วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2551








เรื่องจากปก
อยู่กับมะเร็งที่'อโรคยศาล'




สุขกาย
ทิเบตบำบัด เภสัชพันธุศาสตร์แบบดั้งเดิม


เฮลธ์ไลน์
เทคนิคใหม่ฝังเลนส์แก้สายตาสั้นเบ็ดเสร็จ




รหัสชีวิต
ท้าทายอย่างตื่นรู้


Happiness
หัวจิตหัวใจของผู้หญิง


ขีดเส้นใต้
สร้างสุขจากใจ


พักใจ
รอ...เพื่อภาพงามๆ


Fusion life
พื้นฐาน 4 ข้อในชีวิตทำงาน




เรียนไม่รู้จบ
สื่อสารด้วยสติ


เติมช่องว่าง
เติมช่องว่าง


จับใจ
เข็มทิศชีวิต 16


สมองยกกำลังสอง
เครื่องคิดเลข อุปกรณ์บั่นทอนสมอง







อยู่กับมะเร็งที่ 'อโรคยศาล'

ชัยณรงค์ กิตินารถอินทราณี

ถ้าคุณป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย แล้วมีคนบอกว่า "หายหรือตายไม่สำคัญ ขอให้ชีวิตมีความสุข" แค่นี้คุณก็รู้สึกอบอุ่นใจ อโรคยศาลในจังหวัดสกลนคร คืออีกทางเลือกแบบองค์รวม ในการรักษาโรคร้าย ตามแนวคิดของพระอาจารย์ปพนพัชร์

บางครั้งบางคราวสิ่งที่คนเราไม่คาดคิดอย่างโรคภัยไข้เจ็บ ก็มักมาสะกิดเรียกแบบไม่ทันตั้งตัว อย่างใครต่อใครหลายคนที่ถูก 'โรคมะเร็ง' คร่าชีวิตไปอย่างปัจจุบันทันด่วน

เป็นที่รู้กันดีว่า สังคมไทยมีอัตราเสี่ยงเกี่ยวกับโรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสถิติล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุชัดเจนว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละกว่า 5 หมื่นราย ในขณะที่ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ในปัจจุบันนี้ อัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ในภูมิภาคเอเชียอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านคนต่อปี และคาดว่าอาจเพิ่มขึ้นไปเป็น 6.4 ล้านคน ภายในปี 2030 ซึ่งในทางการแพทย์ต่างก็ได้พยายามหาทาง ที่จะยับยั้งมหันตภัยร้ายนี้ทุกวิถีทาง แต่ก็ทำได้เพียงทุเลาอาการ เพื่อประวิงเวลาเท่านั้น

'การแพทย์ทางเลือก' จึงกลายมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการรักษา ถึงแม้ว่าภาพลักษณ์ ของ 'ยาหม้อ' ออกจะดูติดลบในหมู่แพทย์ยุคใหม่ แต่ที่วัดคำประมงใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ไม่ได้คิดแบบนั้น

'ทางเลือก' ทางรอด

ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ปพนพัชร์ จิรธัมโม เจ้าอาวาสวัดคำประมง เคยอาพาธด้วยโรคมะเร็งในโพรงจมูก ท่านลองหาวิธีรักษามาแทบทุกประเภท แต่ก็ไม่ได้ผล จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้ลุกขึ้นมาใช้ 'จิต' และ 'สมุนไพร' เป็นเครื่องบรรเทา

"อาตมา ทรีเมนต์ยามาทุกขนานแล้ว แต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลย ปวดอยู่ตลอดเวลา จนเช้ามืดวันหนึ่ง เราก็ลุกขึ้นมาใช้สมาธิช่วย นั่งสมาธิตั้งแต่ตี 3 ถึง 6 โมงเช้า แล้วก็ต้มสมุนไพรดื่มบรรเทาอาการ ก็พบว่ามันได้ผล เรากินข้าวได้ หายใจสะดวกขึ้น มีเรี่ยวแรง จากนั้นก็เลยศึกษาเกี่ยวกับตำรับยาต่างๆ เรื่อยมา"

ทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจนอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ญาติโยมทราบข่าวจึงพากันมาพึ่งสูตรยา พึ่งการบำบัดทางจิตกันมากมาย จนเกิดการตั้งอโรคยศาล เพื่อใช้เป็นที่พึงพิงของผู้ป่วยเรื่อยมา

คำว่า อโรคยศาล มีความเป็นมาจากอารยธรรมขอม โดยมีปรากฏหลักฐานตามบันทึกว่า ในยุคสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น มีการเกณฑ์ผู้คนมากมาย ในการสร้างปราสาทวิหาร การก่อสร้างก็ใช้ระยะเวลาในการสร้างยาวนานหลายสิบปี ผู้คนมากมายต่างก็ล้มป่วยด้วยโรคต่างๆ นานาชนิด จึงเกิดความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้ามีการก่อสร้างปราสาทต่างๆ ให้จัดทำสถานที่อภิบาล บำบัดรักษาผู้ป่วยก่อน ซึ่งสถานที่นี้เรียกกันว่า อโรคยศาล เพื่อให้ผู้คนหายจากอาการเจ็บป่วย และมีเรี่ยวแรงในการสร้างปราสาท สร้างวิหาร ให้สำเร็จต่อไป...

"อโรคยศาล จึงเป็นสถานที่ทำการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งแบบองค์รวม คือผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนไทย (สมุนไพร), การแพทย์แบบแผน, การแพทย์แผนจีน (การฝังเข็ม), สมาธิบำบัด, ดนตรีบำบัด, ธรรมะบำบัด, มนตราบำบัด และอาหารเพื่อสุขภาพ" พระปพนพัชร์อธิบาย

ลักษณะการดูแลของอโรคยศาลนั้น ไม่ได้อยู่ที่จะรักษาโรคให้หาย หรือทุเลาเบาบางลงไปแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่สามารถตอบสนอง ความต้องการตามธรรมชาติของผู้ป่วย ที่ต้องการความเข้าใจชีวิต และมีความสุขในช่วงที่เจ็บป่วย ถ้าหากต้องเสียชีวิตก็ขอให้ไปอย่างสุขสงบ โดยอาศัยบุคลากรที่มี 'จิตอาสา' มาเป็นผู้ดูแล โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาที่นี่ มักจะเป็นผู้ป่วยที่เข้าขั้น 'โคม่า' แล้วทั้งนั้น

"การมาอยู่ตรงนี้มีแต่กำลังใจ ไม่เหมือนกับที่โรงพยาบาล ตรงนี้มันจะเป็นธรรมชาติ ใครจะเย็นมา เช้ามา ก็ได้ เพราะเรารู้ว่าเขามาหาเรานั้น หนักแล้ว เราจะทำยังไงให้ความหนักของเขากลายเป็นความเบา ทั้งกายและใจ เบาทั้งจิตและวิญญาณ ผสมผสานกันไป ไม่ใช่ว่าคุณต้องหาอย่างเดียวนะ แต่เราบอกต่อๆ ว่า เราต้องเตรียมตัวตายทุกคน อย่างน้อยนั่งสมาธิตรงนี้ ธรรมะก็จะบอกว่า มา...เรามาเตรียมตัวตายกัน 9 นาทีจากนี้ไป ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เขาก็จะรู้และเข้าใจว่า การเตรียมตัวตาย และการเตรียมพร้อมนั้นเป็นสิ่งที่ดี พอเขาเข้าใจซึมซับแล้วต่อมาอาทิตย์สอง อาทิตย์ หน้าตาที่ไม่เคยยิ้มก็จะยิ้ม มีความสุขแล้ว พอมีความสุข ขณะที่เราเทยา เราก็จะให้ยาตามกระบวนทัศน์ต่างๆ ไม่ใช่ว่าจะมีหม้อเดียวนะ ยามีตั้งหลายตัว ซึ่งคุณจะต้องจัดสรรให้แต่ละคนแตกต่างกันไป ต้องค่อยๆ ให้ไป"

น.พ.ศิริโรจน์ กิตติสารพงษ์ แพทย์ประจำโรงพยาบาลรักษ์สกล หนึ่งในแพทย์อาสาที่มาช่วยงานวัดนี้ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปี กล่าวเสริมว่า

"ผู้ป่วยมะเร็ง เรารู้ว่าส่วนใหญ่ได้รับการดูแลที่ไม่ได้ดีมาก ผลไม่ค่อยน่าพอใจ ทางเลือกในการรักษามีน้อยเกินไป เพราะในแพทย์ปัจจุบัน มีทางเลือกแค่การผ่าตัด ฉายแสง ให้คีโม ในการรักษาโดยแพทย์ทางเลือก ก็ยังไม่มีที่ไหนรักษาคนไข้แบบองค์รวม เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล ก็คือ ให้ยา ฉายแสง ให้คีโม ไม่มีใครเชื่อมโยงทางด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยหนัก มักจะมีปัญหาของจิตด้วย

