เหมือนฝันแต่ไม่ใช่ฝัน... หลังเก็บสะสมชั่วโมงการพักผ่อนบนเครื่องบินแอร์บัส เอ 360 ของสายการบินไทย พร้อมอาหารเช้าแบบจัดเต็มก่อนล้อจะแตะรันเวย์สนามบิน นานาชาติ Leonardo da Vinci ในช่วงเช้าตรู่ ไม่นานฉันก็มายืนอยู่ต่อหน้าสถาปัตยกรรมทรงกลมที่แหว่งเว้าไปตามกาลเวลา ทว่ายังคงความยิ่งใหญ่ในสถานะ ‘สัญลักษณ์แห่งกรุงโรม’

เช้าแรกในมหานครที่รุ่มรวยไปด้วยร่องรอยอารยธรรม สนามกีฬาอายุร่วม 2,000 ปี โคลอสเซียม (Colosseum) คือหมุดหมายแรกที่รองเท้าบูธคู่โปรดได้ทำหน้าที่อย่าง แข็งขัน ฉันเดินมาหยุดในจุดที่สามารถมองเห็นอัฒจันทร์ฟลาเวียน เส้นรอบวง 527 เมตร สูง 57 เมตร ได้เต็มตา นึกย้อนไปในยุคที่สถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสังเวียนการต่อสู้ อันดุเดือดเพื่อเป้าหมายที่คนในโลกยุคใหม่ไม่อาจเข้าถึง

แต่ไม่ว่าจะมองในมุมไหน สิ่งที่ยังหลงเหลือก็คือความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ โคลอสเซียมเริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และ สร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 ใช้เวลาเพียง 10 ปี ซึ่งถือว่าไม่นานเลยเมื่อเทียบเทคโนโลยีในยุคนั้นและขนาดอันมหึมาสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000 คน

ว่ากันว่าด้วยการออกแบบที่ชาญฉลาดได้สร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้บรรยากาศการต่อสู้อันเข้มข้น ตลอดจนมีการออกแบบทางระบาย น้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆ ในปัจจุบัน และนั่นทำให้โคลอสเซียมได้รับเลือกให้เป็น 1 ในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ยุคใหม่

ถึงกระนั้น กรุงโรมใช่ว่าจะมีแต่ซากอิฐหินปรักหักพัง จากโคลอสเซียมหากเดินไปตามทางสู่แหล่งโบราณอื่นๆ จะพบเห็นการแสดงของศิลปินเปิดหมวก ทั้งวาดภาพ เล่น ดนตรี และที่แต่งตัวมาให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูป สร้างสีสันเติมความมีชีวิตชีวาให้กับเมืองที่ดูขรึมขลังได้อีกหลายเท่า

เดินเพลินๆ ไม่นานเราก็มาถึง โรมันฟอรัม (The Roman Forum) ศูนย์กลางย่านการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรมโบราณ เชื่อว่าสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 900 ปี แต่หลังจากจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม ที่พอจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ได้แก่ ซุ้มประตู ‘เซปติมุส เซเวอรัส’, โบสท์แซทเทิร์น, บ้านแห่ง เวสทอล, โบสท์แอนโนนินุสและฟอสตินา และซุ้มประตูแห่งติตุส
  • 1
  • 2
  • 3
  • 4
  • 5
  • 6
  • 7
แม้จะเพิ่งผ่านไปได้แค่เพียงไม่กี่แห่ง แต่คำกล่าวที่ว่า “กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว” ก็ปรากฎชัด ฉันหยิบสถานที่ในลิสต์มาไล่เลียง และเลือกที่จะไปเช็คอิน จุดหมายยอดนิยมอย่าง น้ำพุเทรวี่ (The Trevi Fountain) ที่ซึ่งได้ยินชื่อเสียงมานานทั้งในเรื่องความสวยงามของสถาปัตยกรรม และความเชื่อเรื่องคำอธิษฐาน

น้ำสีฟ้าใสที่มีฉากหลักเป็นรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) และ ตัวอาคารหลักฝีมือสถาปนิก Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 โดดเด่นอยู่ท่ามกลางคลื่น นักท่องเที่ยว เคยได้ยินว่า เมื่อมาถึงที่นี่ สิ่งที่ไม่ควรพลาดคือการอธิษฐานแล้วหันหลังโยนเหรียญข้ามไหล่ซ้ายลงไปใต้น้ำพุจะได้กลับมากรุงโรมอีกครั้ง แต่ด้วยความที่ เกรงว่าจะเพิ่มภาระในการทำความสะอาดให้กับเจ้าหน้าที่ โอกาสนี้เลยขอแค่อธิษฐานไว้ในใจ... เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 ทว่ายังคงรักษาเอกลักษณ์อันโดดเด่น นั่นคือ การออกแบบโดมด้านบนที่น่าทึ่ง กระทั่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ไมเคิลแองเจลโลนำไปใช้ในการออกแบบหลังคาโดมของโบสถ์ St. Peter's แห่งวาติกัน

ไม่น่าแปลกที่นักท่องเที่ยวยังคงหลั่งไหลไปชมวิหารแห่งนี้แม้แสงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว สำหรับฉัน...ค่ำคืนนี้คงฝันถึงอื่นใดไปไม่ได้ นอกจาก ‘วาติกัน’

……………..............

