหม่จากโรงงานใหม่ที่สโลวะเกียและอินเดียมีมาร์จินสูงกว่าโรงงานในประเทศไทย

“รายได้รวมปี 2554 ผมมั่นใจว่าหลังจากนี้เราจะไม่กลับไปโตเลขตัวเดียวอีก คงจะเป็นการโต "เลขสองหลัก" อย่างแน่นอน”

Tags : บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย)

Adsense

ความคิดเห็นของข่าวนี้

เพื่อแสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

advertisement

advertisement

advertisement