วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2550








เรื่องจากปก
แคปซูลบำบัดโรค




สุขกาย
อย่าเล่นกับไฟ


เฮลธ์ไลน์
คุณแม่หูรีโมตได้ยินไกลถึงข้างบ้าน


กระดานข่าวสุขภาพ
เตือนคนบ้างานเช็คอีเมลมากยิ่งเครียด




รหัสชีวิต
เรื่องดีในความขัดแย้ง


Happiness
เข้าถึงใจลูกวัยรุ่น


ขีดเส้นใต้
แห่งความเข้าใจชีวิตฯ


จับใจ
สามัญของโลก


Anti Aging
ใช้ชีวิตห่างเหล้า เต้านมปลอดภัย




เรียนไม่รู้จบ
รักษาใจด้วย 'ทาโรต์'


เติมช่องว่าง
เติมช่องว่าง


พักใจ
กลับบ้าน


มหาสมุทรแห่งปัญญา
ใส่หัวใจให้การสอบ (2)







เรียนไม่รู้จบ

วิภานี กาญจนาภิญโญกุล

รักษาใจด้วย 'ทาโรต์'

ในสังคมตะวันตก หลายคนใช้จิตแพทย์ช่วยบำบัดจิตและเป็นที่พึ่งในยามที่มีปัญหา แต่สำหรับวัฒนธรรมตะวันออกแล้ว 'หมอดู' เปรียบเสมือนกลไกสำคัญในวิถีชีวิตแบบไทยๆ ไม่ว่าจะในยามทุกข์ยากหรือปรึกษาเรื่องราวการดำเนินชีวิตประจำวัน

แต่ทุกวันนี้ความเชื่อที่ว่า การดูหมอเป็นเพียงโหราศาสตร์ที่ไม่มีหลักตรรกะรองรับดูจะเป็นความคิดที่ล้าสมัย โดยเฉพาะศาสตร์อย่างไพ่ทาโรต์แนวใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า ทุกคนสามารถเข้าถึงการอ่านไพ่ เพื่อนำคำแนะนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต มากกว่าจะเน้นการทำนายทายทักแต่เพียงอย่างเดียว

“เราไม่อยากให้มองว่าทาโรต์เป็นไสยศาสตร์ อยากให้มองว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แล้วหลักของทาโรต์ ก็ไม่ใช่ความงมงาย มีความเป็นเหตุเป็นผล อย่างเช่น ถ้ามีคนถามว่าจะรวยไหม เราก็จะดูนิสัยคุณก่อนว่า ถ้าเป็นคนใช้เงินเก่ง เราก็จะบอกว่าคงไม่รวย แต่เราจะหาเหตุหาผลก่อน เราจะไม่ตอบไปเลยว่ารวยหรือไม่รวย ซึ่งต่างจากศาสตร์แขนงอื่น” ณัฐพัชร สุวรรณวง หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Tarot Town โรงเรียนสอนอ่านไพ่ทาโรต์แนวใหม่ ให้คำอธิบาย เธอก่อตั้งโรงเรียนพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คนคือ อรรถพล น้อยวงศ์ และ กัญชพร สรงประภา

การอ่านไพ่แนวใหม่นี้เรียกว่า Spritual Reading เป็นการใช้จิตใต้สำนึกเรียนรู้จากหัวใจไพ่ โดยไม่ใช้ความจำ ลักษณะการสอนจะเน้นการพูดคุยกัน ระหว่างจำนวนลูกศิษย์ 4-5 คนกับอาจารย์ 3 คน

“ยกตัวอย่างเช่น ไพ่ The Sun เราจะสอนว่า The Sun ของแต่ละสำรับมีความหมายอย่างไร ผู้มาเรียนจะมีไพ่สำรับของแต่ละคน โดยอาจารย์จะเป็นคนเลือกว่า แต่ละคนเหมาะกับไพ่สำรับไหน ไพ่ทาโรต์จริงๆ มีหลายหมื่นสำรับ เราก็จะสอนว่าแตกต่างกันอย่างไร ดูจากอะไร เมื่อเรียนจบไปแล้ว ทุกคนก็จะสามารถอ่านไพ่จากทุกสำรับได้ ไม่ใช่สำรับเดียว เพราะที่นี่ไม่ได้ใช้หลักความจำ แต่เป็นหลักการอ่านหัวใจไพ่ เหมือนกระจกหกด้าน ต้องอ่านให้ครบ เข้าใจทุกรายละเอียด” อรรถพลเล่าเสริม

เนื่องจากเป็นการใช้หลักวิเคราะห์หัวใจไพ่ การอ่านไพ่จึงเป็นการเปิดมุมมองให้รอบด้าน ผู้เรียนจะถูกดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้มากที่สุด หลังจากนั้นก็จะสอนการผูกความหมายของไพ่หลายๆ ใบ และผู้เรียนควรจะตั้งคำถามอย่างไรกับคนมาดู การเตรียมอุปกรณ์ความพร้อม สังเกตและให้คำแนะนำท่าทางเวลาดูให้ลูกค้าในตอนท้ายสุดของคอร์ส ในแง่นี้กัญชพรอธิบายว่า

“เราจะดึงสามัญสำนึกของคนที่เรียนออกมา ซึ่งทุกคนมีพวกนี้อยู่ในตัวแล้ว เพียงแต่ว่าจะดึงออกมาใช้ได้หรือเปล่า ครั้งแรกที่มาเรียนทุกคนจะไม่รู้เลย แต่พอเขาเริ่มคุ้นกับไพ่ เขาจะรู้แล้วว่าเขาจะมีวิธีการดึงเซนส์ออกมายังไง ฟังดูเหมือนยาก แต่พอเริ่มทำความรู้จักกับไพ่แล้ว เราจะเริ่มเข้าใจไพ่ไปโดยอัตโนมัติ”