การรักษาที่นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติบำบัด วิธีการทุกอย่าง คือ เซลล์มะเร็งโดยทฤษฎีไม่มีใครรู้ว่าเกิดขึ้นยังไง แต่จริงๆ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยแน่นอน เพียงแต่ว่าการเกิดในแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนจะหายป่วยคือคนที่สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ใช่ใช้ยาจนหาย เพราะมะเร็งมันเกิดขึ้น ด้วยพฤติกรรมส่วนตัวของผู้ป่วยเป็นผู้กระทำ

เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายป่วย ต้องหาวิธีการดูแลตัวเอง แต่ในขณะที่กำลังป่วย เป็นช่วงที่เขาต้องมาศึกษา วิธีการที่จะทำให้หายป่วย หลายคนหายป่วยต่างกัน คุณหมอสำราญที่เป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 อีก 3 เดือนจะตาย เขาก็หายป่วยเพราะรับประทานอาหารบำบัด คือไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่มีไขมัน ก็หายได้ บางคนก็หายจากการนั่งสมาธิ บางคนหายจากการที่เขาได้ปล่อยตัวปล่อยใจให้สบาย แล้วออกเดินทาง บางคนก็ผสมผสานกัน ทั้งผ่าและวิธีธรรมชาติบำบัดด้วย"

ทำจิตให้นิ่ง เปลี่ยนเซลล์ร้าย

กิจกรรมแรกๆ ที่ผู้ป่วยทุกคนจะปฏิบัติกันเป็นประจำหลังตื่นนอน คือ การนั่งสมาธิ ก่อนจะลุกขึ้นไปทำกิจกรรมส่วนตัวต่างๆ ซึ่งหลักในการรักษา อิงกับทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์

น.พ.ศิริโรจน์ เล่าว่า คนที่สามารถทำจิตตัวเองให้นิ่งได้ จะทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น ทำให้สามารถเปลี่ยนแปลงเซลล์ที่ร้ายให้กลายเป็นดีได้

"การรักษาที่นี่ จึงไม่ใช่การฆ่ามะเร็ง แต่เปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นดี ด้วยตัวของเขาเอง เซลล์ที่เราเห็นเป็นก้อนใหญ่ๆ นั่นเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาเองจากพฤติกรรมที่ผิด ก็ไปเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ แนวการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ บางคนเริ่มด้วยศรัทธาอยากหาย ก็มาหา เพราะคิดว่าที่นี่น่าจะมียาดี เขาไม่เคยชินกับระบบที่ทำให้ตัวเองมีความเข้มแข็งขึ้น แล้วก็ค่อยๆ หายไป"

เครื่องมือที่ใช้จึงเป็นเพียงความศรัทธา สมาธิ และสมุนไพร เป็นสิ่งหนุนเสริมกัน

"เราต้องไม่ต้องสนใจว่ากินยาหม้อแล้วจะหาย เรื่องการกำหนดลมหายใจ การใช้ออกซิเจน การใช้อุณหภูมิในการอบไอน้ำ ในทางการวิจัยอาการป่วยจะดีขึ้น หรือเซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัวน้อยลง เมื่อเรามีออกซิเจนมากขึ้น หรืออุณหภูมิสูงขึ้น หรือรับประทานอาหารที่เป็นด่าง มีจิตใจที่สงบ ก็คือเอาทุกวิธีการของแพทย์ทางเลือกมารวมกัน

ที่นี่มีสมาธิบำบัด สมุนไพรบำบัด ดนตรีบำบัด วารีบำบัด อบไอน้ำ หรือการฝึกลมหายใจแบบชี่กง โดยได้รับความร่วมมือ จากสมาคมชี่กงแห่งประเทศไทย ส่งคนมาอบรมให้ ทุกคนที่มาอยู่จะได้รับการดูแลแบบองค์รวม ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น ได้รับการปรับอาหารตามธาตุของร่างกาย เพื่อจะหายได้ด้วยตัวเอง เพราะตรงนี้เขาต้องกลับไปอยู่บ้าน ไปใส่บาตรต่อ มันก็จะต่อไปยังคนอื่นได้ ก็สามารถดูแลลูกหลาน สอนเพื่อนบ้าน ให้ดูแลสุขภาพของตัวเอง" น.พ.ศิริโรจน์กล่าว

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา อโรคยศาลมีผู้มาเข้ารับการรักษากว่า 600 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยผลลัพธ์ที่ออกมานั้นพบว่า ถ้าหากผู้ป่วยสามารถรับประทานยาต้มได้ตามกำหนด มีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดได้มากขึ้น กว่าร้อยละ 70-80 ส่วนการประเมินผลเชิงลึก อยู่ในระหว่างการเก็บข้อมูล โดยการประเมินผลจากสถิติการจ่ายยา เพื่อการรักษามีจำนวนมากขึ้น ตามสัดส่วนของผู้ป่วยที่รอดชีวิต และหลังจากที่ผู้ป่วยได้เข้ามาบำบัดรักษา ในห้วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็จะติดตามผล

