กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ยานยนต์

วันที่ 17 ธันวาคม 2552 07:17

ตลาดรถยนต์ยอดขาย พ.ย.พุ่ง 23% สูงสุดในรอบ 4 ปี

ตารางข้อมูลยอดจำหน่ายตลาดรถยนต์

ตารางข้อมูลยอดจำหน่ายตลาดรถยนต์

TOOLS
  •   ขนาดตัวอักษร
  • พิมพ์ข่าวนี้
  • ส่งต่อให้เพื่อน
คอลัมน์อื่นๆ

ยอดขายรถยนต์เดือน พ.ย.โตสูงสุดในรอบ 4 ปี ยอดขายเดือนเดียว 5.7 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกันเดือนเดียวกันกับปีที่แล้ว

นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถยนต์ในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยยอดขาย 5.7 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้ว และนับเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในรอบ 53 เดือน นอกจากนี้ ในส่วนของตลาดรถยนต์นั่ง 2.4 หมื่นคัน เติบโต 32% สูงที่สุดในรอบปีอีกด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความนิยมอย่างต่อเนื่องของรถยนต์หลายรุ่น และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด ขณะที่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ (รวมปิกอัพ) ก็เติบโต 18% ขณะที่รถปิกอัพ 1 ตัน รวมกับพีพีวี เพิ่มขึ้น 18.9% สูงสุดในรอบปีเช่นกัน ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาสินค้าการเกษตรที่ปรับราคาสูงขึ้น

และเมื่อรวมยอดจำหน่ายช่วง ม.ค.-พ.ย. ตลาดมียอดขายรวม 4.76 แสนคัน ลดลง 14% ซึ่งเป็นตัวเลขการถดถอยที่น้อยที่สุดในปี 2552 โดยรถยนต์นั่งลดลง1.7% ด้วยยอด 1.99 แสนคัน รถเพื่อการพาณิชย์ ลด21% ด้วยยอด 2.77 แสนคัน รถปิกอัพ1 ตันลด23% ด้วยยอด2.16แสนคัน

“ยอดขายรถยนต์สะสมยังคงหดตัว แต่เป็นการหดตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น แสดงถึงการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจ ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่ปรับขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ อาทิเช่น แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่งบประมาณถูกส่งเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง”

คาดปี 2552 ปิดตลาด 5.2 แสนคัน

นายวุฒิกรกล่าวว่าตลาดเดือนธ.ค.คาดว่า ยอดขายจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ และการที่ค่ายรถต่างๆ จัดแคมเปญส่งเสริมการขายตลอดเดือน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งตามสถิติแล้ว การขายในเดือนนี้เป็นเดือนที่มียอดขายสูงสุดของปี ทำให้มั่นใจว่ายอดขายทั้งปีจะทำได้ตามคาดการณ์ล่าสุด 5.2 แสนคัน

สำหรับยอดจำหน่ายช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 4.76 แสนคันนั้น ค่ายที่มียอดขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ โตโยต้า 2.02 แสนคัน ลดลง 14% มีส่วนแบ่งตลาด 42% อันดับ 2 อีซูซุ 9.68 หมื่นคัน ลดลง 20% ส่วนแบ่งตลาด 20% และฮอนด้า 8.15 หมื่นคัน เพิ่มขึ้น 1.9% ส่วนแบ่งตลาด 17%

เมื่อแบ่งตามประเภทพบว่า ในตลาดรถยนต์นั่ง อันดับ 1 คือ โตโยต้า 8.85 หมื่นคัน ลดลง 8.5% มีส่วนแบ่งตลาด 44% ฮอนด้า 7.73 หมื่นคัน ลดลง 7% ส่วนแบ่งตลาด 38% และนิสสัน 7,831 คัน เพิ่มขึ้น 15% ส่วนแบ่งตลาด 3.9%

รถปิกอัพ 1 ตัน โตโยต้า มียอดสูงสุด 8.92 หมื่นคัน ลดลง 21% ส่วนแบ่งตลาด 41% อีซูซุ 8.52 หมื่นคัน ลดลง 22% ส่วนแบ่งตลาด 39% และนิสสัน 1.72 หมื่นคัน ลดลง 19% ส่วนแบ่งตลาด 8% ในส่วนของรถพีพีวี หรือปิกอัพดัดแปลง มีจำนวนทั้งสิ้น 2.42 หมื่นคัน โตโยต้าทำได้ 1.35 หมื่นคัน อีซูซุ 5,090 คัน มิตซูบิชิ 4,946 คัน และฟอร์ด 628 คัน

Tags : นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย รถยนต์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

***ก็เป็นแนวนั้นอยู่แล้วหากหาค่าเสื่อมราคาที่อยู่ไว้ที่อย่างมากสุดก็10ปีก็จะทำให้ผลิตปีล่ะ1/10ทำให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดแถมระบบยังไม่เสียหายอีกด้วยอ่ะครับและยิ่งประเทศเพื่อนบ้านเปิดหากหาค่ามูลค่าสินค้าที่ประเทศเพื่อนบ้านส่งออกอยู่ที่เท่าไรก็จะทำให้ค่ายรถสามารถเป็นที่ปรึกษาของประเทศเพื่อนบ้านที่ดีได้อีกด้วยอ่ะครับทำให้ประเทศเพื่อนบ้านคงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมโดยที่สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลายเพราะรู้ตัวเลขทางด้านมหภาคอยู่แล้ว

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement