โตโยต้าคาดเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวกลับสู่จุดเดิมภายใน 2-3 ปี หนุนตลาดรถยนต์เติบโตอีกครั้ง เผยเศรษฐกิจญี่ปุ่นและเอเชีย ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว
บริษัท โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแนะนำตัวกรรมการผู้จัดการคนใหม่ นายเคียวอิจิ ทานาดะ ให้พันธมิตรธุรกิจ ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนตัวแทนจำหน่ายและแขกรับเชิญพิเศษ เมื่อค่ำวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากโตโยต้ามอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น นายอากิระ โอคาเบะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และบอร์ดบริหาร มาร่วมงานด้วย
นายโอคาเบะ กล่าวว่า ทิศทางอุตสาหกรรมรถยนต์เชื่อว่าจะกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง หลังจากแนวโน้มปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี เนื่องจากนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ เริ่มส่งผลในด้านบวกขณะนี้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจของโลกจะกลับสู่จุดสูงสุดที่เคยทำได้อีกครั้งภายใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น และภูมิภาคเอเชีย โตโยต้าเชื่อว่า ขณะนี้ผ่านจุดต่ำสุดไปเรียบร้อยแล้ว และจะปรับตัวดีขึ้นต่อไป
คาดยอดขายไทยกลับสู่จุดเดิมใน2-3ปี
ทั้งนี้ ในส่วนของประเทศไทยนั้น เชื่อว่าตลาดโตโยต้าจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน จากปัจจัยบวกดังกล่าว รวมถึงการได้กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ เนื่องจากนายทานาดะมีประสบการณ์ทำงานในไทยเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ และที่สำคัญยังสามารถพูดภาษาไทยได้ดีอีกด้วย
"เรื่องการเข้าใจภาษาของนายทานาดะ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องของการสื่อสารเท่านั้น แต่เชื่อว่าจะทำให้สามารถเข้าถึงความเข้าใจต่อสังคมและวัฒนธรรมของตัวแทนจำหน่าย ของลูกค้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ซึ่งโตโยต้าเชื่อว่าการรู้จักสังคมที่ทำงานอยู่นั้นจะเป็นเรื่องได้เปรียบ"
ด้านนายมิตซึฮิโระ โซโนดะ ประธาน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด หรือ TMAP และบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด หรือ TMAP-EM ซึ่งมีสำนักงานอยู่ในไทยและสิงคโปร์ และมีหน้าที่ดูแลกิจการ งานวิจัยและพัฒนา (R&D) ของโตโยต้าในเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในช่วงที่ผ่านมาขยายตัวมาโดยตลอด แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ตลาดถดถอยลงไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายอดขายจะกลับสู่จุดเดิมภายใน 2-3 ปี ข้างหน้า
มั่นใจปีนี้ไทยผลิตรถยนต์เกินล้านคัน
นายทานาดะกล่าวว่า แม้ปีนี้ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะหดตัวลงอย่างมาก รวมถึงการส่งออกที่ตกลงด้วยเช่นกัน ส่งผลต่อภาคการผลิตที่หดตัวลงตาม แต่โตโยต้าก็ยังเชื่อว่าตัวเลขการผลิตในปีนี้จะสูงกว่า 1 ล้านคันอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ยอดขายรถยนต์ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า รวมถึงตลาดรถยนต์นั่ง ที่ลดลงสูงสุดในรอบปีด้วยเช่นกัน ซึ่งโตโยต้า ระบุว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ยอดขายของโตโยต้า ในฐานะผู้นำตลาดลดลง เพราะการรักษาสมดุลของยอดการผลิตเพื่อการขายในประเทศกับการส่งออก ส่งผลทำให้มียอดค้างจองในรถยนต์นั่งบางรุ่นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ประกอบกับการลดจำนวนการผลิตของรถยนต์นั่งขนาดกลางเพื่อรอการเปิดตัวรุ่นใหม่ จึงส่งผลให้ตลาดรถยนต์นั่งและตลาดรถยนต์รวมมีอัตราการเติบโตลดลง
คาดยอดขายเดือนมิ.ย.สูงสุดในไตรมาส2
อย่างไรก็ตาม เมื่อรวมยอดขายในช่วง 5 เดือนแรก ตลาดรถยนต์ไทยมียอดขายรวม 1.88 แสนคัน ปรับลดลงประมาณ 30% แต่หากมองเป็นรายเดือนพบว่า สัดส่วนการหดตัวนั้นน้อยลง เพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคมีแนวโน้มดีขึ้น ความต้องการของลูกค้าโดยเฉพาะรถยนต์นั่งยังคงมีอยู่มาก ประกอบความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้โตโยต้าเชื่อว่ายอดขายในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมานี้จะดีขึ้น ทั้งจากเหตุผลที่ตามสถิติการขายแล้วเดือน มิ.ย.จะมียอดขายสูงสุดของไตรมาส 2 และการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อเร่งส่งมอบรถค้างจองของค่ายรถต่างๆ
สำหรับภาคการผลิตและการส่งออกนั้น ล่าสุดกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานตัวเลขช่วง 5 เดือน พบว่ามีการผลิตทั้งสิ้น 3.14 แสนคัน ลดลง 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป หรือ ซีบียู ในช่วง 5 เดือนมีจำนวนทั้งสิ้น 1.99 แสนคัน ลดลง 37%
ทั้งนี้ การประเมินการผลิตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในปีนี้ของโตโยต้า ที่เชื่อว่าจะสูงกว่า 1 ล้านคัน เป็นการมองที่สวนทางกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งล่าสุดนางเพียงใจ แก้วสุวรรณ ประธานกลุ่ม ได้ประกาศปรับลดเป้าการผลิตลงอีก 1.4 แสนคัน เหลือ 9.4 แสนคัน ลดลง 32% จากปีที่แล้วที่ทำได้ 1.39 ล้านคัน
เดินหน้าลุยตลารถดดูแลสวล.