"ปริมาณการตายเราต้องยอมรับว่าอยู่เกณฑ์ที่สูง เพราะคนไข้ที่เข้ามานั้น อาการอยู่ในระยะสุดท้ายแทบทั้งสิ้น อีกทั้งเราเพิ่งเริ่มโครงการนี้มาได้ 3 ปี ซึ่งสถิติในการรักษาก็กำลังอยู่ระหว่างศึกษาวิจัย"

ปรับธาตุให้สมดุล

"ถ้าตายผมก็จะได้ตายกับผ้าเหลืองหลวงพ่อนั่นแหละครับ" คำพูดเปิดอกจาก สำรวย โพธิ์ศรี ที่หอบสังขารวัย 57 ปีจากเกาะสมุย มารักษาที่นี่

เขาตรวจพบมะเร็งที่หลอดเลือดเมื่อหลายปีก่อน เข้ารับการรักษาในรูปแบบต่างๆ ก็ไม่เป็นผล กลับยิ่งทำให้เชื้อร้ายลุกลามแพร่กระจาย จนตัวเองรู้สึกว่ากำลังจะตายทั้งเป็น

"หน้าตาดูไม่ได้เลยครับ บวมมาก หัวจะฉุ เป็นแผลพุพอง หน้าซีกซ้ายก็บวม"

ขณะนอนรอความตายอยู่ในบ้านที่เกาะสมุย เขาได้รู้เรื่องราวของอโรคยศาล ผ่านรายการทีวีรายการหนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะยึดเอาที่นี่เป็นที่สุดท้ายของชีวิต เวลากว่า 100 วันในการรักษาแบบสมาธิบำบัด เขาพบว่าอาการตัวเองเริ่มดีวันดีคืน แผลพุพองต่างๆ เริ่มแห้งและตกสะเก็ด อาการบวมค่อยๆ ลดลง ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้น จุดประกายความหวัง ในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของเขาขึ้นมาใหม่

ปัจจุบัน อโรคยศาล วัดคำประมง เป็นเสมือนโรงเรียน ที่ให้ความรู้แก่เหล่าบุคคลทั่วไป เป็นแหล่งศึกษาและวิจัย เพื่อพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ได้มีคณะบุคคลต่างๆ นักเรียน นักศึกษา แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข จากทั้งในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง ขอเข้าเยี่ยมชมอยู่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อไปในอนาคต พระอาจารย์ปพนพัชร์คิดว่า จะพัฒนาเป็นศูนย์วิจัย เกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกครบวงจร เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็ง ที่ได้ผลมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็ยากในการทำใจเชื่อ

"มันเป็นเรื่องค่อนข้างสวนกระแส และได้รับการต่อต้านค่อนข้างรุนแรง ขณะที่แพทย์กระแสหลัก ไม่สามารถให้คำตอบอะไรกับคนไข้ได้" น.พ.ศิริโรจน์ออกความเห็น ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะ คนไปคิดว่าสมุนไพรเป็นยาออกฤทธิ์ ทั้งๆ สมุนไพรจะถูกใช้เพื่อเป็นตัวปรับธาตุให้สมดุล

ในขณะที่พระปพนพัชร์มองว่า เรื่องหายหรือตายไม่สำคัญ เท่ากับความสุขที่ตัวผู้ป่วยได้รับ

"ตลอดระยะเวลา 3 ปี เราทำงานร่วมกับกระทรวง สำนักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สปสช. หน่วยงานการแพทย์แผนไทย และแผนปัจจุบันมากมาย มันทำงานร่วมกันแบบมีความสุข มาได้ขนาดนี้ เราถือว่ามันรวดเร็วมาก ถึงตอนนี้คงไม่ต้องคิดถึงหายหรือตายแล้ว แต่เราต้องมองถึงจิตวิญญาณว่า เขาต้องอยู่อย่างมีความสุข เราไม่ได้รักษามะเร็ง แต่เรารักษาจิตเขา ตรงนี้สำคัญกว่า เราต้องทำจิตของเขาอยู่กับมะเร็งได้ ขณะเดียวกัน เขาจากเราไป เขาก็สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุข"

<< back









copyright @ NKT NEWS CO.,LTD.
All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com