เมื่อคนข่าวหน้าจอที่ขายได้เป็นที่ต้องการตัวมากขึ้น แน่นอนว่า "ดีมานด์มา ราคาก็พุ่ง" ค่าตัวผู้ประกาศคนดังจึงพุ่งสวนกระแสเศรษฐกิจอย่างสิ้นเชิ
แหล่งข่าวระดับสูงในแวดวงข่าวโทรทัศน์ เล่าให้ฟังถึงรายรับของผู้ประกาศหรือผู้ดำเนินรายการประเภทข่าวว่า มีด้วยกันสองประเภท
หนึ่งคือ เป็น "พนักงานสังกัดช่อง" ซึ่งจะได้เงินเดือนก้อนหลักก้อนหนึ่ง บวกกับค่าอ่านข่าว ซึ่งแต่ละคนก็จะได้ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงบิน ชื่อเสียง และการได้รับการยอมรับจากประชาชนโดยเฉพาะจากเอเยนซี
โดยค่าอ่านของผู้ประกาศระดับกลางๆ จะอยู่ที่ราว 4-8 พันบาทต่อตอน บางคนได้อ่านหลายช่วง บางคนอ่านแค่วันละช่วง คิดเป็นรายได้ต่อเดือนแล้วจะอยู่ที่ระหว่าง 7 หมื่น - 4 แสนบาท ต่อเดือน
และสอง คือ "ฟรีแลนซ์" อ่านข่าวหรือดำเนินรายการโดยไม่ได้เป็นพนักงานประจำของสถานีนั้นๆ ซึ่งส่วนมากจะเป็นรุ่นใหม่อยู่ระหว่างสั่งสมประสบการณ์ โดยค่าแรงสำหรับการอ่านข่าวของฟรีแลนซ์จะอยู่ที่ชั่วโมงละ 3 พันบาท
แต่ส่วนมากจะมีการันตีรายได้ว่าขั้นต่ำจะอยู่ที่เท่าไหร่ และทางสถานีก็จะจัดตารางเวลาให้อ่านข่าวตามที่ตกลงกันไว้ โดยทั่วไปฟรีแลนซ์มีรายรับเฉลี่ยที่ประมาณ 5 หมื่นบาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ารับงานมากน้อยแค่ไหน
ข้อดีของฟรีแลนซ์ คือ อ่านได้ทุกช่อง แต่ข้อเสียก็มี คือ ไม่มีสวัสดิการใดๆ เลย
นอกจากรูปแบบการจ่ายเงินให้กับผู้ประกาศทั้งสองประเภทแล้ว ยังมี ดีลพิเศษ สำหรับคนพิเศษ สำหรับผู้ดำเนินรายการระดับท็อปซึ่งต้องสร้างแรงจูงใจทั้งเพื่อซื้อตัว และรักษาให้คงอยู่กับช่องอีกด้วย
โดยนับตั้งแต่การแข่งขันรายการข่าวหน้าจอสูงขึ้น "ดีลพิเศษ" ได้ถูกกำหนดขึ้นเพื่อคนพิเศษเหล่านี้
เริ่มตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อรับเป็น "ผู้จัดร่วม" เรียกเต็มๆ ก็คือ ผู้จัดรายการร่วมกับทางสถานี ซึ่งบริษัททั่วไปต่อให้เก่งจากไหนก็ใช่ว่าจะได้รับเลือก หากไม่มีผู้ประกาศระดับดาราอยู่ในสังกัด
จึงเป็นการง่ายมากเมื่อผู้ประกาศระดับดาราหันมาเปิดบริษัทเอง และทางสถานีก็พร้อมที่จะอ้าแขนมอบเวลาให้ทำรายการ โดยรายได้ก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้
นอกจากนี้ ยังลือกันต่ออีกว่าผู้ประกาศระดับดารา เมื่อรับจัดรายการให้กับบริษัทอื่น ค่าจ้างอ่านไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาพูดกันเป็นนาทีว่าจะได้รับส่วนแบ่งกี่นาทีโฆษณาที่ขายได้ของรายการนั้นๆ
