มิตซูบิชิ ยืนยันผลิตอีโคคาร์ จี้รัฐลดภาษีสรรพาสามิตรถยนต์นั่งเพื่อสร้างดีมานด์ ชี้เกณฑ์ภาษีเหมาะสม ควรใกล้เคียงรถ พีพีวีที่ 20%
ประธานใหม่ "มิตซูบิชิ มอเตอร์ส" ยืนยันคงเป้าผลิตอีโคคาร์ จี้รัฐลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งเพื่อสร้างดีมานด์ แนะกดราคารถเก๋งลงมาใกล้เคียงปิกอัพ ชี้เกณฑ์ภาษีเหมาะสม ควรใกล้เคียงรถ "พีพีวี" ที่ 20% ด้านสถาบันยานยนต์ ค้านแนวคิดค่ายรถที่เสนอลดเป้าผลิตอีโคคาร์ 1 แสนคันปีที่ 5 ย้ำเงื่อนไขต้องคงเดิม เพื่อยืนยันขนาดการลงทุน-ใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อการส่งออก
นายโนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทไม่เห็นความสำคัญ หากรัฐบาลจะลดเป้าหมายการผลิตอีโคคาร์ 1 แสนคัน ในปีที่ 5 ลงมา เนื่องจากอีโคคาร์เป็นโครงการสำคัญ และค่ายรถทุกรายก็ต้องการลงทุน เนื่องจากเป็นทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
โครงการอีโคคาร์ของมิตซูบิชิยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีแผนการผลิตตามที่โครงการกำหนดไว้ระหว่างปี 2552-2554 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สามารถตัดสินใจต่างๆ ได้ รวมถึงพิจารณาเรื่องเงื่อนไขการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดหรือไม่
นายมูราฮาชิ กล่าวว่า เงื่อนไขอีโคคาร์ในเรื่องยอดการผลิต 1 แสนคันในปีที่ 5 ขึ้นไป เป็นตัวเลขที่ท้าทายสำหรับบริษัทรถ การที่โตโยต้าขอลดตัวเลขลงคงเป็นเพราะสถานการณ์ตลาดทั่วโลกขณะนี้ น่าจะเป็นไปได้ลำบาก แน่นอนหากเงื่อนไขตัวเลขการผลิตลดลงก็เป็นการดี แต่ก็ต้องมองภาพรวมอื่นๆ เช่นลดลงจะสามารถคุ้มทุนต่อการผลิตหรือไม่
จี้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตเก๋ง
นายมูราฮาชิ แนะว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ พิจารณาปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งลงมา เพื่อสร้างดีมานด์ตลาด ประเทศไทยเป็นประเทศที่ภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่งสูงมากที่สุด ทำให้สัดส่วนตลาดปิกอัพมากกว่ารถเก๋ง หากรัฐบาลปรับลดภาษีสรรพสามิตลงมาในระดับเดียวกับรถยนต์นั่งดัดแปลงพื้นฐานปิกอัพ (พีพีว) ที่อัตราภาษีสรรพสามิต 20% จะทำให้ราคารถเก๋งลดลงมาใกล้เคียงปิกอัพ และเพิ่มดีมานด์ตลาด
“คนไทยมีกำลังซื้อสูงเมื่อเทียบกับประชากรในประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่รัฐบาลต้องทำ คือ กระตุ้นดีมานด์ตลาดเก๋ง เพื่อให้กำลังการผลิตหมุนเวียน และสร้างงานให้แก่อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์”
นายมูราฮาชิ กล่าวว่า แน่นอนการที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะกำลังผลักดันให้รถยนต์นั่ง หรือ เก๋งเป็นโปรดักท์แชมเปียน จะต้องได้รับการสนับสนุนให้ตลาดเติบโตได้มากกว่านี้ ซึ่งมิตซูบิชิ มองว่า ภาษีสรรพสามิตของเก๋งปัจจุบัน 25-35% รถยนต์ไม่เกิน 2,000 ซีซี ซึ่งสูงไป