หลักสูตรการสอนมีทั้งหมด 8 ครั้งๆ ละ 2 ชั่วโมง รวม 16 ชั่วโมง รวมไปถึงการเวิร์คชอปจับคู่กันดู เพื่อฝึกการเรียนรู้จริง ลูกศิษย์ที่มาเรียนก็จะมีช่วงอายุหลากหลาย ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิงและผู้ชายที่มาเรียนในศาสตร์แขนงนี้ เพราะทุกคนสามารถเรียนได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีพรสวรรค์ในด้านนี้ นอกจากผู้เรียนจะได้รับประโยชน์กับตัวเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์กับผู้อื่นได้ด้วย เหมือนที่ณัฐพัชรอธิบายว่า

“สิ่งหนึ่งที่ผู้มาเรียนจะได้คือ ความมั่นใจในตัวเอง เราตั้งใจผลิตผู้เรียนออกไปให้เป็นคนรักษาใจคนอื่น งานไพ่ทาโรต์เป็นงานรักษาใจเลย เป็นเหมือนน้องๆ จิตแพทย์เลย เพราะเวลามีคนมาคุยกับเรา ตอนแรกหน้าเครียดเลย แต่ออกไปแล้วเขาจะรู้สึกสบายใจ ไม่ใช่มาเรียนเพื่อเป็นหมอดูแม่นๆ แต่มาเรียนเพื่อเอาไปช่วยคน ”

กัญชพรเสริมว่า ทาโรต์ยังเป็นศาสตร์ที่ช่วยให้คำปรึกษาแทนที่จะทำนายทายทักเพียงอย่างเดียว "การดูไพ่ทาโรต์เหมือนเป็นที่ปรึกษา เราจะรู้ที่มาที่ไป และสามารถสรุปผลได้ เตรียมการวางแผนได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอนาคต”

ไพ่ทาโรต์ยังช่วยให้คนที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไป มีความสมดุลในจิตใจมากขึ้น “พอมาเรียนแล้วไปดูให้คนอื่น เจอเขาทักว่า อันนี้ไม่น่าใช่นะ เขาจะเริ่มลดความเชื่อมั่นลง และปรับตัวเอง ไพ่ท่าโรต์จึงช่วยให้เขามีความสมดุลมากขึ้น คนที่ไม่มั่นใจเลย พอได้รับคำชมก็จะรู้สึกดีขึ้น และดีใจที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น” ณัฐพัชรอธิบาย

ที่สำคัญกว่านั้น การอ่านไพ่ทาโรต์ยังช่วยคนที่มีความเครียด ซึ่งอยากดูบำบัดจิตใจตัวเองก็ทำได้ ซึ่งเป็นการช่วยทั้งสองฝ่ายระหว่างผู้มาดูและผู้ถูกดู “หลายครั้งที่เราดูไพ่ให้คนอื่น แล้วแนะนำให้เขาทำอะไรไป กลายเป็นว่ามันมาสะกิดใจเราว่า สิ่งที่เราแนะนำให้เขาทำ เราก็น่าจะทำด้วยนะ แต่เรายังไม่ได้ทำกับตัวเองเลย มันเป็นกระจกสะท้อนตัวเราเอง ทั้งๆ ที่เราดูให้คนอื่น เราก็นำกลับไปใช้กับตัวเองได้” ณัฐพัชร ยกตัวอย่างเสริม

ประโยชน์ของไพ่ทาโรต์จึงอาจจะดูเป็นรูปธรรมน้อยกว่าศาสตร์แขนงอื่นๆ แต่ที่สำคัญคือ การดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมา โดยเฉพาะผู้ที่มาเรียนจะไม่เน้นความเป็นโหราศาสตร์ แต่เน้นความรู้ที่เป็นเหตุเป็นผล ดังที่ณัฐพัชรบอกว่า

“ถ้ามาดูเฉยๆ แล้วบอกว่าแม่น ไม่แม่น อันนั้นอาจจะเป็นโหราศาสตร์ แต่เราอยากจะเรียกทาโรต์ว่าเป็นศาสตร์ เป็นวิชาความรู้มากกว่า ศาสตร์ที่ช่วยในการเพิ่มพลังใจของตัวเอง เหมือนที่เราเรียกตัวเองว่า Tarot Reader เป็นคนแปลความหมายของไพ่มากกว่าที่จะทำนายอย่างเดียว เราเป็นทาโรต์แนวใหม่ที่เน้นการให้คำปรึกษา คำแนะนำ ให้ข้อคิดดีๆ จากไพ่กับคนที่มาหาเรา ซึ่งจะช่วยเติมเต็มเขา”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ไพ่ทาโรต์แตกต่างจากศาสตร์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันคือ คำแนะนำของไพ่ “การทำนายใครๆ ก็ทำนายได้ แต่คำแนะนำที่ดีที่สามารถทำให้คนมาดูคลิกได้ เป็นสิ่งที่ยากกว่า ” ณัฐพัชรอธิบาย

ส่วนกัญชพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การดูไพ่แท้จริงแล้วก็เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาชีวิต

“ไพ่ทาโรต์เวลามาดูจะเหมือนมานั่งพูดคุย มาฟังความคิดซึ่งกันและกัน ซึ่งจะได้ประโยชน์กับตัวผู้ดูและคนที่มาดูไปพร้อมกัน ช่วยให้ชัดเจนกับปัญหาได้มากขึ้น และหาหนทางแก้ไขได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีไพ่เป็นตัวเชื่อมโยง”

............................

หมายเหตุ: ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.tarottown.com หรือ โทร.081-939-0929

<< back









copyright @ NKT NEWS CO.,LTD.
All Right Reserved, Contact us : ktwebeditor@nationgroup.com