
|

|

|


|

|

|

สุขกาย
พาร์กินสัน สั่นสั่งได้
กานต์ดา บุญเถื่อน
แม้อุบัติการณ์ของโรคพาร์กินสันจะน้อยเพียง 4.5 -19 คนต่อประชากร 1 แสนคน แต่ใครจะรู้ว่าคุณอาจเป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระยะหลังสถิติผู้ป่วยมีแต่จะสูงขึ้น และเป็นโรคที่ป้องกันไม่ได้ รักษาไม่หาย อย่างดีได้แค่ประคับประคอง
ผศ.นพ.รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน และกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มขึ้น มักพบในผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มักมาพบแพทย์ด้วยอาการสั่นที่มือ โดยเฉพาะที่ปลายนิ้วขณะที่มืออยู่เฉยๆ
"สาเหตุของโรคพาร์กินสัน เกิดจากการเสื่อมและตายลงของเซลล์ ในส่วนของซับสแตนเชีย ไนกรา ซึ่งทำหน้าที่ผลิตสารโดปามีนในสมอง สำหรับสั่งการเคลื่อนไหวของร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคพาร์กินสัน กล่าว
การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันให้ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มมีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วย มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ตั้งแต่อาการของโรคยังน้อยอยู่ ซึ่งแพทย์จะอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก ก่อนใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการ สำหรับผู้ที่มีประวัติไม่ระบุชัดเจนว่าเป็น
แพทย์ใช้มาตรฐานของ UKPDBBCDC วินิจฉัยทางคลินิกว่าผู้ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันหรือไม่ ถ้าผู้ป่วยอาการตรงตามมาตรฐานดังกล่าว อย่างน้อย 2 ใน 4 โอกาสที่จะได้รับคำวินิจฉัยถูกต้อง ว่าเป็นโรคพาร์กินสันจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 60-70 เช่น อาการเคลื่อนไหวช้า อาการเกร็งกล้ามเนื้อ อาการสั่นขณะมือหรือขาอยู่เฉย มีปัญหาเรื่องการทรงตัว เป็นต้น
การรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน แพทย์มักเริ่มด้วยการให้ยากิน เพื่อปรับให้สารโดปามีนเพิ่มขึ้นในระบบประสาท และเพิ่มความสามารถ ในการเคลื่อนไหวของผู้ป่วย ให้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งระยะ 2-5 ปีหลังการวินิจฉัยผู้ป่วย มักมีการตอบสนองต่อยาที่ค่อนข้างสม่ำเสมอตลอดวัน
ระยะต่อมาหรือหลังที่ผู้ป่วยมีอาการของโรคพาร์กินสันมาอย่างน้อย 8 ปี ผู้ป่วยมักจะต้องการเพิ่มปริมาณยา เพื่อควบคุมอาการสั่นที่เกิดขึ้น แพทย์อาจเพิ่มจำนวนครั้งการกินยาให้ถี่ขึ้นจากเดิมวันละ 3 ครั้งเป็นวันละ 4 ครั้ง
ยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 10 ชนิด หากชนิดแรกยังไม่ได้ผล แพทย์จะเปลี่ยนให้เหมาะกับร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งหากการรักษาด้วยยาก็ยังไม่สามารถควบคุมอาการสั่น แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป หัวหน้าศูนย์รักษาโรคพาร์กินสัน กล่าว
ดร.นพ.ศรัณย์ นันทอารี ศัลยแพทย์สมองและประสาท สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสัน เป็นการฝังอุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าออกมา กระตุ้นที่ระบบสมอง ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือที่เรียกกันว่าดีบีเอส (deep brain stimulation) ปัจจุบันได้รับอนุญาต จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ให้เป็นการรักษาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ที่มีอาการไม่ตอบสนองต่อยา
การรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1 แสนกว่าบาท เนื่องจากเป็นอุปกรณ์นำเข้า แต่ผลที่ได้คือ สามารถควบคุมอาการสั่น หรือยุกยิกของผู้ป่วยได้ในระยะยาว ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดการให้ยาในแบบเดิมได้มากถึงประมาณ 60% ในบางรายสามารถกลับไปทำงานประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ ศัลยแพทย์สมองและประสาท กล่าว
อุปกรณ์ถูกฝังยังบริเวณไหปลาร้าผู้ป่วย จะคล้ายกับที่ใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจคือมีแบตเตอรี่ และสายไฟขนาดเล็กสำหรับส่งคลื่นไฟฟ้าอ่อนๆ ขนาด 3-3.5 โวลต์ คอยกระตุ้นสมองที่ทำหน้าที่ บังคับการเคลื่อนไหวของร่างกาย ให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ป่วยเคลื่อนไหวได้คล่องตัว
ที่ผ่านมา โรงพยาบาลศิริราชฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รักษาผู้ป่วยพาร์กินสันไปแล้วกว่า 90 ราย โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 3-4 วัน และยังไม่พบผลข้างเคียง สามารถควบคุมอาการยุกยิกหรือสั่นให้เป็นปกติขึ้น ลดปริมาณยาที่กินอยู่ได้ 25-60% และมี 5%ที่สามารถหยุดกินยาได้
อายุการใช้งานของอุปกรณ์ สามารถฝังไว้ในร่างกายได้ในระยะยาว โดยแบตเตอรี่มีอายุใช้งานได้ประมาณ 3-5 ปี ถึงผ่าตัดเปลี่ยนอุปกรณ์ครั้งหนึ่ง และมาพบแพทย์ตามนัดเป็นระยะ เพื่อดูผลและตั้งค่าความถี่ ในการส่งคลื่นสัญญาณไฟฟ้าที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัดต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ที่ทำการรักษา อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกรายที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรงพอ ที่จะทำการผ่าตัดหรือผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 80 ปีโดยมีอาการหลงลืม หรือโรคประจำตัวอื่นควบคู่อยู่ด้วย ศัลยแพทย์สมองและประสาท สาขาวิชาประสาทศัลยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าว
ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศ กำลังวิจัยการรักษาพาร์กินสันด้วยการนำสเต็มเซลล์ มาสร้างเซลล์ในส่วนของซับสแตนเชีย ไนกรา บางกลุ่มได้พัฒนาแผ่นแปะที่ผิวหนังทดแทนการกินยา ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่มากก็น้อย
ก่อนหน้านี้ แพทย์ใช้วิธีการรักษาด้วยการจี้ทำลายด้วยความร้อน สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา โดยเจาะรูที่กะโหลกศีรษะแล้วสอดอุปกรณ์เล็กๆ ผ่านเนื้อสมองเข้าไปที่ทาลามัส หรือโกลบัสพาลลิดัส หลังจากนั้นจะปล่อยพลังงานความร้อน ผ่านปลายอุปกรณ์ไปจี้ทำลายเนื้อสมองที่อยู่รอบเป็นจุดเล็กๆ
ผลของการรักษาด้วยการนำความร้อนมาจี้คือ เป็นวิธีการรักษาเพียงระยะสั้น และรักษาได้เฉพาะสมองข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถจี้ที่สมองทั้งสองข้างได้ เนื่องจากเซลล์สมองจะถูกทำลายมากเกินไป ทำให้พูดคุยได้ลำบาก ไม่มีเสียง สติปัญญาลดลง แต่ค่ารักษาถูกกว่าการผ่าตัดฝังอุปกรณ์
การรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใดที่ทำให้หายขาดได้ เมื่อผู้ป่วยเป็นโรคดังกล่าวแล้วจะต้องเป็นตลอดไป ทางการแพทย์ในตอนนี้ทำได้เพียง ให้ยาหรือผ่าตัดเพื่อควบคุมอาการยุกยิก หรืออาการสั่นได้เท่านั้น ศัลยแพทย์สมองและประสาท ศิริราชพยาบาล กล่าว<< back |

|