นายโซโนดะ ซึ่งเพิ่งโยกย้ายจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย ไปรับตำแหน่งใน TMAP และ TMAP-EM กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจของโตโยต้าในไทยในอนาคต จะเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นแนวนโยบายของโตโยต้าที่ต้องการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และการประหยัดพลังงาน รวมถึงยังเป็นทิศทางของอุตสาหกรรมโลกอีกด้วย โดย TMAP และ TMAP-EM จะเดินหน้างานวิจัยและพัฒนา และให้การสนับสนุนกิจการของโตโยต้าประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
แนวทางการพัฒนาของโตโยต้าในไทย เช่น รถไฮบริด ซึ่งขณะนี้เตรียมพร้อมเปิดตัวรุ่นแรกที่ผลิตในประเทศคือ คัมรี่ ไฮบริด ส่วนในอนาคต จะมีรถใดเพิ่มอีกหรือไม่ต้องรอดูความเหมาะสมในหลายๆ ด้านก่อน นอกจากนั้นก็จะพัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกให้มากขึ้นในอนาคต เช่น ก๊าซธรรมชาติ หรือ CNG เชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ BIO fuel ปัจจุบัน โตโยต้า จำหน่ายรถยนต์เครื่องยนต์ CNG ในประเทศแล้วคือ โคโรลล่า อัลติส สำหรับบุคคลทั่วไป และ ลีโม สำหรับตลาดแท็กซี่
Tags : โตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย)

ความคิดเห็นที่ 3
= = , 5 กรกฎาคม 2552 17:34
***อย่างไงก็ขายได้อ่ะครับดูแค่จากบ้านถ้าหากคนไทยเริ่มมีที่ดินและบ้านสินค้าต่อไปก็คงเป็นรถยนต์ส่วนเรื่องโลจิสติกนั่นหลายคนก็คงคิดว่าจะมีคนใช้น้อยลงแต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอหรอกครับเพราะเนื่องด้วยเส้นทางเดินรถในตัวเมืองและเส้นทางรอบนอกประกอบกับความเร็วในการเนทางที่วิ่งเร็วจริงๆก็140แต่ในรถไฟจะสามารถวิ่งได้ถึง200และผ่านจุดสำคัญเป็นส่วนใหญ่และต้นทุนการทำโลจิสติกมันควรจะทำตั่งกะ10ปีที่แล้วแต่ด้วยความคิดเสี่ยที่สนับสนุนค่ายรถยนต์มากไปมั้งครับเลยไม่คิดว่าโลจิสติกมันไม่ใช่แค่ขนโดยสารคนแต่เป็นการจัดระเบียบสินค้าในประเทศทุกชนิดรวมทั้งกระจายออกขายในตลาดอีกด้วยเพราะลองคิดดูสินค้าทุกชนิดไม่เปมือนกันและใช้บริโภคเป็นฤดูกาลอย่างเครื่องมือประกอบบ้านที่ทุกๆหน้าฝนหรือก่อนคนส่วนนองเมืองจะใช้เยอะทำให้จุดผลิตที่น่าจะอยู่ที่สระบุรีมั้งครับโดยอะไหล่มาจากอยุธยาแล้วพักฐานรอการสั่งซื้อตามห้างใหญ่ๆทั่วประเทศพอเมนูมาก็แค่ใส่รถซึ่งราคาจากแหล่งผลิตและต้นทุนในการขนส่งถูกก็แค่นำไปส่งที่สถานีต่างๆทั่วประเทสล้วก็ให้รถจากนายทุนขนไปอีกทีหากถึงจะมีรถกันทุกบ้านแต่การที่จะวิ่งจากไกลๆมาซื้อแหล่งผลิตก็ราคาใกล้เคียงกันอยู่ดีและจะเกิดค่าเสื่อมราคากับรถบรรทุกอีกด้วยและสินค้าก็ไม่รู้ว่าจะขาดจะเกินอีกก็ทำให้ซื้อจากใกล้บ้านอยู่ดีเพราะราคาแทบไม่ต่างและสินค้ามีเยอะกว่าวิ่งรอบจังหวัดเพื่อซื้อสินค้าชนิดเดียวอีก