ยิ่งชื่อของ "ภูมิใจไทย" ผงาดขึ้นมาทุกขณะ เส้นทางของกลุ่มทุนผู้ใกล้ชิดพรรค อย่าง "ซิโน-ไทย" และ "คิงเพาเวอร์" ดูจะเป็นกราฟขาขึ้นไม่แพ้กัน
จับตาโครงการเมกะโปรเจค 1.7 ล้านล้านบาทและโครงการสุวรรณภูมิเฟสสอง จะเป็นแหล่ง “ขุมทรัพย์” ใหม่ของสองกลุ่มทุนนี้หรือไม่!!
แวดวงการเมือง ธุรกิจ ให้จับตามองสองกลุ่มทุนใหม่ "ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น" และ "คิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" ที่จะเป็นกลุ่มทุนที่มีโอกาส "ผงาด" ขึ้นมาหลังการเมืองเปลี่ยนขั้ว
โดยทั้งสองกลุ่มทุนต่างมีเส้นทางที่เกี่ยวพันกัน...
"ซิโน-ไทย" มีผลงานใหญ่การก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะที่หัวหาดอาณาจักรธุรกิจของ "คิงเพาเวอร์" ก็อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
ทั้งสองรายต่าง "ตีจาก" อดีตนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร และ อนุทิน ชาญวีรกูล ทายาทของ "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" มีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับ เนวิน ชิดชอบ "คนโต" ผู้สามารถเป่านกหวีดเรียกแถวสส.ในสังกัดภูมิใจไทยได้
ความแนบแน่นนี้ส่งผลให้มังกรธุรกิจอย่างชวรัตน์ ผู้สามารถปั้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ ให้ขึ้นมาเป็น "บิ๊กทรี" ของวงการยืดอกตอบรับเป็น "หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย"
ส่วน "วิชัย รักศรีอักษร" มีข่าวลือว่าได้ "สมยอม" กับขั้วตรงข้ามทักษิณ แลกกับการไม่ถูกรบกวนจาก "คนเสื้อเหลือง" เมื่อคราวไปปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้ร้านค้าภายในสนามบินไม่ถูกแตะแม้แต่น้อย
..จนถูกขึ้น "บัญชีดำ" ในกลุ่มบุคคลสายธุรกิจเป็นอันดับต้นๆ จาก "อดีตนายกฯ" ที่จะกลับมา "เช็คบิล" เมื่อได้อำนาจกลับคืนมา
แม้วิชัยจะไม่เคยปรากฏตัวหน้าฉากการเมือง และ "ปฏิเสธ" หัวเด็ดตีนขาดว่าไม่ใช่ผู้ที่จะไปอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังของการเมือง แต่ก็ยอมรับความสนิทสนมและชอบพอในความเป็นนักเลงของเนวิน นายใหญ่ตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย
คาดว่าห้วงอารมณ์ที่ต่างคนต่างเคย "อ่วม" มาจากคมช. เหมือนๆ กันย่อมทำให้เกิดภาวะ "ใจถึงใจ" กันลึกซึ้ง
การที่แกนนำกลุ่มพรรคภูมิใจไทยใช้โรงแรมพลูแมนคิง ซอยรางน้ำของกลุ่มคิงเพาเวอร์เป็น "เซฟท์เฮาส์" และ "วอร์รูม" ทางการเมืองในช่วงหลัง จึงสะท้อนถึงความไว้วางใจระหว่างเจ้าของสถานที่กับแขกกิตติมศักดิ์
ทั้งซิโน-ไทยและคิงเพาเวอร์ ต่างล้วนต้องพึ่งพา "น้ำเลี้ยง" ทางการเมืองมาขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีโครงการ "เมกะโปรเจค" เป็นแหล่งรายได้สำคัญ หรือธุรกิจดิวตี้ฟรีซึ่งต้องทำสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าอากาศยานห่างประเทศไทย (AOT) ซึ่งเป็น "รัฐวิสาหกิจ"