สำหรับ "สรยุทธ สุทัศนจินดา" ซึ่งจัดรายการ 2 รอบในหนึ่งวันธรรมดา เริ่มจาก "เรื่องเล่าเช้านี้" ตั้งแต่เวลา 06.00-08.30 น. ในนามบริษัทไร่ส้มของสรยุทธเองร่วมผลิตกับบีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ในเครือช่อง 3 โดยวางเรทค่าโฆษณาของรายการดังกล่าวไว้ที่นาทีละ 1.75 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ตามธรรมเนียมการขายให้กับเอเยนซีแล้ว ก็จะเท่ากับ 1.48 แสนบาท
รายการมีความยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง ขายโฆษณาได้ 25 นาที เท่ากับวันละ 3.7 ล้านบาท ซึ่งจะแบ่งเป็นสองส่วน สำหรับบริษัทไร่ส้มในฐานะผู้จัดร่วม และช่อง 3 เจ้าของเวลา
นอกจากนี้ เมื่อถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ สรยุทธก็ได้รับส่วนแบ่งเด้งที่สอง สำหรับการเป็นผู้ร่วมจัดรายการ "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" ระหว่างเวลา 11.00 น. - 12.15 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ โดยขายโฆษณานาทีละ 2.3 แสนบาท หักส่วนลด15% เหลือนาทีละ 1.95 แสนบาท มีสิทธิขายโฆษณาได้ 10 นาที เท่ากับมีรายได้วันละ1.95 ล้านบาท
แม้ว่าอัตราของส่วนแบ่งจะไม่มีใครออกมายืนยันว่าสัดส่วนอยู่ที่เท่าไร แต่หากยึดเอาตามเกณฑ์ที่ไร่ส้มเคยได้รับสมัยเป็นผู้จัดร่วมกับทางโมเดิร์นไนน์ ในรายการ "คุยคุ้ยข่าว" นั้น มีการแบ่งเค้กกันคนละครึ่ง ซึ่งเมื่อย้ายมาอยู่ช่อง 3 ก็ไม่น่าจะน้อยไปกว่านี้แน่นอน
... คงต้องลองไปคำนวณกันเอง ว่าในหนึ่งสัปดาห์สรยุทธ์มีรายรับเท่าไร เพราะเพียงเท่านี้ก็นับกันจนเมื่อยแล้ว
ส่วน "กิตติ สิงหาปัด" ซึ่งจัดรายการ "ข่าว 3 มิติ" 6 วันต่อสัปดาห์ ในนามของบริษัทฮอตนิวส์ จำกัด รายได้ของกิตตินอกเหนือจากเงินเดือนที่ได้รับจากการเป็นพนักงานของช่อง3 เป็นผู้บริหารและโปรดิวเซอร์ของ ฮอตนิวส์ แล้ว ยังบวกเข้ากับค่าจ้างจากการอ่านข่าวด้วย
โดยราคาขายโฆษณาในรายการข่าว 3 มิติ อยู่ที่นาทีละ 2.6 แสนบาท เมื่อหักส่วนลด 15% ก็จะเหลือเท่ากับ 2.21 แสนบาท รายการครึ่งชั่วโมงสามารถขายโฆษณาได้ 5 นาที เท่ากับวันละ 1 ล้านบาทเศษ ออกอากาศ 24 วันในหนึ่งเดือน คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 24 ล้านบาทต่อเดือน
เทียบกับสมัยที่กิตติจัดรายการฮอตนิวส์ทางไอทีวีนั้น เรียกว่าห่างกันไกลลิบ เพราะสมัยนั้นค่าจัดรายการของผู้ชายคนนี้ สนนราคาอยู่ที่ตอนละ 1 พันบาทเท่านั้น
นอกจากแรงจูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เป็นผู้จัดร่วมแล้ว ยังมีเคสพิเศษสุดๆ สำหรับการเป็น "ผู้ประกาศมือปืนรับจ้าง" ให้กับบริษัทผู้จัดรายอื่นในสังกัดสถานีเดียวกัน ซึ่งหากว่าเป็นตัวจริง ดังจริง ก็ไม่ต้องต่อรองกันให้มาก
