นิสสัน ประกาศตัวอย่างเด่นชัดไปทั่วโลกว่า จะเดินหน้าผลิตรถพลังงานไฟฟ้า หรือ electric vehicle เพื่อทำตลาดทั่วโลก
เริ่มจากญี่ปุ่นก่อนในปีหน้า จากนั้นอีก 2 ปี จึงเริ่มขยายออกไป
แม้รถจะยังไม่ออกมา แต่ว่าถึงขณะนี้มีคำสั่งซื้อเรียบร้อยแล้ว และเป็นจำนวนที่ไม่น้อยทีเดียว คือ 1 แสนคัน ลูกค้าคืออิสราเอล และสวีเดน ประเทศที่สนใจในเรื่องของรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น รัฐบาลสต็อกโฮม ต้องการให้ประเทศในสแกนดิเนเวียแห่งนี้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี อากาศสะอาดที่สุด ที่ผ่านมา สวีเดนเดินหน้าหลายๆ โครงการ รวมถึงการใช้แก๊สโซฮอล์ผ่านรถยนต์ อี 85 แม้ว่าในประเทศจะไม่มีพืชเพื่อผลิตเอทานอลอย่างเพียงพอก็ตาม แต่สวีเดนใช้วิธีนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบราซิล
นิสสัน เปิดเผยรายละเอียดโครงการมาแล้วนั่นคือ รถยนต์รุ่น ลีฟ (LEAF)
มิตซูฮิโกะ ยามาชิตะ รองประธานบริหาร ด้านการค้นคว้า วิจัย และพัฒนา บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาไทย เพื่อนำเสนอแนวคิดและทิศทางของนิสสันเกี่ยวกับนโยบายสิ่งแวดล้อม และลีฟ
ยามาชิตะบอกว่า การเอาจริงเอาจังกับเรื่องสิ่งแวดล้อมของนิสสัน เริ่มต้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่เป้าหมายสูงสุดของนิสสันคือการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 90% ภายในระยะเวลา 40 ปี ไม่ผิดครับ 40 ปี อย่าลืมว่าปัจจุบันยุคที่เทคโนโลยีท่วมหัววิศวกรเช่นนี้ การจะลดให้ได้สักกรัมสองกรัมเป็นเรื่องชวนปวดหัวไม่น้อย
เมื่อนิสสันตั้งธงเอาไว้แล้ว ก็มานั่งคิดว่าแล้วหนทางที่จะเดินไปสู่จุดนั้น ทำอะไรได้บ้าง
เครื่องยนต์ดีเซล หรือว่า เบนซิน แก๊ส คงไม่สามารถที่จะลดได้มากเช่นนั้น ถ้าอย่างนั้นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ก็เป็นไปได้ แต่การจัดเก็บจะทำอย่างไร จึงจะเพียงพอกับเชิงพาณิชย์
ท้ายที่สุด นิสสัน สรุปว่า มีเพียงพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น ที่จะเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด จึงเดินหน้าพัฒนาจนได้ ลีฟ ออกมาในที่สุด
ลีฟ ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นชนิด Laminated Lithium-ion พิเศษคือมีระบบการเคลือบ ทำให้สามารถจัดเก็บพลังงานได้มาก โดยเพิ่มกำลังเป็น 2 เท่าจากแบตเตอรี่ปกติ และเพิ่มพลังงานเป็น 2 เท่าเช่นกัน เพียงพอที่จะขับเคลื่อนรถขนาด 5 ที่นั่ง ไปได้ไกลกว่า 160 กม. และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 140 กม./ชม.ขณะที่ขนาดก็เล็กลงครึ่งหนึ่ง ซึ่งระยะทางที่ได้ถือว่าเพียงพอ สำหรับการใช้งานในเมืองทั่วๆ ไป
ทั้งนี้เพราะว่าก่อนหน้านี้ได้มีการวิจัยผู้บริโภคในญี่ปุ่น พบว่า 85% ขับรถวันหนึ่งน้อยกว่า 50 กม.ส่วนการวิจัยที่อังกฤษพบว่า เกือบ 100% ใช้งานน้อยกว่า 100 กม.
