กรุงเทพธุรกิจ

ยานยนต์

วันที่ 28 กันยายน 2552 02:00

แนะรถไทยปรับตัวชิงฐานผลิต พุ่งเป้าเอ-บี เซ็กเมนท์ เทรนด์โลก

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย จัดสัมมนา "ทิศทางยนตรกรรม หลังวิกฤติใหญ่ยานยนต์โลก"

เวทีกลาง ในการระดมความคิดเห็น และแสดงพลังจากทุกภาคส่วน เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้มีการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

การสัมมนา ในรูปแบบเสวนาวิชาการ ซึ่งสมาคมจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในปีนี้มีตัวแทนจากภาครัฐ กลุ่มและสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์มาบรรยายและร่วมเสนอแนวความคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

รัฐย้ำให้ความสำคัญความต่อเรื่องนโยบาย
  นายสรยุทธ์ เพ็ชรตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในพิธีเปิด ว่า สิ่งที่ภาครัฐพยายามดำเนินการ คือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นความต้องการในประเทศให้มากขึ้น ไม่เฉพาะภาครถยนต์ภาคเดียว ทั้งนี้ เพื่อประคองให้อุตสาหกรรมสามารถอยู่ได้ และยังสร้างความต้องการผ่านการผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่

"เชื่อว่าจากนี้ไป 2-3 ปี ตลาดรถยนต์จะเปลี่ยนแปลง รัฐบาลต้องหารือกับผู้ประกอบการ อาทิเช่น มีแนวโน้มว่ารถขนาดเล็กจะเติบโต การเปลี่ยนแปลงของข้อบังคับต่างๆ และเป้าหมายการประหยัดพลังงาน"

สำหรับนโยบายเกี่ยวกับรถยนต์ รัฐบาลยังคงยืนยันสิ่งที่ได้ประกาศออกมาแล้ว รวมถึงอีโคคาร์ เพราะต้องการให้นโยบายมั่นคง และสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุน

โครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) เป็นการสร้างการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานจากโครงรถแบบใหม่ ซึ่งโครงการจะก่อให้เกิดการลงทุนจำนวนมาก ในขั้นตอนการผลิตเครื่องยนต์ในประเทศ และจะนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจให้อุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วน OEM, REM และ Accessories ของไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย รวมทั้งจะขยายผลไปสู่การพัฒนาการส่งออก และรายได้รวมของประเทศในอนาคตอันใกล้

นายสรยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในอนาคต ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น สิ่งที่รัฐบาลจะให้ความสำคัญคือ การปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนทั้งด้านภาษีและที่มิใช่ภาษี เพื่อให้จูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และรักษาฐานการผลิตเดิมเอาไว้ตามเป้าหมาย ให้เป็นฐานการผลิตสำคัญของเอเชีย
หลังวิกฤติจับตารถเล็กแข่งขันสูง

นายจอร์น บอลนีลล์ ผู้อำนวยการอาวุโส เจ.ดี.เพาเวอร์ เอเซียออโตโมทีฟ ฟอร์แคสติ้ง กล่าวในหัวข้อ "โฉมหน้ายานยนต์โลกหลังการพลิกครั้งประวัติศาสตร์" ว่า หากดูจากภาพรวมของการผลิตรถยนต์ทั้งโลก ที่มีปริมาณ 70 ล้านคัน ในปีนี้ ถือว่าเป็นการถดถอยย้อนหลังไปในช่วง 6 ปีที่แล้ว และความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เปลี่ยนจากอเมริกา มาอยู่ที่จีน เกาหลีและเอเชีย

ทั้งนี้ การฟื้นตัวในปีหน้าขึ้นอยู่ว่าผู้ผลิตจะสามารถดิ้นรน เพื่อสร้างยอดขายได้อย่างไร คาดว่า จากนี้ไป "จีน" จะเป็นประเทศหลักที่มีการเติบโต อิหร่านและรัสเซีย เป็นประเทศที่มีโอกาสในแง่ของการพัฒนา แนวโน้มรถยนต์จะพัฒนาไปทางรถขนาดเล็กซึ่งเป็นแนวโน้มระดับโลก โดยรถเอและบีเซ็กเมนท์จะเติบโตขึ้น จากปัจจัยแวดล้อมดังกล่าว รถจะมีความแตกต่างกันน้อยลง การใช้เทคโนโลยีจะเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แนะไทยปรับตัวชิงฐานผลิตโลก
 นายณัฐพล รังสิตพล นักวิชาการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึง นโยบายของรัฐเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ไทยเป็นฐานการผลิตปิกอัพที่สมบูรณ์ ขณะที่มีการศึกษาผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ว่า หากเศรษฐกิจชะลอตัวและฟื้นช้าเป็นเวลานาน อาจทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างถาวร

