ชิ้นส่วนยานยนต์หวั่นปัญหาแรงงานฉุดไทยเสียเปรียบอาฟตา หลังต่างด้าวบุกภาคการผลิต หวั่นไม่ยั่งยืนด้านการพัฒนาฝีมือ
นายประสาทศิลป์ อ่อนอรรถ นายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวในงานเสวนาเรื่อง "อาฟตา-วิกฤติหรือโอกาส" ซึ่งจัดโดย บริษัท ยูเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด วานนี้ (10 มี.ค.) ว่า ผู้ประกอบการชิ้นส่วนไทยโดยเฉพาะรายเล็กกำลังประสบปัญหาด้านแรงงาน เนื่องจากแรงงานไทยหายไปจากอุตสาหกรรมจำนวนมาก หลังจากที่ไทยประสบวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้มีการลดจำนวนพนักงานลง แต่เมื่อเศรษฐกิจและตลาดฟื้นตัว แรงงานก็ไม่กลับมา
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ปัจจุบัน ภาคการผลิตในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จำนวนหนึ่ง จำเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว อาทิเช่น แรงงานพม่าเข้าทำงานแทน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับต่างประเทศ รวมทั้งในเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือว่า อาฟตา
"แรงงานเหล่านี้ เป็นที่รู้กันดีว่าเป้าหมาย ก็คือ เข้ามาหาเงิน เขาจะทำงานไปสักระยะ 4-5 ปี เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ดังนั้น สิ่งที่เราฝึกทักษะให้กับเขาก็จะสูญเปล่าไปในที่สุด"
นายปราสาทศิลป์ กล่าวว่า ผลจากอาฟตา ซึ่งเริ่มใช้เต็มรูปแบบกับ 6 ประเทศในอาเซียนเมื่อ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จะส่งผลดีกับบริษัทรถยนต์ แต่อุตสาหกรรมชิ้นส่วน ถ้าหากว่าเตรียมการรับมือไม่ดี เชื่อว่าจะลำบาก เนื่องจากนโยบายของผู้ผลิตรถยนต์ปัจจุบัน จะหาชิ้นส่วนจากแหล่งใดก็ได้ ที่เห็นว่าให้ประโยชน์สูงสุด หรือ GPS (Global Part Sourcing)
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าปัจจุบันไทยยังมีจุดอ่อนอีกมาก อาทิเช่น ไม่มีวัตถุดิบ และไม่มีเทคโนโลยีระดับสูงของตัวเอง
ด้าน ดร.ฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล รองอธิบดี กรมศุลกากร กล่าวว่า สภาวะการค้าระหว่างประเทศ ของสินค้ากลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบว่าในเดือน ม.ค.ปีนี้ มีการส่งออกรวม 2.78 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว ในจำนวนนี้ เป็นการส่งออกไปยังอาเซียน 8,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 3,315 ล้านบาท เพิ่มขึ้นไม่มากนัก 4% เป็นการนำเข้าจากอาเซียน 1,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 110% และในจำนวนนี้ เป็นการนำเข้าโดยใช้สิทธิ อาฟตา 1,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 134%
และหากแยกออกมาเฉพาะชิ้นส่วนประกอบ เดือน ม.ค.มีการส่งออกรวม 1.33 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% เป็นการส่งออกไปอาเซียน 4,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% มูลค่านำเข้า 1.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เป็นการนำเข้าจากอาเซียน 1,760 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% และในจำนวนนี้ นำเข้าโดยใช้สิทธิอาฟตา 947 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82%
ส่วนอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ส่งออกรวม 1,383 ล้านบาท ลดลง 25% เป็นการส่งออกไปอาเซียน 521 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% นำเข้า 31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.98% เป็นการนำเข้าจากอาเซียน 6.62 ล้านบาท ลดลง 5% และนำเข้าโดยใช้สิทธิอาฟตา 5.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43%
ดร.ฉวีวรรณ กล่าวว่า มองโดยรวมเชื่อว่าโอกาสของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่จะได้รับประโยชน์จากอาฟตายังมีอีกมาก ส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่จะต้องติดตามดู ก็คือ มาตรการกีดกันของประเทศคู่ค้า ซึ่งทั้งรัฐ และเอกชนจะต้องเร่งแก้ไข
ในส่วนของอุปสรรคภายใน ก็จำเป็นจะต้องเร่งแก้ไขเช่นกัน อาทิเช่น พิธีการทางศุลกากร ซึ่งปัจจุบันทางกรมได้พัฒนาไปมาก อาทิเช่น ระบบอีคัสตอม แต่เห็นว่ายังมีอุปสรรคบางอย่าง อาทิเช่น การเกี่ยวข้องกันระหว่างหลายๆ หน่วยงานภาครัฐ จะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการ สามารถยื่นเอกสารข้อมูล ชุดเดียว ครั้งเดียว แล้วสามารถกระจายกระจายข้อมูลไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและเวลาลงได้มาก ซึ่งขณะนี้ ทางกรมเป็นแม่งาน และเริ่มต้นลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับหน่วยงานอื่นๆ 15 หน่วยงาน จาก 30 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนได้มาก