ยามาชิตะบอกว่าขณะนี้ในญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการมาของรถไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสถานีชาร์จไฟระหว่างทางในโตเกียว และบางพื้นที่เช่น โยโกฮามา มีการสร้างเลนพิเศษสำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะให้อีกด้วย
นอกจากนั้นที่ญี่ปุ่น รถไฟฟ้ายังได้รับความร่วมมือจากเอกชน เช่น ร้านสะดวกซื้อต่างๆ ที่ติดตั้งอุปกรณ์ชาร์จไฟ เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ใช้รถ ขณะที่ร้านค้าเองก็จะสามารถดึงคนเข้าร้านได้มากขึ้นเช่นกัน
“ปัจจุบันรถไฟฟ้ามีพันธมิตรมากทั้งภาครัฐ และเอกชน และในระดับโลก ขณะนี้มี 27 แห่งที่เป็นภาคีเพื่อส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้า”
แน่นอนการมานำเสนอเรื่องราวของรถไฟฟ้าในไทย ย่อมมีคำถามว่านิสสันต้องการอะไรในไทย ยามาชิตะบอกว่า ก็เพียงแค่ต้องการบอกให้รู้นิสสันกำลังทำอะไร และทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์จะเป็นเช่นไร ซึ่งหากรัฐบาลไทยสนใจก็เป็นเรื่องที่ดี เพื่อจะได้เตรียมความพร้อมรองรับในอนาคต
ยามาชิตะยอมรับว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปมาก แต่ว่าต้นทุนการผลิตรถไฟฟ้าก็ยังสูง เช่น ลีฟ มีราคาจำหน่ายประมาณ 4 ล้านเยน ขณะที่รถในระดับซี เซ็กเมนท์ ปกติ จะมีราคาประมาณ 2 ล้านเยน เท่ากับว่าแพงขึ้น 2 เท่าตัว แน่นอน ย่อมต้องมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคแน่
แต่ที่ญี่ปุ่นมีมาตรการส่งเสริมรถพลังงานสะอาด เริ่มจากรัฐบาลกลางที่ช่วยเหลือ 1 ล้านเยน จากนั้นรัฐบาลท้องถิ่น สนับสนุนอีก 50% ของส่วนที่เหลือ รวมๆ แล้ว เหลือราคา 2.5 ล้านเยน แต่ยังไม่จบแค่นั้น เทศบาลเข้ามารับภาระต่ออีกส่วนหนึ่ง ท้ายที่สุด ลีฟ มีราคาเกือบจะเท่ากับรถทั่วๆ ไป
นิสสัน ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทย ถึงโครงสร้างภาษี เพราะว่าปัจจุบันรถไฟฟ้ามีพิกัดภาษีสรรพสามิต 10% ซึ่งเท่ากับ รถไฮบริด ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า และช่วยลดการใช้น้ำมันได้มากกว่า ดังนั้นหากไทยต้องการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต ก็จำเป็นจะต้องมาทบทวนกันใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ยามาชิตะค่อนข้างที่จะเชื่อว่าจริงๆ แล้วภาครัฐของไทยก็ให้ความสนใจเทคโนโลยีใหม่ และมั่นใจว่าในอนาคตจะมีมาตรการส่งเสริมออกมา
"เราคาดหวังว่าจะได้รับแรงหนุนจากรัฐ อย่างน้อยก็ 3-4 ปี ซึ่งทำให้มีเวลาในการพัฒนาเพื่อลดต้นทุน แต่ถ้ายิ่งยาวก็ยิ่งดี"
Tags : นิสสัน ลีฟ

ความคิดเห็นที่ 8