รับไปเลยเหนาะๆ "1 นาทีโฆษณา" ของรายการนั้นๆ
เคส "โบนัส 1 นาที" นั้น ร่ำลือกันว่า สรยุทธเข้าข่ายมากที่สุด โดยทุกวันนี้สรยุทธได้ร่วมจัดรายการ "เจาะข่าวเด่น" ส่วนหนึ่งของ "เรื่องเด่นเย็นนี้" ให้กับ บ. เซิร์ช ไลฟ์ ของ "วิบูลย์ ลีรัตรนจร" ซึ่งแว่วมาว่างานนี้ค่าเหนื่อยไม่ต้อง เพราะกรรมกรข่าวขอรับมาในรูปส่วนแบ่งค่าโฆษณา
บางกระแสบอกว่าสรยุทธรับเอาเวลาโฆษณาของช่วงเจาะข่าวเด่นมาขายเองในนามไร่ส้ม แต่บางคนก็บอกว่าทางเซิร์ชให้ค่าเหนื่อยเข้ากระเป๋าเจ้าตัวเองตามมูลค่าของ "1 นาทีโฆษณา" ซึ่งราคาขายแบบลดแล้วอยู่ที่ 1.48 แสนบาท
จริงเท็จอย่างไรไม่มีใครทราบได้ นอกเสียจากเจ้าตัว และบิ๊กบอส อย่างประวิทย์ มาลีนนท์ ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีใครเอ่ยปากเป็นแน่ ข่าวลือก็เลยยังเป็นข่าวลือต่อไป
ในมุมของ นุกูล กาญจนรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัท มีเดีย สตูดิโอ จำกัด ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ซึ่งปัจจุบันบริหารรายการข่าวในความหวังของช่อง 7 อย่าง "ประเด็นเด็ด 7 สี" "เจาะ เกาะติด" และล่าสุดคือ "เช้านี้ ที่หมอชิต" เอ่ยว่า เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ที่ค่าจ้างของคนเบื้องหลังกับผู้ประกาศจะแตกต่างกันมาก เพราะคนเบื้องหลังนั้นหาง่าย ลาออกไปก็หาใหม่ได้ไม่ยาก แต่สำหรับคนเบื้องหน้าที่ดีๆ นั้น มีอยู่ไม่มาก จึงต้องรักษาไว้ให้ดี
"ผู้ประกาศระดับดาราในเมืองไทยมีอยู่ไม่มาก ราคาจึงสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะรายการข่าวเดี๋ยวนี้การแข่งขันสูง ราคาค่าโฆษณาก็มหาศาล จึงเป็นเรื่องปรกติที่แต่ละสถานีจะยอมทุ่มเงินซื้อตัวผู้ประกาศระดับดารามาเข้าสังกัด" นุกูลว่าไว้
ส่วน เชิงชาย หว่างอุ่น รองผู้อำนวยการฝ่ายข่าว บริษัทมีเดีย สตูดิโอ ในเครือ มีเดีย ออฟ มีเดียส์ และเป็นหนึ่งในทีมคนข่าวที่สำคัญของ ไอทีวี และ รายการฮอตนิวส์ แสดงความเห็นว่า หากมองในฐานะผู้บริหาร ก็ไม่เคยคิดที่จะสู้ราคาแย่งตัวผู้ประกาศ
โดยยึดหลักที่ว่า ทุกแวดวงต้องมีตัวตายตัวแทน และเชื่อว่ายังมีคนที่มีความสามารถแต่ขาดวินโดว์อีกไม่น้อย
"ขอแค่บุคลิกดี มีสมอง อ่านภาษาไทยชัด อ่านพอมพ์เตอร์เป็น ถ้าได้วินโดว์โชว์ความสามารถดีๆ ผมเชื่อว่าดังได้"
นั่นจึงเป็นเหตุผลของการไม่ยื้อตัวผู้ประกาศในสังกัด ตั้งแต่ครั้งที่ร่วมบริหารงานข่าวที่ไอทีวี และ ฮอตนิวส์
และในฐานะคนข่าวหน้าจอเช่นกัน เชิงชายยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำของรายได้ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นความแตกต่างที่ชัดเจนมากและกำลังจะทวีความห่างมากขึ้นในอนาคต
