ภารกิจสำคัญสู่เวทีระดับโลกของ "ซีพีเอ็น" มี "คน" เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขององค์กรให้บรรลุเป้าหมาย
จากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น การเมือง สังคม สภาพตลาด ผู้บริโภค และคู่แข่ง ฯลฯ เป็นสาเหตุใหญ่ให้ทุกองค์กรจำต้องปรับตัวให้ทันเกม และทันสถานการณ์ ซึ่งการเอาชนะอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงได้นั้น นวัตกรรมถือว่า มีบทบาทสำคัญ
เพราะเปรียบเสมือนอาวุธที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและความคล่องตัว ทำให้องค์กรปรับตัวได้ดี อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ปัจจุบันหลายองค์กรหันมาทุ่มทุน และทุ่มเท กับ นวัตกรรม
หนึ่งในนั้น คือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอ็น ที่ทาง กอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่วางนวัตกรรมไว้เป็น 1 ใน 5 Core Competency เพื่อตอบโจทย์การเป็นผู้นำในธุรกิจรีเทลของไทย
รวมไปถึงการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกระดับโลก ภารกิจใหญ่ที่จะต้องไปให้ถึงในอีก 5 ปีข้างหน้า
“ธุรกิจรีเทล เป็นธุรกิจที่สร้างเทรนด์ ดังนั้นคุณต้องนำเทรนด์ ถ้าคุณไม่มีนวัตกรรม คุณก็ไม่สามารถทำให้คนเข้ามา และไม่เป็นผู้นำเทรนด์อย่างที่ต้องการวางมาตรฐานที่อยากให้คนอื่นเดินตามได้” ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด ซีพีเอ็นกล่าว
สำหรับแนวทางสร้างนวัตกรรมของซีพีเอ็น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบศูนย์การค้า การบริหารจัดการ การทำการตลาดและการบริการ หลัก ๆ มีด้วยกัน 2 แนวทาง ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา หรือ R&D และการหาพาร์ทเนอร์ที่ดีเข้ามาร่วมงาน เพื่อให้เกิด Share Knowledge และการเรียนรู้ร่วมกัน
โดยทุกนวัตกรรม ที่ถูกพัฒนาออกมา ทั้งหมด จะมี คน เป็นแกนหลักในการผลักดันและสร้างสรรค์ให้เกิดเป็นผลงาน
“เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ซีอีโอของเราวางเรื่องนี้เป็นดีเอ็นเอขององค์กร เปิดโอกาสให้คนทุกหน่วยครีเอทีฟเรื่องนี้ออกมา เพราะถ้าคนไม่ช่างคิด ช่างทำ สร้างสรรค์ นวัตกรรมก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเราต้องมีคนที่เอื้อเพื่อให้นวัตกรรม”
คุณสมบัติของ “คน” ที่ ดร. ณัฐกิตติ์ พูดถึงก็คือ ต้องเป็นคนที่ตื่นตัว พร้อมและชอบรับมือกับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดย คน ที่ถูกโฟกัสเป็นพิเศษในเรื่องนี้ จะอยู่ในระดับ manager ขึ้นไป
เพราะเป็นคีย์ที่ช่วยให้เห็นโอกาสในการสร้างนวัตกรรมขึ้นมา และผลักดันไอเดียนั้นให้ออกมาเป็นรูปธรรมได้
“เราจะให้ระดับ manager ขึ้นไป มาบอกถึงความสามารถของแต่ละคนว่า คืออะไร มีจุดอ่อนจุดแข็งที่จะสามารถพัฒนาได้อย่างไร อย่างการตลาดที่ผมดูแล เราจะมีการทำ ครีเอทีฟ เดย์ เดือนละครั้ง ให้คนที่อยู่ระดับมารวมกันระดมสมองทำอะไรแปลกใหม่ และบางครั้งมีคนนอกมาร่วมวงด้วย เช่น นักโฆษณา นักจิตวิทยา เพื่อให้ได้ข้อมูลและแนวคิดที่หลากหลาย”