ก่อนหน้านี้ภาพความใกล้ชิดกับขั้วอำนาจเดิม ทำให้วิชัยเกือบถูก "เช็คบิล" จากคมช.นำโดย พลเอกสพรั่ง กัลยาณมิตร ที่เข้ามาตรวจสอบความทุจริตในสัญญาเช่าพื้นที่กับการท่าฯ หลังปฎิวัติรัฐประหาร ก่อนศาลมีคำสั่งคุ้มครองให้เปิดดำเนินการตามปกติ เพราะไม่ปรากฎหลักฐานการฮั้วประมูลชัดเจน
อย่างไรก็ตามเมื่อ โสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย ก้าวขึ้นไปเป็น "รมว.คมนาคม" ซึ่งควบคุมการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ก็น่าจะทำให้ธุรกิจของคิงเพาเวอร์ดู "ปลอดโปร่ง" มากยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสีต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคภูมิใจไทย และเริ่มทยอยเปิดประมูลไปแล้ว ซิโน-ไทย มีโอกาสแบ่งเค้กกับ อิตาเลียนไทย ของ เปรมชัย กรรณสูต ซึ่งมีความใกล้ชิดกับใกล้ชิดกับขั้วอำนาจเก่า และ "ช.การช่าง" ที่ใกล้ชิดกับพรรคประชาธิปัตย์
โดยเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่หนึ่ง ช.การช่าง เป็นผู้ชนะการประมูล และการยื่นซองประมูลรถไฟฟ้าเส้นสีต่างๆก็จะทยอยเริ่มขึ้นตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง
ข้อสังเกตว่าในยุคที่พรรคไทยรักไทยยังกุมอำนาจในสภา ซิโน-ไทย ก็เคยชนะงานประมูลโครงการก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงค์มาแล้ว
ปูมหลังของซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) ก่อตั้งโดย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ด้วยทุนจดทะเบียน 5 แสนบาท เริ่มต้นจากธุรกิจแปรสภาพโครงสร้างเหล็ก ต่อมาขยายกิจการสู่ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
ปัจจุบันเป็นผู้รับเหมารายใหญ่อันดับที่สามของประเทศ รองจากกลุ่มอิตาเลียนไทย (ITD) และช.การช่าง (CK)
สัดส่วนการถือหุ้น ปัจจุบันตระกูลชาญวีรกูลยังถือครองหุ้นรวมกันกว่า 23% มี สนองนุช ชาญวีรกุล ภรรยาของอนุทินเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งสัดส่วน 16%
ด้าน "ความมั่งคั่งส่วนตัว" ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แจ้งบัญชีทรัพย์สินส่วนตัวและคู่สมรสต่อ ปปช. ว่า มีเงินฝากรวมประมาณ 25 ล้านบาท ที่ดินจำนวน 26.3 ล้านบาท ทรัพย์สินอื่น 32 ล้านบาท เงินลงทุน 17 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกองทุนรวม รวมมีทรัพย์สินทั้งหมด 104.86 ล้านบาท
ส่วน "เสี่ยหนู" อนุทิน เมื่อพลิกแฟ้มประวัติสมัยอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ครม.ชุด "ทักษิณ1" จัดได้ว่าเป็นรัฐมนตรีที่ “ร่ำรวย” ที่สุด
เคยแจ้งต่อ ปปช.ว่ามีทรัพย์สินร่วมกับ "สนองนุช ชาญวีรกูล" ภรรยาจำนวน "4,000 ล้านบาท" ในสัดส่วนคนละครึ่ง
นอกจากนี้ อนุทินยังเป็น "นักลงทุน" ตัวยงในตลาดหุ้นคนหนึ่ง
เขาเคยแจ้งว่ามีเงินลงทุนในตลาดหุ้นหลายร้อยล้านบาท นอกเหนือจากถือหุ้นซิโน-ไทยของตัวเองแล้ว ยังถือหุ้นและกองทุนรวมอีกหลายบริษัท
ทั้งนี้ ตั้งแต่ชวรัตน์ลาออกจากบริษัทมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ปรากฏชื่อคนตระกูลชาญวีรกูลนั่งตำแหน่งประธานกรรมการที่ว่างไว้แต่อย่างไร