แต่นั่นก็เป็นช่องว่างที่คนข่าวอย่างเขายอมรับได้
"ผมถูกสอนมาตลอดว่า อย่าไปอิจฉาคนที่ดัง เพราะคนเหล่านี้แหละที่ทำมาหาเลี้ยงให้ทีมงานทั้งหมดมีกิน" เชิงชาย กล่าว
- เนชั่น โรงเรียนปั้นคน
เมื่อพูดถึงเจ้าบุญทุ่มที่รุมกันซื้อตัวผู้ประกาศระดับดาราแล้ว ต้องย้อนกลับมามองโรงเรียนปั้นคนข่าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของวงการ อย่าง "เนชั่น แชนแนล" ควบคู่ไปด้วย
ในมุมมองของ อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น ให้ความเห็นเกี่ยวกับการปั่นราคาค่าตัวผู้ประกาศซึ่งถีบตัวสูงขึ้นมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และไม่ได้ตกใจอะไร
"หลายสถานี ไม่ยอมลงทุนสร้างคนเอง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและอดทนสูง เมื่อมีเงินก็เลือกที่จะซื้อแบบสำเร็จรูปมันง่ายกว่ากันเยอะ"
โดยส่วนตัวแล้วเข้าใจดีว่า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์เงินเดือน ซึ่งฟรีทีวีที่มีเม็ดเงินมหาศาลนั้น ย่อมมีกำลังทรัพย์ที่จะซื้อตัวคนโดยให้ราคาสูงๆ
"สำหรับเนชั่น เราคงไม่สามารถไปสู้ราคากับสถานีใหญ่ๆ ได้ เพราะเราไม่ใช่ฟรีทีวี ไม่ได้มีเงินมากมายอย่างเขา ค่าจ้างผู้ประกาศที่เราให้อยู่ทุกวันนี้ ให้ในมาตรฐานเชิงวิชาชีพ เราไม่ได้จ่ายในมาตรฐานของดารา" อดิศักดิ์กล่าว
พร้อมกันนี้ ยังได้เอ่ยอย่างมั่นใจเรื่องการสร้างคนของเนชั่นว่า แม้จะถูกดึงตัวผู้ประกาศไปบ้าง แต่การพัฒนาเด็กใหม่เข้าสู่วงการ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจ เพราะศักยภาพของเด็กรุ่นใหม่มีมากขึ้นทุกวัน เรียนรู้ไม่นาน แค่ปีสองปีก็สามารถลงสนามแข่งกับผู้ประกาศที่อายุงานมากกว่าของช่องอื่นได้แล้ว
"คนข่าวของเราได้รับการปลูกฝังให้ทำงานตามวิชาชีพ เราไม่มีวิธีสร้างคนแบบดารา เพราะถ้าดาราต้องมีค่าตัว ต้องคิดกันเป็นชั่วโมงๆ แต่ของเราจ่ายผลตอบแทนตามสมควรกับความสามารถ
โดยรายได้หลักของผู้ประกาศที่นี่คือเงินเดือน เนื่องจากเราถือว่านี่คืองานตามหน้าที่ จะมีเงินพิเศษบ้างนิดหน่อยหากเป็นรายการที่เราไปได้เวลาผลิตในฟรีทีวี ก็จะมีเงินพิเศษอย่างสมเหตุสมผล เพราะเป็นรายการที่ทำรายได้มาก เราก็ต้องจ่ายค่าแรงเขามากขึ้น"
กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทเนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น กล่าวต่อว่า หากปล่อยให้มีการแข่งขันกันทุ่มเงินซื้อตัวผู้ประกาศต่อไปอีกเรื่อยๆ สุดท้ายแล้ว ก็จะย้อนกลับมาทำลายตัวเอง