ผลงานด้านนวัตกรรม ที่ คนซีพีเอ็น เป็นกำลังสำคัญในการ ร่วมคิด ร่วมลงมือ มีด้วยกันหลายส่วน แต่ส่วนที่เห็นภาพชัดเจนและเคลื่อนไหวเร็วที่สุด คือ การตลาด อาทิเช่น การให้คูปองส่วนลดผ่านการบลูทูธทางโทรศัพท์มือถือ ที่ทำขึ้นที่เซ็นทรัล สาขาแจ้งวัฒนะ และเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นโจทย์ที่ทางซีพีเอ็นต้องการสร้างวิธีเข้าถึงลูกค้าแบบใหม่ๆ ด้วยการส่ง sms เพื่อให้ลูกค้าเกิดการใช้จ่าย
รวมไปถึงในส่วนของอีเวนท์ ที่ปีหนึ่ง ซีพีเอ็น จัดงานไม่ต่ำกว่า 1,000 อีเวนท์ต่อปี โดยเน้นความแปลกใหม่ มีสีสัน และต้องสร้างยอดขายภายในศูนย์การค้า
กรณีงานบอลลูน เฟสติวัล ที่เริ่มต้นมาจากคนในองค์กรค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตพบว่า ไม่มีที่ใดจัดงานในลักษณะนี้มาก่อน จึงมีแนวคิดที่จะเริ่มทำงานลักษณะนี้ ที่สุดก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างนี้ กระทั่งปีนี้ได้เพิ่มสีสันด้วยการส่งดาราขึ้นไปกับบอลลูนด้วย
หรืออีเวนท์ที่นำดารามาอาบน้ำในศูนย์การค้า ในงานเปิดตัวเซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยา ภายใต้คอนเซปต์ Carnival ที่มีการปิดถนน และนำหุ่นยนต์พูดได้มาร่วมขบวนสร้างสีสัน
“คุณต้องระลึกอยู่เสมอว่า ธุรกิจรีเทลที่เราอยู่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Emotional เพราะธุรกิจนี้เรื่อง Functional ทุกคนเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สินค้าหรือบริการ
ดังนั้นคุณต้องสร้างสีสัน เน้นความแปลกใหม่ และสิ่งที่จะเพิ่มคุณค่าให้กับตัวคุณเองได้ดีที่สุดคือ Emotional ซึ่งต้องอาศัยนวัตกรรมเข้าช่วย เพราะถ้าเราทำงานแบบเดิมๆ เราจะไม่สามารถสร้างกระแส และแย่งพื้นที่ข่าวได้เลย”
สำหรับงบประมาณเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมในแต่ละปีนั้น ดร.ณัฐกิตติ์ ไม่สามารถตอบได้ชัดเจน เนื่องจากมีการใช้ในหลายส่วนและหลายฝ่าย
แต่เชื่อว่า นั่นเป็นการลงทุนที่ดีและคุ้มค่า แม้จะต้องใช้เม็ดเงินสูงก็ตามที ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและพัฒนา หรือการนำพาร์ทเนอร์ระดับโลกในด้านต่างๆ เข้ามาร่วมงาน เพื่อให้พนักงานได้เรียนรู้ถึงขั้นตอนการทำงาน และเกิดการพัฒนาตัวเอง
ส่วนนวัตกรรมที่คิดออกมา และลงมือทำแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ดร.ณัฐกิตติ์ ย้ำ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอให้เมื่อทำแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือเห็นแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ระบบการทำงาน ระบบความคิด ก็เพียงพอแล้ว
“คนที่มีนวัตกรรม ต้องกล้าเสี่ยง เช่นเดียวกับบริษัทที่ต้องกล้าจะ Challenge
คนที่เก่ง ต้องเสี่ยงแล้วสำเร็จ ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองว่า คนของคุณจะเลือกยังไงที่จะทำแล้วประสบความสำเร็จ ทำให้ คน เป็นหัวใจหลักในการสร้างสรรค์เรื่องนี้สำหรับเรา”
