ช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมาบีเอ็มดับเบิลยู เยอรมนีเปิดตัวศูนย์ทดสอบแห่งใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าEnergy and Environmental Test Center
หรือ ETC ที่เมืองมิวนิก มูลค่า 130 ล้านยูโร หลังจากที่ปีที่ผ่านมา ค่ายยักษ์ใหญ่ประจำแคว้นบาวาเรีย เพิ่งจะเปิดตัวอุโมงค์ลมตัวใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูง สามารถจำลองสภาพลม และถนน เพื่อให้การทดสอบในห้องปฏิบัติการใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากที่สุด เช่น พื้นถนนต้องเลื่อนด้วยความเร็วกับรถที่วิ่ง ล้อก็หมุนด้วย จากที่แต่เดิม อุโมงค์ตัวเก่านั้นรถจอดอยู่เฉยๆ มีเพียงลมที่วิ่งผ่านไปเท่านั้น แต่บีเอ็มดับเบิลยูบอกว่าระหว่างล้อหมุนกับไม่หมุน ผลที่ได้ในเรื่องของอากาศพลศาสตร์นั้นแตกต่างกัน
และสำหรับ ETC ต้องถือว่าเป็นเฟสต่อมา โดยศูนย์แห่งนี้จะเน้นไปที่การจำลองสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ ทั้งสุดร้อน และหนาวยะเยือก และองค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นหิมะ ฝน หรือแสงแดดก็ตาม ลมที่กำหนดได้ทั้งความเร็ว และทิศทาง ค่าความชื้นที่สามารถลดลงเหลือ 0 ได้ รวมไปถึงการกำหนดค่าความกดอากาศ เพราะการใช้งานจริงหรือว่าการทดสอบในเส้นทางจริงก่อนหน้านี้ ก็จะมีค่าความกดอากาศที่แตกต่างกันไป เช่น พื้นราบ หรือว่าบนเขาสูง เป็นต้น
เรียกว่าการเกิดขึ้น ของศูนย์แห่งนี้ ก็จะทำให้การทดสอบรถของบีเอ็มดับเบิลยูหลายๆ อย่าง ไม่จำเป็นต้องออกไปยังถนนจริงอีกต่อไป แต่ทำกันในห้องปฏิบัติการที่มีอุโมงค์ลมหลักๆ 3 ตัว แห่งนี้
นั่นก็คือแนวคิดที่เรียกว่า From Roads to Labs
แน่นอนว่าประโยชน์ที่จะได้จากศูนย์แห่งนี้ จะมีอยู่หลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็ว ความสะดวก เพราะไม่ต้องขนรถไปยังสถานที่ต่างๆ และการประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว แม้ว่าจะยังไม่สามารถตีออกมาเป็นมูลค่าได้ในขณะนี้ก็ตาม ว่ามันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงไปได้เท่าไร แต่ก็คงไม่น้อยทีเดียว เพราะไม่ต้องมีค่าขนส่งรถซึ่งแน่นอน คงไม่ใช่แค่คันเดียว ทีมงาน วิศวกร ที่จะต้องติดตามไป ค่าที่พักอาศัย ค่าอาหารการกิน เป็นต้น
และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ การเกิดขึ้นของ ETC ก็จะช่วยให้ บีเอ็มดับเบิลยู สามารถทดสอบรถได้ตลอดปี ไม่ต้องขึ้นอยู่กับภาวะธรรมชาติของภูมิอากาศ อาจจะเลือกทดสอบการละลายน้ำแข็งในช่วงเดือนที่ร้อนที่สุด หรืออาจจะจำลองสถานการณ์อากาศร้อนๆ ขณะที่ภายนอกอาคารที่มิวนิกนั้นกำลังปกคลุมไปด้วยหิมะ
ETC ประกอบไปด้วย แผนกทดสอบ 5 แผนก ประกอบไปด้วย 1. Cold test chamber, 2. Altitude test chamber, 3.Thermal wind tunnel, 4. Climatic wind tunnel และ 5. Environmental wind tunnel
ในส่วนของการสร้างอุณหภูมิที่ศูนย์แห่งนี้ ทำได้ตั้งแต่ 35 องศาเซลเซียส ไปจนถึง -30 องศาเซลเซียส
การทดสอบไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ หรือแม้แต่การทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ จะมีทีมงานที่ดูแลโดยเฉพาะ โดยบรรดาวิศวกร จะเป็นผู้กำหนดสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป เช่น อุณหภูมิ ความชื้น การแผ่รังสีความร้อนของแสงแดด ความกดอากาศ ความเร็วลม ความเร็วของรถยนต์ ปริมาณฝนหรือหิมะ และที่สำคัญก็คือโปรแกรมจำลองการขับขี่ เพราะเครื่องยนต์ที่สตาร์ทในห้องทดลอง จะไม่วิ่งเฉยๆ ราบเรียบ ความเร็วคงที่ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมจำลองการขับขี่ขึ้นภูเขาฟูจิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการขับขี่ในลักษณะเช่นนี้ รถยนต์จะมีทั้งช่วงการเร่งเครื่องยนต์ ผ่อนคันเร่ง และการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งทั้งหมดนี้รถยนต์จะต้องปรับเปลี่ยนตามการจำลองจริงๆ ขณะที่ภายนอก เรื่องของอากาศ อุณหภูมิ และความกดอากาศ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเส้นทางจำลอง รวมไปถึงน้ำหนักลากจูงอีกด้วย
การทดสอบในรูปแบบนี้ สิ่งที่วิศวกรจะได้จากห้องปฏิบัติการก็คือ การเรียนรู้ถึงการทำงาน และพฤติกรรมของรถยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เช่น ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์ในสภาพที่มีความกดอากาศต่ำ เนื่องจากเป็นการขับขี่บนภูเขา การทำงานของปั๊มน้ำมันเครื่องและปั๊มน้ำหล่อเย็นภายใต้น้ำหนักบรรทุกและน้ำหนักลากจูงเต็มพิกัดบนเส้นทางขึ้นเขา รวมไปถึงการสตาร์ทเครื่องยนต์ภายใต้อุณหภูมิหนาวจัด
หรือแม้แต่การทดสอบแช่แข็งรถยนต์ ด้วยการพ่นน้ำเข้าที่รถท่ามกลางอากาศติดลบ จนกระทั่งรถปกคลุมด้วยน้ำแข็ง จากนั้นก็ดูว่าการสตาร์ทของรถเป็นอย่างไร และระบบทำความร้อนภายในรถยนต์จะสามารถไล่น้ำแข็งออกจากพื้นที่สำคัญ เช่น กระจกหน้า หรือกระจกข้าง ในระยะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ เพราะมาตรฐานของยุโรปกำหนดว่าภายใน 20 นาที พื้นที่ 95% จะต้องถูกละลายออกไป
บีเอ็มดับเบิลยูนั้นมีตลาดส่งออก 140 ประเทศทั่วโลก มีทั้งตลาดที่ร้อนระอุ อย่างแอฟริกา ไปจนถึงเย็นสุดขั้วอย่างสวีเดน รัสเซีย หรืออะแลสกา แน่นอนความแตกต่างของตลาดที่มากมายเช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการทดสอบที่เข้มข้น และถ้าหากว่ามีทางลัด เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในด้านความเร็ว ความหลากหลาย เงินแค่ 130 ล้านยูโร ไม่นานนัก ก็คงได้กลับคืนมา
Tags : บีเอ็มดับเบิลยู • ETC

ความคิดเห็นของข่าวนี้
เพื่อแสดงความคิดเห็น