เพราะเมื่อคนข่าวกลายสถานะเป็นดารา จงอย่าลืมว่า ดารามีไซเคิล อยู่ได้ไม่นาน ก็จะมีวันเสื่อมลง ขณะที่คนข่าวแท้ๆ ยิ่งอายุมาก ก็จะยิ่งเก๋า ประสบการณ์เข้ม มีความน่าเชื่อถือ และอยู่ในอาชีพนี้ได้ไปจนแก่
แต่ดาราส่วนน้อยจะยืนอยู่ได้นานขนาดนั้น
นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่อดิศักดิ์เป็นห่วงจากผลพวงการสู้ราคาซื้อตัวผู้ประกาศกันอย่างหนักว่า ควรจะให้ความสนใจคนเบื้องหลังควบคู่ไปด้วย
"ผู้ประกาศไม่ใช่พระเอก ไม่ใช่ฮีโร่ และเป็นงานที่ทำคนเดียวไม่ได้ การที่หลายช่องทุ่มเงินให้กับคนข่าวหน้าจออย่างหนัก ขณะที่คนเบื้องหลังไม่ค่อยได้รับการใส่ใจนั้น ไม่ค่อยแฟร์นัก"
Tags : ผู้ประกาศ

ความคิดเห็นที่ 11
ป้าหนิง , 18 กรกฎาคม 2553 23:33
ชอบภาคภูมิช่อง 9 ทั้งตอนอ่านข่าวและจัดรายการวิทยุ ถ้านับในตอนนี้คิดว่าเขาเป็นผู้ประกาศข่าวที่อ่านข่าวดีที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่ง ถ้าได้ไปอยู่ช่อง 3 ช่อง 7 หรือเนชั่น รับรองดังกว่านี้แน่นอน
ความคิดเห็นที่ 10
คนดู , 23 มิถุนายน 2552 15:13
เห็นมีแต่ช่อง 3 ที่ดึงเอานักข่าวช่องอื่น ๆ ไปเป็นขบวน
ความจริงเนื้อข่าวช่อง 3 ไม่ค่อยมีอะไร สู้ช่องอื่นไม่ได้
แต่อาศัยการคุยข่าวที่เติมสีสันลงไปเท่านั้น คนอ่านข่าวช่อง 3 ที่สร้างขึ้นมาเองหายไปหมด หรือถ้าหน้าตาดีหน่อยก็ไปทำทางด้านบันเทิงก้อเท่านั้น
ความคิดเห็นที่ 9
ผชช , 23 มิถุนายน 2552 13:43
ขอยอมรับว่าคุณเก่งนะ สรยุทธ เพราะ
คุณสร้างดาราหน้ากล้องมากี่คน
1. ปลื้ม แต่ออกไปมืดสนิท
2. กนก กลับไปเนชั่น แล้วก้าวสู่ช่อง 7 จนปัจจุบัน ช่อง 9 ต้องยอมรับได้โอกาสจากไหน
3. พชร กลับจากเมืองนอก ใครรู้จัก หลังจากออกไป ปัจจุบัน มันนี่ชาเนล ดังสุด ๆ
4. กุ๊ก ( ล่าสุด ) ดูอนาคต
สรุป นายเยี่ยมนะ สรยุทธ
ความคิดเห็นที่ 8
lamai98 , 23 มิถุนายน 2552 11:56
นายสรยุทธ เป็นนักฉวยโอกาศ เอาสัตว์ที่คนกำลังฮือฮา เอาคนที่สังคมเขาไม่ต้องการมาสัมภาษณ์ซ้ำเติมในรายการของตัวเอง ถาม หรือ จึ้จุดตามที่สังคมเขาไม่ชอบพฤติการ คนที่โดนนายสรยุทธสัมภาษณ์ จะไม่ได้เครดิตอะไรเลยนอกจากตัวนายสรยุทธ ดีไม่ดีเสียรังวัดอีกต่างหาก โดนนายสรยุทธิชี้หน้า ไม่ว่าข้าราชการชั้นใหนโดนนายสรยุทธ นายคนนี้ดีเอ็นเอเดียวกับคนแซ่หยุ่น สมัยก่อนคนแซ่หยุ่น ชอบเอาดินสอหรือปากกา ชี้หน้าคนมาให้สัมภาษณ์ คำพูดคำจาของสรยุทธออกทางก้าวร้าว มือไม้ไขว่คว้าเหมือนงิ้วไม่ให้เกียรติคนที่ถูกเชิญมาให้สัมภาษณ์ เหมือนกับว่าคุณได้สัมภาษณ์จากนายสรยุทธก็เป็นบุญคุณแล้ว คนที่นายสรยุทธ ไม่กล้าก้าวร้าว เห็นมีนายสาทิตย์ วงค์หนองเตย คนนี้คนเดียว เพราะ รมต.คนนี้รู้เบื้องหลัง และสามารถสกดได้ให้อยู่ในระเบียบ ส่วนที่ดีของเขาก็มี ข่าวการเมืองของเขาเจาะได้คมชัดลึกดี