Tags : เซ็นทรัลพัฒนา • ซีพีเอ็น

ความคิดเห็นที่ 1
= = , 11 ตุลาคม 2552 21:31
***เห็นด้วยอ่ะครับแต่คนไทยส่วนใหญ่ผมไม่รู้ว่าเขาคิดอย่างไงกันส่วนใหญ่ความคิดผมก็มาจากข้อมูลของบุคคลในธุรกิจนั้นๆบันทึกไว้ในแต่ล่ะปีซึ่งไม่เคยกล่าวลอยๆแต่มักถูกด่าประจำเลยปวดจิตอย่างที่บ้านเคยบอกว่าปัญหากำลังจะเกิดในไม่นานเหตุผลก็มาจากข้อมูลค้าขายที่บ้านและสภาพสังคมที่เติบโตขึ้นมาเป็นแนวไหนเคยบอกที่บ้านตั่ง2ปีเพราะถ้าเช็คจากยอดหนี้ลูกค้าประจำหากเศรษฐกิจดีขึ้นยอดการชำระหนี้มันจะหายหมดแต่ก็เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณทุกปีและธุรกิจไฟแนนเอยธุรกิจสินเชื่อเอยเติบโตมากมายและเยอะขึ้นเรื่อยๆในสังคมเหตุผลง่ายๆคนไทยเริ่มเงินหายหรือใช้จ่ายเกินตัวและหากไม่มีจะจ่ายหรือให้ยึดก็ลำบากไฟนนหรือธนาคารซึ่งจะทวงหนี้อะไรกับคนไม่มีอะไรแล้วล่ะครับเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอยู่ดีซึ่งก็เป็นแบบนั้นเมื่อปีที่แล้วเซ็งทำดีอยู่บ้านทำงานมาตั่ง2ปีขออกาสทำอะไรปลกๆตั่งแต่ปีที่แล้วและทวงสัญญาที่เขาบอกว่าจะลงทุนให้ก็อดไม่ได้ทำจนตอนนี้ทำไม่ได้แล้วระบบและตลาดมันเต็มซึ่งต้องมาป่วนลูกพี่มาร์คอยู่เนี่ยสร้างงาน2ล้านตำแหน่งได้จริงหรือเปล่าเนี่ยไปกรุงเทพมาหลายรอบแล้วนะครับไม่ได้งานสักที่ไม่ชอบรัฐบาลโกหกอ่ะครับเพราะโดนที่บ้านมาก็ปวดจิตเต็มทีแล้วออกไปสังคมก็ยังโดนอีกอุตสาร์มองโลกในแง่ดีเชียร์ตั่งนาน และอีกอย่างก็กึ่งเชียร์ลูกพี่นิดๆเพราะลูกพี่รับฟังความคิดลูกน้องบ้างเพราะถ้าอยู่รูปแบบเดิมกลัวอ่ะครับไม่ฟังใครทำอะไรทำจนปัญหาเกิดเพราะพวกที่เจ็บตัวก็ลูกน้องทั้งนั้นและถ้าเลือกตั่งใหม่ใครจะมาเป็นลูกพี่คนต่อไปอันนี้เดายากเพราะการเมืองผมเดาไม่ค่อยถูกแต่ถ้าเป็นแบบลูกพี่ก็คงดีเพราะอย่างน้อยก็รับฟังลูกน้องเพราะลูกน้องเพียบแต่ล่ะคนทำหน้าที่ต่างกันลูกน้องคนไหนทำไม่ดีหรือเพี้ยนก็ไล่ออกจะไปแคร์ทำไมล่ะครับเดี๋ยวก็มีลูกน้องคนใหม่เข้ามาเรื่อยๆอยู่ดีแถมเปิดโอกาสให้ลูกน้องที่อยู่รองๆมีอนาคตไปด้วยถ้าทำดีเพราะอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่ก็ต้องผ่านระบบแบบนี้มั้งครับลูกน้องรายงานลูกพี่ลูกพี่ก็รายงานต่อองคมนตรีเพื่อให้เซ้นอนุมัติว่าผ่านหรือเปล่าเพราะถ้าตัวแทนที่รับมอบหมายจากพ่อหลวงคิดว่ายังไม่ดีก็ยังต้องนำมาแก้ก่อนเพราะถ้าใช้ระบบเคารพผู้ใหญ่ก็น่าจะเป็นแนวแบบนั้นมั้งครับไม่รู้ว่าการเมืองเป็นแนวไหนพยายามพิมพ์เยอะๆคิดหลายๆแนวไม่ค่อยจะถูกเพราะส่วนใหญ่มันอยู่ที่ด้านจิตใจและประสบการ์ณซึ่งผ่านเยอะๆก็จะดีเลยเคารพผู้ใหญ่เสมออ่ะครับสำหรับผมนะบางที่ทะเลาะกับพ่อที่บ้านแรงๆก็มีแต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองถูกแต่คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถที่จะทำได้เพราะเขาก็มีเหตุผลของเขาเรารอแค่โอกาสว่าเมื่อไรเขาจะให้เราทำบ้างซึ่งตอนนี้ก็ยังไร้โอกาสอยู่เลยต้องไปหางานเพื่อเพิ่มโอกาสตัวเองแต่ไม่มีสักที่เซ็ง