เหมือนเป็นคำมั่นกับตัวเองว่า หากมาถึงโรมแล้วไม่ได้ไปวาติกัน ถือว่าพลาดโอกาสสำคัญในชีวิต

เช้าวันฟ้าใส ฉันนั่งรสบัสข้ามประเทศจากโรมสู่นครรัฐที่ถือว่ามีอธิปไตยเป็นของตนเอง นครรัฐวาติกัน (Vatican City) ที่ประทับของพระสันตะปาปา ประมุขสูงสุดแห่ง คริสตจักรโรมันคาทอลิก แม้จะอยู่ห่างจากกรุงโรมแค่ไม่กี่กิโลเมตร และมีพื้นที่โดยรวมเพียง 250 ไร่ แต่วาติกันก็มีครบทุกองค์ประกอบของเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กฎหมาย ตำรวจ เรือนจำ ที่ทำการไปรษณีย์ ธนาคาร สำนักพิมพ์ ฯลฯ

ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้ต้นไม้บางชนิดเหลือเพียงกิ่งก้าน ก่อนจะข้ามสะพานเพื่อเข้าสู่วาติกัน ความสวยงามของทิวทัศน์คือแรงดึงดูดพอๆ กับเสน่ห์อันลึกล้ำของ สถาปัตยกรรมที่เรียงรายอยู่ด้านใน เราเดินอ้อยอิ่งจากถนนใหญ่เพื่อมุ่งหน้าไปชม พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) สถานที่รวบรวมมรดกศิลปะล้ำค่าของโลก ตะวันตกไว้มากที่สุดแห่งหนึ่ง

โบราณวัตถุและข้าวของต่างๆ ที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาจากการสะสมเป็นเวลาหลายร้อยปี การเดินชมในครบจึงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ก็คุ้มค่ากับความ ตระการตาที่ปรากฎในแทบทุกมุมของอาคาร โดยเฉพาะบนเพดานที่ประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมสุดประณีต บางห้องสะท้อนสีทองอร่ามราวกับฉากปราสาทราชวัง ซึ่งความน่าประทับใจทั้งหมดมาส่งท้ายตรงบันไดวนใกล้ทางออก เมื่อมองลงมาจากด้านบนจะเห็นบันไดหมุนเกลียวไล่ระดับครบทุกชั้นอย่างสวยงามกลายเป็นสัญลักษณ์ ของที่นี่ไปโดยปริยาย

ภายในนครรัฐวาติกันยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งที่ใส่เครื่องหมายดอกจันว่าต้องไปชมให้ได้ นั่นคือ วิหารเซนต์ปีเตอร์ (St.Peter’s Basilica) หรือมหาวิหารนักบุญเปโตร ออกแบบโดย ‘ไมเคิลแองเจลโล’ จิตรกร สถาปนิก และประติมากรชื่อดังชาวอิตาเลียน สถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองซ์ที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 150 ปี เต็มไป ด้วยรายละเอียดทางศิลปกรรมที่หากจะชมให้ครบถ้วนคงต้องใช้เวลาละเลียดกันเป็นวัน

แต่ด้วยความที่เกรงว่าจะค่ำมืดไปเสียก่อน เราจึงตัดใจไปต่อยังที่หมายในการเข้าถึงรสชาติแห่งโรม ...เช่นเดียวกับสำนวนที่ว่า When in Rome, do as the Romans do. หากไม่ได้ลิ้มลองอาหารพื้นเมืองอย่างพิซซ่าต้นตำรับจะนับว่ามาถึงกรุงโรมได้อย่างไร หมุดหมายสุดท้ายของวันจึงไปหยุดอยู่ที่ร้าน Pizzeria Da Baffeto ร้านอาหาร อิตาเลียนที่ไม่ได้มีดีแค่พิซซ่าแต่ยังจัดเต็มทั้งพาสต้าและอีกหลายเมนูในบรรยากาศสบายๆ ชิมไปชมสีสันของเมืองไป ไม่ต่างจากฉากชีวิตร่วมสมัยที่ขึงด้วยฉากหลังของ ประวัติศาสตร์

ถึงตอนนี้ ฉันรู้สึกราวกับว่า...นี่คือความฝันในยามตื่น คือความรื่นรมย์ของคนที่หลงใหลอดีตพอๆ กับหลงรักปัจจุบัน