คนรักรถ , 22 มีนาคม 2554 14:43
ผมว่ารถไฟฟ้าไม่ค่อยดีเท่าไรน่าจะพัฒนาแบตเตอร์รี่ให้การชาร์จไฟได้มากกว่านี้ คือชาร์จไฟ1ครั้งไปได้สัก400-500กิโลเมตร แล้วค่อยมาขายจะดีกว่า
ความคิดเห็นที่ 7
bacon , 27 ตุลาคม 2553 10:22
เห็นด้วยในหลักการกับคห.2 ว่า ควรช่วงชิงจังหวะและโอกาสนี้เพื่อการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยายนยนต์ ณ ปัจจุบันนี้ เราใช้พืชอาหารมาผลิตแอททานอล ทั้งที่เรามีศักยภาพและควรจะเดินหน้าเต็มตัวเพื่อเป็นครัวของโลก ค.ห.3 จึงเป็นการสละจุดเด่นมาชูจุดด้อยอย่างน่าเสียดายยิ่ง
ความคิดเห็นที่ 6
ดี , 30 กรกฎาคม 2553 22:14
นิสสัน ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทย ถึงโครงสร้างภาษี เพราะว่าปัจจุบันรถไฟฟ้ามีพิกัดภาษีสรรพสามิต 10% ซึ่งเท่ากับ รถไฮบริด ซึ่งไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า และช่วยลดการใช้น้ำมันได้มากกว่า ดังนั้นหากไทยต้องการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าในอนาคต ก็จำเป็นจะต้องมาทบทวนกันใหม่อีกครั้ง
ทั้งนี้ยามาชิตะค่อนข้างที่จะเชื่อว่าจริงๆ แล้วภาครัฐของไทยก็ให้ความสนใจเทคโนโลยีใหม่ และมั่นใจว่าในอนาคตจะมีมาตรการส่งเสริมออกมา
"เราคาดหวังว่าจะได้รับแรงหนุนจากรัฐ อย่างน้อยก็ 3-4 ปี ซึ่งทำให้มีเวลาในการพัฒนาเพื่อลดต้นทุน แต่ถ้ายิ่งยาวก็ยิ่งดี"
รัฐบาลไทย มัวยุ่งปัญหา เรื่องเสื้อ ไม่รู้จะมองสิ่งแวดล้อมบ้างหรือเปล่านะ
ความคิดเห็นที่ 5
ลองแวะไปดูได้ครับ , 29 กันยายน 2552 17:40
รถธรรมดาแปลงได้นะครับ คนไทยก็มีทำอยู่
www.thaielectricdream.blogspot.com
แพงกว่าแก็ส แต่ไม่ลองดูก็ไม่มีวันรู้
ความคิดเห็นที่ 4
sws , 29 กันยายน 2552 15:05
.....ไม่สะดวกในการใช้ แถมยังยุ่งยากด้วย...
ความคิดเห็นที่ 3
๑๒๓๖ , 29 กันยายน 2552 14:52
เราได้กระแสไฟฟ้าด้วยการผลิตจากก๊าซธรรมชาติแต่เขาผลิตจากพลังงานนิวเคลียร์ ที่มีต้นทุนถูกกว่าเรามาก จึงไม่แปลกที่เขาพยายามใช้ไฟฟ้ามากขึ้น แต่ของเรามีวัตถุดิบสำหรับผลิตเอทานอลอยู่เยอะ จึงไม่ควรตามอย่างเขาทำให้เขาเน้นการพัฒนาไปทางรถใช้ไฟฟ้ามากกว่าการใช้แกสโซฮอลล์
ความคิดเห็นที่ 2
พัลลภ , 28 กันยายน 2552 20:42
หวังว่าจะได้เห็นรถไฟฟ้าเกิดได้ในเมืองไทย เพื่อการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
ถ้ากำหนดให้รถไฟฟ้าเสียภาษีสรรพสามิต 0% สัก10 ปี น่าจะมีแรงจูงใจให้รถไฟฟ้าเกิดได้ในเมืองไทย
ถ้ารัฐบาลนี้เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เสนอเรื่องนี้ด้วยครับ
ความคิดเห็นที่ 1
แฟนคลับพี่เคน , 28 กันยายน 2552 16:47
รถไฟฟ้ามาหานะเธอ