หากรัฐบาลอยากให้เก๋งขยายตัวควรจะมีการลดภาษีสรรพสามิตให้ต่ำลงกว่านี้ เช่นเดียวกับปิกอัพ ที่เสียภาษีในอัตราเพียง 3% หรืออย่างอีโคคาร์ ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เป็นโปรดักท์แชมเปียนในอนาคต หากจะให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องลดภาษีลงมากกว่านี้ ซึ่งอัตราภาษีที่ให้ปัจจุบัน17% ยังไม่น่าจูงใจเท่าไร ดังนั้นเราจึงมองว่าหากรัฐบาลจะสนับสนุนควรเริ่มที่
อีโคคาร์ก่อน
การที่ลดภาษีสรรพสามิตลงบริษัทรถไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใดเพราะราคารถยนต์ลดลงจากภาษี จะถูกส่งต่อไปให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง
พันธกิจประธานใหม่มิตซูฯเพิ่มยอด
นายมูราฮาชิ กล่าวในฐานะที่รับตำแหน่งประธานใหม่ว่า พันธกิจสำคัญคือ การเพิ่มยอดขาย และส่วนแบ่งทางการตลาดให้มากกว่าปีก่อน ที่ทำได้ 3.6% ด้วยการยกระดับการให้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นในตัวสินค้าให้เกิดกับผู้บริโภค ส่วนเป้าหมายการขายของมิตซูบิชิในไทยปีนี้ ตั้งเป้าไว้ที่ 2.3 หมื่นคัน เติบโตจากปีที่แล้วที่ทำได้ 1.9 หมื่นคัน หรือมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4% เนื่องจากจะมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ โฉมใหม่ ที่จะเปิดตัวสู่ตลาดช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ส่วนส่งออกเป็นไปตามสภาวะตลาดโลก ตั้งเป้าไว้ 1.16 แสนคัน ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 5 หมื่นคัน
การผลิตของมิตซูบิชิ เมื่อต้นปีมีการลดกำลังการผลิตลงประมาณ 40% แต่แนวโน้มตลาดปัจจุบันมีการขยายตัวดีขึ้น จึงคาดว่าจะเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตเพิ่มเป็น2 กะ ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ที่โรงงานแห่งที่ 1 และจะมีการรับพนักงานชั่วคราวกลับมาทำงานประมาณ 1,000 คนในเบื้องต้น หลังจากปรับลดพนักงานชั่วคราวลง 1,000 ตำแหน่ง และมีพนักงานบางส่วนสมัครใจลาออก รวมแล้วกว่า 1,400 คน
สถาบันยานยนต์ค้านปรับอีโคคาร์
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวเรื่องค่ายรถยนต์บางรายที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนผลิตรถอีโคคาร์ จะรวมตัวกันเข้าไปขอให้รัฐบาล พิจารณาปรับลดเงื่อนไขอีโคคาร์ในเรื่องกำลังการผลิต 1 แสนคัน ในปีที่ 5 ลงมาให้เหมาะสมกับสภาพตลาด โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นเงื่อนไขที่ระบุไว้ตั้งแต่แรก
นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2552 เป็นต้นไป จะเริ่มให้สิทธิประโยชน์รถอีโคคาร์ ซึ่งมีบริษัทรถยนต์ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ 6 ราย ได้แก่ ฮอนด้า, นิสสัน, ซูซูกิ, ทาทา, มิตซูบิชิ และโตโยต้า รวมมูลค่าลงทุนกว่า 4 หมื่นล้านบาท
สำหรับเงื่อนไขหลักของอีโคคาร์มี 4 ประ-เด็นหลัก คือ อัตราการบริโภคเชื้อเพลิง 20 กิโลเมตรต่อลิตร มาตรฐานไอเสียยูโร4 กำลังการผลิต 1 แสนคันในปีที่ 5 เป็นต้นไป และเม็ดเงินลงทุน 5,000 ล้านบาทต่อโครงการ แต่สิ่งที่ค่ายรถยนต์ โดยเฉพาะโตโยต้า ต้องการให้รัฐบาล ทบทวน คือ การลดเป้าหมายการผลิต 1 แสนคันลงมาให้เหมาะสมกับภาวะตลาด