อันนี้ก็เป็นรายได้ส่วน1ก็อย่างที่เคยเห็น EMSรถไปรษณียยังคิดเลยว่าทำไมต้องมีเพราะหากมีงานแค่จดหมายฉบับเดียวก็ต้องวิ่งอยู่ดีสู้ไปดักรอรถไฟแล้วโยนเข้าไปกับขบวนรถจะลดเวลาและต้นทุนได้แค่อีกที่ของไปรษณียรับ ข้อความให้ไปดักขบวนรถไฟอันนั้นก็ส่งได้เหมือนกันล่ะและยังกะเวลาได้ดีกว่าอีกด้วย
ความคิดเห็นที่ 2
= = , 5 กรกฎาคม 2552 17:22
***เพราะหากได้มาก็จะเป็นการหลุดจากข้อกำหนดวุ่นวายส่วนของการเดินทางในทันที คงจะใช่อย่างที่คิดมั้งครับเพราะดูแค่รถบัสที่นำเข้าที่ยี้ห้อและที่ผลิตไม่เคยบ่งบอกว่านำมาจากประเทศไหนหรือค่ายรถอะไรก็คือคิดง่ายๆภาษีจากอิเลคทรอนิค ของกินขนมขบเขี้ยว ภาษีเงินได้ประชาชนก็ต้องมาโป๊ะส่วนนี้แทนส่วนเดียวส่วนอื่นช่างมันเพราะจิตศรัทธาเสี่ยน้อยเห็นในข่าวรถบัสที่นำเข้า5ปีก่อนนั่นก็ฝีมือเสี่ยคงได้ค่าศรัทธาเยอะเลยต้องซื้อในราคาแพงและอะไหล่ที่พังง่ายเพื่อจะกระตุ้นยอดอะไหล่ให้กับค่ายรถที่อยู่นอกประเทศไปในตัว หากเอากิจการคืนได้กระตุ้นที่เดียวที่เกี่ยวกับรถก็คงได้มั้งครับเพราะกำไรก็เยอะอยู่แต่ก็ไม่ใช่ช่วงนี้ที่จะไปกระตุ้น และเครื่องยนต์ไฮบริดอะไรนั้นก็พอเข้าใจว่าทำไมเอามาใช้ตอนนี้ไม่ได้มันเกี่ยวโยงถึงธุรกิจทุกส่วนในประเทศด้วยเหมือนกันเท่าที่คิดมั่วๆเอาเครื่องยนต์นั่นก็เป็นอไหล่ส่วน1ในเตาปฎิกรนิวเครียเท่านั้นเองซึ่งต้องใช้ไฟจำนวนมากมาเผาเหล็กให้ได้เหล็กเนื้อดีหรือเผาหินบางชนิดให้เล็กลงแล้วนำมาผสมทำยาฆ่าแมลงหรือผลิตภัณฑ์ที่สินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากธรรมชาติคงใช่มั้งครับ
ความคิดเห็นที่ 1
= = , 5 กรกฎาคม 2552 17:13
***แล้วสถาบันการเงินยึดบอร์ด ขสมก.ได้หรือยังอ่ะครับเพราะหากทำได้ก็คงหมดความวุ่นวายเรื่องที่ค่ายรถที่ผู้ประกอบการจะมาวุ่นวายในการกำหนดกฎหมายนู้นนี่เพื่อกำไรมั้งครับแนวการตลาดชนิดใหม่ที่สามารถกระตุ้นได้ก็มีโดยที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับกฎหมายก็มีแต่เขาก็คงต้องหาวิธีคิดกันเอง เพราะดูแล้วเขายังมีความต้องการในเรื่องกำไรที่อยากได้แต่ส่วนเดียวอยู่ถนนหนทาง ภาษีรถ การจัดเก็บค่าทางด่วนหรืออะไรต่างๆล้วนแต่ก็ต้องให้มี