โอกาสของประเทศไทยหลังการชะลอตัว เชื่อว่าจะมีการปรับโครงสร้างการผลิต จากนโยบายของรัฐบาลและจากปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะถือโอกาสปรับโครงสร้างภายใน ไม่ว่าด้านบุคลากร เพื่อเตรียมความพร้อมในการผลิต สินค้าในตลาดทดแทนจะเติบโตขึ้น นอกจากนี้ เมืองไทยจะกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์อีโคคาร์ และผลจากการชะลอตัวจะทำให้มีการทบทวน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ

สอดคล้องกับนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า มีสัญญาณที่ดีในภาคการผลิต ที่เพิ่มกะการทำงาน และแนวโน้มของเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น ปัจจุบันการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 52.97% จากความสามารถในการผลิต 1.8 ล้านคันต่อปี ในอดีตสัดส่วนการใช้กำลังการผลิตของปี 2551 อยู่ที่ 82.84% ส่วนปี 2550 อยู่ที่ 72.10% โดยในอนาคต จะเห็นว่าไทยมีจุดแข็งในหลายด้าน ในสิ่งเหล่านี้ ไทยต้องคงจุดแข็งไว้ นโยบายภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง โปร่งใส และชัดเจน

วอนภาครัฐชัดเจนในนโยบาย
 ด้านนายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานกรรมการ บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไป ในขณะที่ตลาดชะลอตัวมากสุด คือ 23% แต่ไทยไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดวิกฤติ แต่กลับมียอดขายตกลงใกล้เคียงกับประเทศต้นเหตุ ซึ่งถือว่าตกลงมากว่าประเทศใดๆ ในเอเชีย

ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกอบการเสนอ 3 ประการ คือ 1. ความร่วมมือแก้ไขปัญหาระหว่างภาครัฐกับเอกชน และต้องได้ใหม่อย่าลืมเก่า คือ ไทยมีฐานผลิตปิกอัพที่แข็งแกร่งต้องรักษาไว้ 2. การส่งเสริมการค้าเสรีแบบทวิภาคี โดยเฉพาะอินเดียและจีน ต้องเน้นความร่วมมือให้มากขึ้น เพราะ 2 ประเทศเป็นตลาดใหญ่ และ 3. ต้องพัฒนาภาคการขนส่ง ระบบโลจิสติกส์และการจราจรอัจฉริยะ

ทั้งนี้ปิกอัพถือเป็นสินค้าที่สำคัญของไทย เพราะไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศ หรือส่งออกที่ปิกอัพมีสัดส่วนสูงกว่า 78% ของการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งหมด มูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านบาท และอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังสูงถึง 14% ของจีดีพีในภาคการผลิต หรือกว่า 3%ของจีดีพีประเทศไทย พร้อมทั้งมีแรงงานทั้งทางตรงและอ้อมในอุตสาหกรรมยานยนต์ 12% หรือมากกว่า 1.2 ล้านคน ของแรงงานทั้งหมดในไทย

ขณะที่นายอดิศักดิ์ โรหิตะศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ไทยเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพ และกำลังจะพัฒนาเป็นฐานการวิจัยและพัฒนา ซึ่งถือเป็นบทบาทใหม่ของไทย นอกจากนี้ ยังมีการตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคด้วย อีก 40 ปีข้างหน้ารถจะเพิ่มเป็น 3 เท่าตัว ซึ่งจะเพิ่มในจีนและอินเดีย ในอนาคตรถจะผลิตถึง 90 ล้านคัน จำนวนนี้ 60 ล้านคัน เป็นรถขนาดเล็ก

"คงไม่ง่ายนักที่จะผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์แบบใดแบบหนึ่ง เนื่องทิศทางพลังงานเริ่มเปลี่ยนไป แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือ การผลิตรถยนต์โลกจะทำในจีน อินเดีย เกาหลี รวมทั้งการย้ายฐานมาทางเอเชีย รัฐบาลไทยต้องวางแผนว่าจะใช้โอกาสนี้อย่างไร" นายอดิศักดิ์ กล่าว

 

Tags : สมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์

ความคิดเห็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement

advertisement