แหล่งข่าวการเมืองให้ข้อมูลว่า ชวรัตน์ ต้องการให้มีการออกกฎหมาย "นิรโทษกรรม" บ้านเลขที่ 111 โดยเร็วที่สุด เพื่อ "ปลดล็อค" ให้อนุทินบุตรชายกลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้ และตนเองจะกลับไปนั่งตำแหน่งประธานกรรมการซิโน-ไทยอีกครั้ง
ในขณะที่มุมมองของ "วัลลภ รุ่งกิจวรเสถียร" กรรมการผู้จัดการ ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ยืนยันว่าบริษัทไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "การเมือง"
"การที่คุณชวรัตน์ไปมีตำแหน่งทางการเมืองขณะนี้ไม่ได้ช่วยให้บริษัทได้งานประมูลสร้างรถไฟฟ้า เพราะผู้ประกอบการทุกรายต้องยื่นซองประกวดราคาเหมือนกัน และใครที่เสนอราคาต่ำที่สุดก็ต้องเป็นผู้ชนะ"
ล่าสุดการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศให้ ซิโน-ไทย เป็น "ผู้ชนะ" การประมูลเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงสัญญาที่สอง โดยเสนอราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองคู่แข่ง โดยเสนอไป 15,300 ล้านบาท จากราคากลาง 12,600 ล้านบาท
ส่วนผู้ยื่นอีกสองรายคือ กลุ่มซีเคทีซี จอยท์เวนเจอร์ ของกลุ่มช.การช่าง เสนอราคาที่ 15,600 ล้านบาท และกลุ่มไอทีโอเอ็น จอยท์เวนเจอร์ ของกลุ่มอิตาเลียนไทย โอบายาชิ ประเทศญี่ปุ่น และนวรัตน์พัฒนาการ เสนอราคาที่ 16,300 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มธุรกิจของซิโน-ไทย ในปีนี้ วัลลภ กล่าวว่าบริษัทได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้นำส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 1,222 ล้านบาท ไปล้างผลขาดทุนสะสมที่เกิดจากโครงการแอร์พอร์ตลิงค์จำนวน 1,170 ล้านบาท ทำให้ปีหน้าบริษัทฯจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้เป็นครั้งแรกในรอบสองปี
แผนธุรกิจของซิโน-ไทย ยังมุ่งเน้นงานก่อสร้างเอกชน เพื่อลดความเสี่ยงงานประมูลภาครัฐ โดยมีความชำนาญในการก่อสร้างโรงไฟฟ้า โรงงานปิโตรเคมี เป็นจุดขายที่แตกต่างจากสองผู้เล่นคืออิตาเลียนไทยและช.การช่าง
มุมมองของผู้บริหาร คาดว่ารายได้ในปีนี้จะลดลงประมาณ 15% จากปีที่แล้วซึ่งมีรายได้รวม 14,716 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 178 ล้านบาท เนื่องจากการเมืองที่ไม่แน่นอนทำให้ภาคเอกชนชะลอการลงทุนออกไป ทำให้ตั้งแต่ต้นปียังประมูลงานได้เพียง 900 ล้านบาท และมีงานค้างในมือ (Backlog) เหลือเพียง10,000ล้านบาท รับรู้ในปีนี้ 7,000 ล้านบาท
ส่วนผลกำไรคาดว่าปีนี้จะมีกำไรและมาร์จินดีกว่าเดิมที่ 3.5% เพราะโครงการที่ไม่ทำกำไรได้เสร็จสิ้นไปหมดแล้ว
ด้านบริษัทคิงเพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ของ "วิชัย รักศรีอักษร" เริ่มต้นด้วยธุรกิจดิวตี้ฟรีที่สนามบินฮ่องกงในปี 2529 ต่อมาจึงเปิดดิวตี้ฟรีในประเทศแห่งแรกที่ย่านเพลินจิต จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับกองทัพอากาศจนได้พื้นที่ในสนามบินดอนเมือง
