ดร.โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

2 พฤศจิกายน 2561
14,723

“ตาสว่าง” ธนาคารไทย: ปลิงดูดเลือด

ท่านสังเกตไหม ทำไมอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของไทยจึงต่างกันลิบลับ แล้วอย่างนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นจริงๆ ได้อย่างไร

นี่เท่ากับธนาคารเป็นเสมือน “เสือนอนกิน” ไหม เรามาเทียบกับประเทศอื่นกัน

ในระหว่างวันที่ 22-26 ต.ค. 2561 ผมเดินทางไปนครบังกะลอร์ อินเดีย เพื่อประชุมและบรรยายในงานประชุมสมาคม NAR India นายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งประเทศอินเดีย ซึ่งนับเป็นงานใหญ่มาก มีนายหน้ามาร่วมงานนับพันคน ที่อินเดีย นักพัฒนาที่ดินมักไม่ขายบ้านเอง แต่ใช้ระบบนายหน้าแทน จึงทำให้นายหน้าอินเดียเป็นวิชาชีพที่เฟื่องฟูมาก สมาคมนี้มีนายหน้าในสังกัดถึงประมาณ 40,000 คน

หลังจากที่ผมบรรยายเกี่ยวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนเทียบกับอินเดีย ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้รู้ที่เป็นทั้งนักพัฒนาที่ดิน นายหน้าและนายธนาคารจากประเทศต่างๆ จึงได้รู้ว่าประเทศไทยของเรามีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากที่ถ่างห่างกันมากจริงๆ นี่คือสิ่งที่ควรแก้ไข อันที่จริง “บิ๊กตู่” และ ดร.สมคิด ที่หวังพัฒนาเศรษฐกิจชาติน่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องดอกเบี้ยเป็นอย่างยิ่ง

ผมได้พบผู้รู้จากทั้งอาเซียน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ ประเทศในอนุทวีป คือ อินเดีย เนปาล ตลอดจนประเทศในทวีปอื่น อันได้แก่ สหรัฐ โปแลนด์ ไอร์แลนด์ ปรากฏว่าประเทศไทย มีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากสูงสุดถึงประมาณ 5% หรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากถึงราว 3 เท่าเศษ (333%) ในจำนวนเงิน 100 บาท ธนาคารได้กำไรประมาณ 5 บาท หรือราว 1 ใน 20 ของต้นทุนทางการเงิน ซึ่งถือว่าสูงมาก สูงกว่าค่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ 3% เสียอีก

ในประเทศเนปาล ก็มีช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากที่ 5% เช่นกัน แต่ดอกเบี้ยเงินกู้ของเขาคือ 14% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากคือ 9% แสดงว่าดอกเบี้ยเงินกู้มีส่วนล้ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากราว 56% ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 333% ปกติธนาคารต่างๆ ก็มีรายได้จากค่าธรรมเนียมและอื่นๆ มหาศาลอยู่แล้ว การให้ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่วเช่นนี้ ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคหรือไม่ ขาดจรรยาบรรณหรือไม่ ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility: CSR) หรือไม่ หรือไม่พึงกล่าวถึง เพราะธนาคารทั้งหลายก็ล้วนแต่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของผมทั้งนั้น

ประเทศที่มีช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากค่อนข้างสูงอีก 2 ประเทศก็คือ โปแลนด์ 3.1% และไอร์แลนด์ 2.5% แต่ก็ปรากฏว่าความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากก็ต่างกันเพียง 1 เท่าตัวเศษๆ (124% และ 125%) เท่านั้น ไม่ได้แตกต่างกันมากมายอะไรนัก จะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโปแลนด์และไอร์แลนด์ ที่ 4.5% และ 4.5% ยังต่ำกว่าของไทยที่ 6.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ 2 ประเทศนี้ ก็สูงถึง 2.0% และ 2.5% ในขณะที่ไทยกลับมีอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ต่ำกว่าคือราว 1.5% เท่านั้น

ที่น่าสนใจมากก็คือ ประเทศที่พัฒนามากแล้ว เช่น สหรัฐ สิงคโปร์ มาเลเซีย รวมทั้งอินเดียที่แม้จะเจริญช้ากว่าไทย แต่ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ต่างกันเพียง 1.25% ในกรณีมาเลเซีย 1.4% ในกรณีอินเดีย และราว 1.5% ในกรณีสิงคโปร์และสหรัฐ นี่แสดงว่าอันที่จริงช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากไม่น่าจะเกินกว่า 2% เท่านั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ธนาคารสามารถให้บริการสังคมอย่างเป็นธรรมได้แล้ว

