กรุงเทพธุรกิจ

ad a1

ยานยนต์

วันที่ 27 พฤษภาคม 2552 01:00

ยานยนต์-ชิ้นส่วน เลือดยังไม่หยุดไหล

TOOLS
คอลัมน์อื่นๆ

ส.อ.ท.เล็งทบทวนเป้าผลิตรถยนต์

อุตฯ ยานยนต์ - ชิ้นส่วน บอกตรงกันว่า สัญญาณคำสั่งซื้อเริ่มดีขึ้น แต่ไม่ดีพอที่จะทำให้ธุรกิจเป็นบวก ปีนี้จึงยังคงเห็น 3 ธุรกิจเผชิญภาวะติดลบ ทำได้อย่างดีแค่เพิ่มชั่วโมงทำงาน ยังไม่เรียกแรงงานกลับ

ถาวร ชลัษเสถียร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วน และอะไหล่ยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) บอกว่า อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ยังคงชะลอการผลิต เพราะกำลังซื้อยังไม่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นมากนัก เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นที่มีสัญญาณการฟื้นตัวแล้ว

"ในไตรมาสแรกของปี 2552 การผลิตชิ้นส่วนยังคงติดลบประมาณ 30-40% เช่นเดียวกับเดือน เม.ย.ที่ยังติดลบในระดับใกล้เคียงกับไตรมาสแรก"

นอกจากนี้ ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่า สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมาในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้หรือไม่ ดังนั้น จึงยังไม่ได้เตรียมขยายกำลังการผลิต

โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ บรรดาบริษัทชิ้นส่วนได้บริหารต้นทุนและสภาพคล่องด้วยการ สำรองวัตถุดิบลดลงเหลือเพียง 1-2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันความเสี่ยง เพราะไม่ต้องการแบกรับภาระต้นทุนวัตถุดิบในขณะที่ออเดอร์เข้ามาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับความพร้อมของคนงาน ถาวร ระบุว่า อุตสาหกรรมนี้ยังคงพร้อมที่จะขยายกำลังการผลิตหากมีออเดอร์เพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถ รองรับออเดอร์เพิ่มขึ้นได้อีกราว 25%

จะเห็นได้ว่า ที่ผ่านมา โรงงานชิ้นส่วนส่วนใหญ่พยายามที่จะรักษาคนงานที่มีทักษะไว้ โดยจะเลือกปลดคนงานที่เท่าที่จำเป็น ขณะที่คนงานที่เหลือก็จะลดชั่วโมงการทำงานเหลือเพียง 3-5 วันต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ในกรณีฉุกเฉินหากต้องการคนงานเพิ่มขึ้นอีก เขาเชื่อว่าจะสามารถเรียกคนงานที่เลิกจ้างไปแล้วกลับเข้าสู่ระบบได้ เพราะยังมีที่อยู่ติดต่อ

เขายังเชื่อว่า คนงานเหล่านี้ต้องกลับมาแน่นอน เพราะคนงานในกลุ่มอุตสาหกรรมนี้ จะได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง
 "การที่โตโยต้าเรียกคนกลับมาทำงาน 500 คน ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นการเพิ่มชั่วโมงการทำงานที่มี 2 กะให้กลับมาเป็นปกติ จากเดิมได้ลดชั่วโมงทำงานเหลือเพียงกะเดียว ขณะที่ปีนี้ยอดขายของโตโยต้า ตั้งเป้าไว้เพียง 6 แสนคัน กลุ่มชิ้นส่วนจึงยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นหรือไม่"

วอนรัฐช่วยเพิ่มผลผลิต
 เขากล่าวต่อว่า ภาคอุตสาหกรรมต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วย เพิ่มผลผลิต (Productivity) รองรับการแข่งขันที่จะมีขึ้นในอนาคต ที่ผู้สั่งซื้ออาจจะมุ่งไปหาแหล่งผลิตที่ถูกกว่าในบางสินค้า โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเริ่มเรียนรู้ที่จะผลิตชิ้นส่วนในมาตรฐานเท่าเทียมกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในไทย โดยเฉพาะช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นช่วงของการแสวงหาแหล่งต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า

ที่ผ่านมา ภาครัฐยังแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด โดยเฉพาะโครงการชะลอการเลิกจ้างงานของกลุ่มอุตสาหกรรมที่เคยเสนอภาครัฐไปว่าต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือทางการเงินให้กับโรงงาน เพื่อนำไปอบรมคนงานรับเศรษฐกิจฟื้นตัว เป็นเงินเฉลี่ย 5,000 บาทต่อคน เป็นเวลา 6 เดือน

แต่ภาครัฐกลับเลือกที่จะช่วยเหลือในแนวทางอื่น ได้แก่ การประกันการว่างงาน เช็คช่วยชาติ และโครงการต้นกล้าอาชีพ โดยเฉลี่ยกลุ่มคนตกงานจะได้รับเงินจากภาครัฐถึง 3 หมื่นกว่าบาท จูงใจให้คนงานอยากจะออกจากงาน สวนทางกับการพยุงอุตสาหกรรมระบบ เพื่อรองรับการผลิตในอนาคต