ไข้หวัด 2009 ฉุดยอดขายรถหดตัว
นายวัลลภ กล่าวต่อว่า ผลกระทบจากไข้หวัด 2009 ซึ่งจะต่อเนื่องตามฤดูกาลคือ ในหน้าฝนและหน้าหนาวจะมีผลต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินตัวเลขได้อย่างชัดเจน เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ 2009 อาจกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทยและจะกระทบต่อรายได้ รวมทั้งยอดขายของรถกระบะ ที่ใช้ในธุรกิจท่องเที่ยวและภาคเกษตร จากปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ทำให้รายได้ประชาชนลดลงอยู่แล้ว
สถานการณ์ยอดผลิตรถยนต์ในภาพรวมทั้งปี2552 คาดว่าจะอยู่ที่ 9.3 แสนคัน ลดลงจากปีก่อนที่ยอดสูงถึง 1.38 ล้านคัน โดยปีนี้คาดว่า จะมียอดขายในประเทศ 4.5 แสนคัน และส่งออก 5 แสนคัน

ความคิดเห็นที่ 6
จขกท , 23 กรกฎาคม 2552 13:03
เบื่อ * พวกบริษัทรถให้รัฐลดภาษีอยู่นั่นแหละ แล้วทำไมพวกท่านไม่ลดราคาลงมาละกำไรก็มหาศาลอยู่แล้ว รถคันนึงผมว่ากำไรขั้นต้นไม่ต่ำไปกว่า 20-30%
ความคิดเห็นที่ 5
คนไทย , 22 กรกฎาคม 2552 16:45
ญี่ปุ่นมันกวาดไปหมดหล่ะครับ * ที่บอกว่าชิ้นส่วนในประเทศ 80% ก็มาจากบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นประมาณ 80% เหมือนกัน บริษัทไทยหรือคนไทยไม่ได้กินหรอก...พี่ท่านชาตินิยมจัด คนไทยได้แต่ค่าแรงขั้นต่ำก็เท่านั้น ลดกำไรดีกว่าเรียกร้องให้ลดภาษี ภาษีเข้าประเทศ(ไทย) กำไรออกนอก(ไปญี่ปุ่น) ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเปลี่ยนรถบ่อย ๆ เลยครับ เศรษฐกิจพอเพียงตามในหลวงดีที่สุด อยู่อย่างยั่งยืน
ความคิดเห็นที่ 4
jackson , 22 กรกฎาคม 2552 10:23
สนใจรถเล็กมากแต่พอไปดูบางยี่ห้อของประเทศเพื่อนบ้านทางใต้ ลองเปิดปิดประตูดูเหมือนกระป๋องสังกะสี ไม่ต้องพูดถึงตัวถังเลย
ความคิดเห็นที่ 3
tmtm , 21 กรกฎาคม 2552 17:06
รถอินเดีย รถจีนเข้ามาเมื่อไหร่ ราคาน่าจะสมเหตุสมผลขึ้น
ความคิดเห็นที่ 2
KING OF TRUTH , 21 กรกฎาคม 2552 12:10
I totally agree with the comment #1. Japanese car makers in Thailand have been making a lot of money from us. Thai ppl deserves to buy much cheaper and better car both private and public cars.
ความคิดเห็นที่ 1
panpee , 21 กรกฎาคม 2552 10:09
ลดภาษีไปก็เท่านั้น เพราะเวลารถยนต์ออกรุ่นใหม่ราคาก็เพิ่มขึ้นตลอด ก็ลองคิดดูเดี๋ยวนี้ อัลติสราคาเกินล้านไปแล้ว คัมรีก็จ่อ 2 ล้านบาท ก็งงมากเลยว่าขนาดไทยเป็นฐานการผลิตรถส่งออกด้วย มีการผลิตเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 80% ทำไมราคาถึงไม่ถูกลง ทั้งๆที่ต้นทุนการผลิตน่าจะตำเพราะผลิตจำนวนมาก เทียบกับสินค้าพวกเครื่องไฟฟ้าที่ราคาลดลงมาตลอด จะอ้างว่าค่าแรงสูงขึ้นก็ไม่น่าจะถูก กระทรวงพาณิชย์ช่วยตรวจสอบต้นทุนการผลิตให้ทราบหน่อยครับ การคิดภาษีน่าจะคิดจะราคาขายมากกว่าราคาหน้าโรงงานครับ