ปัจจุบันมีธุรกิจหลักคือร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินภายใต้การดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยทั่วประเทศ
นอกจากนี้ วิชัย ยังได้ขยายเครือข่ายไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คือ "คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์" บนที่ดิน 31 ไร่ซึ่งเช่ามาจากสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซอยรางน้ำ ย่านอนุสาวรีย์ชัย ประกอบด้วยโรงแรมพูลแมนคิง โรงละครและภัตตาคารรามายณะและดิวตี้ฟรีมอลล์ พื้นที่ 10,954 เมตร
ประเมินกันว่ามูลค่าธุรกิจของวิชัยทั้งสองแห่งประเมินกันว่ารวมกันกว่า 16,000 ล้านบาท
โดยเป็นค่าตกแต่งร้านค้าในสนามบินสนามบินสุวรรณภูมิ 1,821 ล้านบาท คิงเพาเวอร์คอมเพล็กซ์ 5,000 ล้านบาท และโรงแรมพูลแมนคิง 9,000 ล้านบาท
และในปีนี้รายได้จากธุรกิจบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ และร้านค้าปลอดภาษีของวิชัยน่าจะมีเข้ามาราว 19,000 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของธุรกิจโรงแรม อัตราการเข้าพักน่าจะอยู่ที่ 68%
ส่วนธุรกิจของคิงเพาเวอร์ในต่างประเทศซึ่งเป็นฐานรายได้หลักของบริษัทและเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างตัวของวิชัยตลอด 20 ปีก่อนที่จะได้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบด้วยร้านค้าปลอดภาษีที่ประเทศฮ่องกง กัมพูชา จีนและมาเก๊า รวมมีเอาท์เล็ตรวม 76 แห่งทั้งในและต่างประเทศ
ถ้าจะกล่าวว่า เส้นทางธุรกิจของคิงเพาเวอร์เพิ่งจะเติบโตได้อย่าง "ก้าวกระโดด" พร้อมกับสัญญาเช่าพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิก็ไม่ผิดนัก
เพราะส่วนแบ่งรายได้ที่จ่ายให้กับการท่าฯในปี 2550 ซึ่งยังใช้สนามบินดอนเมืองมีอยู่เพียง 24 ล้านบาท แต่ในปี 2551 การท่าฯรับรายได้จากคิงเพาเวอร์ 4,758 ล้านบาท แบ่งเป็นสัญญาจ่ายค่าเช่าพื้นที่ 2,460 ล้านบาทและส่วนแบ่งรายได้อื่น 2,000 บาท
สองปีที่คิงเพาเวอร์ได้พื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิ ช่วยให้ดิวตี้ฟรีแห่งนี้เลื่อนอันดับจากร้านค้าปลอดภาษีอันดับที่ 36 ของโลกมาอยู่อันดับ 8 ได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันเมื่อมีความพยายามจากกลุ่ม “แก๊งออฟโฟร์” ในพรรคภูมิใจไทยผลักดันให้ขยายพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิเฟสสองมูลค่า 7.7 หมื่นล้านบาท
.. ทั้งๆ ที่จำนวนนักเดินทางระหว่างประเทศลดลงอย่างมาก ธุรกิจของคิงเพาเวอร์ย่อมได้รับผลประโยชน์แน่นอน
แม้ว่าพื้นที่ก่อสร้างใหม่จะต้องรื้อถอนพื้นที่ซิตี้การ์เด้นของคิงเพาเวอร์ออกไป ซึ่งใช้เงินลงทุนไปแล้ว 100 ล้านบาท แต่ทอท.ได้แจ้งต่อคิงเพาเวอร์ล่วงหน้าแล้วว่าในอนาคตจะมีการเพิ่มขยายพื้นที่ในจุดนี้
ถึงจะต้องเสียค่ารื้อถอนออกไปเอง แต่ถ้าแลกมาด้วยจำนวนผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 45 ล้านคนต่อปีเป็น 60 ล้านคนต่อปี ดีดลูกคิดแล้วอย่างไรก็คุ้ม
เรียกว่า เป็นขาขึ้นภูมิใจไทยแอนด์เฟรนด์อย่างแท้จริง
Tags : ภูมิใจไทย • คิงเพาเวอร์ • ซิโน-ไทย