ทำไมประเทศอื่นๆ จึงสามารถอำนวยสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยที่ธนาคารมีรายได้จากดอกเบี้ยเพียงไม่เกิน 2% เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะในแต่ละประเทศ มีธนาคารและสถาบันการเงินที่อำนวยสินเชื่อให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก บางประเทศมีเป็นร้อยแห่งที่แข่งกันอำนวยสินเชื่อ ในต่างประเทศจึงมีการแข่งขันที่ค่อนข้างเสรี แต่กิจการธนาคารของไทยมีลักษณะกึ่งผูกขาด มีไม่ถึง 20 แห่งอย่าง ทำให้ไม่ต้องมีการแข่งขันกันเอาใจลูกค้าที่ถือเสมือนเป็น “พระเจ้า” ลูกค้าธนาคารไทยจึงถือเสมือนเป็น “หมูในอวย” มากกว่า หรืออาจเป็นเพียง “ลูกไก่ในกำมือ” ที่ “จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด”

การที่ประเทศไทยมีช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากห่างกันถึง 5% ซึ่งสูงกว่าค่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ใช่จะได้กันง่ายๆ ที่ 3% นั้น จึงถือว่าสูงเกินความเป็นจริงเป็นอย่างมาก ถ้าว่าตามหลักแล้ว หากธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถเจรจากับธนาคารสิบกว่าแห่งของไทยให้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงมาสัก 1% ก็จะเป็นอานิสงส์อย่างมากที่จะทำให้ภาระการผ่อนชำระลดลงเป็นอย่างมาก เศรษฐกิจไทยก็จะฟื้นคืนได้อย่างรวดเร็ว ธนาคารก็ไม่เจ๊ง เพราะลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงไปนิดเดียว ในขณะนี้ธนาคารก็ได้กำไรมหาศาลในแต่ละปีอยู่แล้ว และยิ่งจะทำให้มีคนมาขอกู้เงินมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยถูกลง ธนาคารจะได้เลือกสรรและอำนวยสินเชื่อได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกมหาศาล เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้ต่อสถาบันการเงินและสังคมโดยรวม

จะเห็นได้ว่า ณ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 6.5% เงินผ่อนชำระ 1 ล้านบาทในระยะเวลา 20 ปี จะเป็นเงินปีละประมาณ 90,756 บาท หรือเท่ากับ = 6.5% / [1-{1/(1+6.5%)^20}] แต่ถ้าผ่อนชำระในระยะเวลาเดียวกัน ณ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 5.5% (ลดลง 1%) ก็จะเป็นเงิน 83,679 บาท หรือลดลง 8% เลยทีเดียว การลดภาระการผ่อนชำระนี้ได้ ก็จะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่คล่องตัวขึ้น มีผู้มาขอกู้มากขึ้น การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยเจรจากับสถาบันการเงินโดยเฉพาะธนาคารต่าง ๆ ในการลดดอกเบี้ยเงินกู้ไม่สำเร็จ ผมขอเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดให้ธนาคารต่างชาติเข้ามาให้บริการสินเชื่อมากขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะลดลงทันตาเห็น ดีไม่ดีจะลดลงมากกว่า 1% ด้วยซ้ำไป ประเทศก็จะเจริญ มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

ทางสุดท้าย ผมขอเสนอให้ “บิ๊กตู่” ใช้ ม.44 สั่งให้ธนาคารทั้งหลายลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 1% เพราะไม่ได้ทำให้ธนาคารขาดทุนแต่อย่างใด แต่จะช่วยให้ระบบธนาคารมั่นคงแข็งแรง มีลูกค้าเพิ่มขึ้น และหนี้เสียก็น่าจะลดลงมากด้วย ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และ “บิ๊กตู่” ก็จะได้ใจประชาชน สามารถที่จะชนะเลือกตั้งตามที่วางแผนที่จะครองอำนาจ “อยู่ยาว”!!!

ทางออกสวยๆ อย่างนี้ นี่ก็ไม่เข้าใจว่า เหตุใดคนอื่นๆ เรื่องง่ายๆ แบบนี้ คนที่อยู่แวดล้อมจะคิดให้ “บิ๊กตู่” ไม่ได้ เป็นงงเหมือนกัน

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

‘ประยุทธ์’แจกปีใหม่ ‘8 หมื่นล้าน’