ความคิดเห็นที่ 7
liumhere , 23 มิถุนายน 2552 11:03
โอว พี่ท่าน เขียนเอง ชมเอง ด่าเอง แบบนี้ ใครเขาจะไปเชื่อ เอาสมองคิดหน่อย เรื่อง เนชั่น เป็นศัตรูกับนักการเมืองชั่วส่วนใหญ่ ผมชอบ แต่เขียนข่าวยอตัวเอง ด่าคนอื่นแบบนี้ มิน่า มันถึงได้ ขาดทุน * บรรลัยจักร
ความคิดเห็นที่ 6
. , 23 มิถุนายน 2552 09:15
ทำลายความชอบธรรมคนอื่น
ยกตัวเองเป็นเทพ
ยังมีความสุขที่จะเรียกตัวเองว่าสื่อดีอยู่รือ
ความคิดเห็นที่ 5
ก๊าก ก๊าก , 23 มิถุนายน 2552 08:37
สรยุทธเเค่ 1 คนทำงาน 1 ปี ได้กำไรมากกว่า nmg
ทำงานเป็นพันคนในเวลา 10 ปี เพราะเเค่ q1/52 nmg ก็ขาดทุน 58 ล้าน ในระยะยาวเเล้ว nmg คงไม่สามารถอยู่รอดได้เพราะเป็นสื่อที่เลือกข้างอย่างออกหน้าออกตา
ความคิดเห็นที่ 4
humdum , 23 มิถุนายน 2552 07:28
ชอบคุณสุทธิชัย หยุ่นอ่านข่าว เล่าข่าวมากที่สุด ดูดี จริงจัง จริงใจ และเชื่อในสิ่งที่แกเล่า
ส่วนคนบนนั้น(คนอ้วน)เวลาเปิดไปดูข่าว มีความรู้สึกเหมือนตัวเองโง่ๆไงไม่รู้ เลยต้องรีบเปลี่ยนช่องหนี 55555.....
ความคิดเห็นที่ 3
คนตรง , 23 มิถุนายน 2552 05:59
อยากรู้ผลประโยชน์ที่เนชั่นเข้าไปร่วมจัดกับทีวีแทบทุกช่องเวลานี้บ้างซึ่งบางช่องก็เข้าไปอิงกับความไม่โปร่งใสของรัฐที่เป็นเจ้าของช่องทีวีว่ามหาศาลแค่ไหน พอจะพลิกฟื้นใช้หนี้ให้บริษัทได้มากเร็วขนาดไหน
ความคิดเห็นที่ 2
คนตรง , 23 มิถุนายน 2552 05:46
อ่านมาตั้งนานที่แท้ก็ลดเครดิตสรยุทธิ์เสี้ยนตำเท้าเนชั่นนั่นเองและเป็นการเตะหมูเข้าปากหมาให้สว.เรืองไกรณ.คุณหญิงสีเทาสตง.อีกด้วย ที่ประชาชนอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมคือเนชั่นทำอย่างไรจึงได้เข้าไปร่วมทั้งเวลาและการบริหารของทีวีรัฐโดยง่ายไม่มีขบวนการให้ข้อมูลประชาชนเจ้าของประเทศรับรู้เช่นช่อง11และช่องทีวีเสรี
ความคิดเห็นที่ 1
namo , 23 มิถุนายน 2552 01:11
ไม่เคยอิจฉานะครับ กับการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอาชีพ แต่ขอนิดหนึ่ง เรื่องจรรยาบรรณในอาชีพ ไม่ใช่รับแต่เงินจนลืมหลักการวิชาชีพข่าว อย่ามัวแต่งแต้มข่าวมาขาย จนลืมความจริงของชีวิต อย่าพยายามยัดเยียดขายข่าว จนลืมผู้บริโภค ที่ว่านักข่าว ยิ่งนานยิ่งมากด้วยความเชื่อถือ ขอตอบได้เลยว่า ไม่จริง วัฎฎะ ของความเป็นจริงมีเช่นไร กงล้อของคนข่าว ก็ไม่ต่าง หากคุณปราศจากความเป็นกลาง ปราศจากจรรยาบรรณของนักข่าวที่ดีเป็นพื้นฐาน ถึงคุณจะดัง แต่ก็ดังไม่นาน อันนี้ขอยืนยัน