เล็งถกผู้ประกอบการรื้อเป้าผลิต
 ขณะที่ สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกและเหรัญญิก กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ (ส.อ.ท.) กล่าวถึง อุตสาหกรรมรถยนต์ว่า กำลังการผลิตรถยนต์ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2552 ยังคงติดลบ โดยเฉพาะไตรมาสแรกของปีนี้ติดลบไปแล้วถึง 46%

แต่กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการสูงขึ้นเล็กน้อย โดยเดือน ม.ค. 2552 กำลังการผลิตอยู่ที่ 32,000 คัน เดือน ก.พ. กำลังการผลิตอยู่ที่ 34,000 คัน และเดือน มี.ค.กำลังการผลิตอยู่ที่ 40,000 คัน

ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจฟื้นกลับมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งหลังของปี 2552 เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในแถบเอเชียน่าจะเริ่มเห็นผล ทำให้กำลังการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น

เขายังระบุว่า แม้อุตสาหกรรมรถยนต์จะปลดคนงานไปแล้วกว่าหมื่นอัตราตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา แต่รายชื่อผู้ถูกเลิกจ้างเหล่านี้จะยังคงอยู่ ทำให้สามารถเรียกกลับเข้าสู่อุตสาหกรรมได้ "สุรพงษ์" เชื่อมั่น

นอกจากนี้ ในเร็วๆ นี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ จะเชิญบรรดาโรงงานประกอบรถยนต์มาประเมินสถานการณ์การผลิต การจ้างงาน สต็อกสินค้าและวัตถุดิบ รวมไปถึงคำสั่งซื้ออีกครั้ง เพื่อประเมินว่าจะยังคงยืนเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในปีนี้ไว้ที่ 1.8 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 5.9 แสนคัน และการผลิตเพื่อป้อนตลาดในประเทศ 4.8 แสนคัน ไว้หรือไม่

เครื่องใช้ไฟฟ้าแนวโน้มฟื้นตัว
 ด้าน ดร.ขัตติยา ไกรกาญจน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. บอกว่า สัญญาณการฟื้นตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มฟื้นตัวกลับมา โดยในเดือน เม.ย.ยอดการส่งออกติดลบน้อยลงเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. สถานการณ์ยิ่งดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่ยอดส่งออกติดลบมากถึง 30%
 "การส่งออกในเดือน มี.ค. ติดลบเพียง 26% เนื่องจากตลาดหลักในเอเชีย เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจึงมีคำสั่งซื้อเข้ามา"

อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งซื้อจะเริ่มเข้ามาแต่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ ยังคงต้องเผชิญกับปัญหาขาดสภาพคล่อง ขณะที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ทันท่วงที ทำให้มีโรงงานหลายแห่งเริ่มปิดกิจการไป หรือบางแห่งหาทางออกด้วยการลดการจ้างงานไปแล้วกว่า 2 หมื่นคนทำให้เกรงว่า เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ คำสั่งซื้อเริ่มกลับมา โรงงานเหล่านี้จะไม่สามารถตอบสนองกับคำสั่งซื้อที่กลับมาได้

"บางโรงงานสามารถแบกรับสภาพคล่องได้ก็อยู่รอดได้ แต่ก็มีโรงงานหลายแห่งเริ่มปิดตัวลง เพราะขาดสภาพคล่อง
 การปลดคนงานจำนวนมาก หากเศรษฐกิจฟื้นตัวเต็มที่ มีออเดอร์เข้ามา เกรงว่าจะทำให้โรงงานเหล่านี้เสียโอกาส ไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะผลิตได้ตรงตามคำสั่งซื้อ"

เขาบอกว่า หลายโครงการที่ภาครัฐเริ่มมีแนวคิดจะเข้ามาช่วยเหลืออุตสาหกรรมนี้ ล้วนเป็นประโยชน์และช่วยพยุงอุตสาหกรรมนี้ให้อยู่รอดได้ แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรม อาทิเช่น

การชะลอส่งเงินคืนประกันสังคม โครงการลดภาษีมุมน้ำเงิน การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการยื่นคำขอแต่ไม่ถึงขั้นอนุมัติเงินกู้

"อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสาขาที่ภาครัฐไม่ควรเพิกเฉยและปล่อยให้ล้มไป เพราะมีการจ้างงานถึง 5 แสนอัตรา มีมูลค่าส่งออกในปีที่ผ่านมากว่า 1.6 ล้านล้านบาท
 ปีนี้คาดว่าจะติดลบถึง 20% เท่ากับรายได้เข้าประเทศ หายไปประมาณ 3 แสนล้านบาท หากภาครัฐไม่เข้ามาช่วยเหลือ จะส่งผลไปถึงปี 2553 ผู้ประกอบการจะต้องขาดศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศอื่น"

 

Tags : ชิ้นส่วนยานยนต์

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1

อยากให้ รถ KIA และ HYUNDAI เข้ามาทำ ตลาดในประเทศไทย แบบใน อเมริกา ราคาถูกกว่า รถญี่ปุ่นนิดหน่อย พร้อมประกัน 10 ปี ศูนย์บริการเยอะ ๆ หน่อยนะ รับรองลูกค้าเพียบ เหมือนใน อเมริกาแน่

ร่วมแสดงความคิดเห็น







*** ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็ปไซต์ ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้ เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง ซึ่งการลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

advertisement

advertisement