รศ.วิทยากร เชียงกูล

อาจารย์พิเศษ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ปฏิรูปประเทศไทย"

10 กันยายน 2561
396

ขอให้พลังแห่งความรักประชาชนจงเจริญงอกงาม!

การร่วมมือร่วมใจของคนจำนวนมากในการช่วยเหลือเด็กกลุ่มหนึ่งให้ออกมาจากถ้ำที่ถูกน้ำท่วมที่เชียงรายได้ ควรถือเป็นผลงานของประชาชนทุกภาคส่วน

ไม่ใช่เฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐไทยและทีมดำน้ำกู้ภัยทั้งชาวต่างชาติเท่านั้น การที่เราห่วงใยเด็กกลุ่มนี้เหมือนกับลูกหลานของตนเองนั้น นักวิชาการ ด้านวิวัฒนาการของมนุษยชาติมองว่า สมองของเราซึ่งสืบทอดมาจากสมองบรรพบุรุษยังคงมีส่วนที่คิดถึงการอยู่รอดของกลุ่ม มนุษยชาติ เราตั้งแต่ยุคแรกถึงเมื่อราว 2 หมื่นปีที่แล้ว อยู่กันเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือกันและกัน จึงจะอยู่รอดได้ ทุกคนในกลุ่มหรือหมู่บ้านจึงมีจิตสำนึกเหมือนญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงกัน โดยเฉพาะเวลาเกิดสถานการณ์ภัยพิบัติที่คนอื่นอาจมีส่วนช่วยได้

ธรรมชาติสร้างให้เด็กเล็กมีความน่ารัก น่าเอ็นดู น่าสงสาร ทำให้ผู้ใหญ่มีความคิด อารมณ์ ความรู้สึกที่อยากปกป้องเด็กมากเป็นพิเศษ เพราะเด็กต้องพึ่งพาผู้ใหญ่จึงจะอยู่รอด และการอยู่รอดของพวกเด็กคือการอยู่รอดและการเจริญงอกงามของเผ่าพันธุ์โดยรวม

แม้ในยุคปัจจุบัน พวกเราส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่เราก็ยังมีสมองส่วนที่คิดถึงการอยู่รอดของกลุ่มอยู่ และการสื่อสารสมัยใหม่ที่ทำให้เราสามารถทราบข่าวติดตามเรื่องที่มีผลสะเทือนต่ออารมณ์ความรู้สึกในเหตุการณ์นี้ได้อย่างใกล้ชิด ทำให้เรายังคงอยู่ในหมู่บ้านโลกอยู่

เราจะเรียกปรากฎการณ์ครั้งนี้ว่า มนุษยธรรม, ความรักในมนุษยชาติ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่นี่คือปรากฎการณ์ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ยอดเยี่ยมและสวยงามมากอีกครั้ง ที่เราน่าจะทำความเข้าใจและช่วยกันพัฒนาให้พลังแห่งความรักของประชาชนให้เจริญงอกงามขึ้น สำหรับคนไทยเราน่าเริ่มด้วยการเชื่อมโยงไปถึงการผนึกกำลังกันช่วยเด็กคนอื่นๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำของความยากจน, ความโง่เขลา ฯลฯ และสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่และสวยงามมากกว่าปัจจุบัน

ในโลกยุคพัฒนาทุนนิยมข้ามชาติ ที่ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราต้องดิ้นรนต่อสู้แข่งขันเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัวเป็นหลัก สมองส่วนที่จะคิดรู้สึกถึงความอยู่รอดของกลุ่มหรือส่วนรวม คงจะถูกกระตุ้นได้เฉพาะในเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมและเร้าอารมณ์ความรู้สึกรักในเพื่อนมนุษย์ได้ อย่างกรณีการค้นหากู้ภัยเด็กที่ติดอยู่ในถ้ำที่เป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่อง และกรณีใกล้เคียงกัน เช่น กรณีนักศึกษาถูกปราบปรามอย่างรุนแรงตอน 14 ต.ค. 2516 กรณีภัยพิบัติสึนามิ ที่ภาคใต้ ฯลฯ แต่หลังจากนั้น เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้ผ่านไป มีเรื่องอื่นเข้ามาแทน เราก็คงกลับไปใช้ชีวิตต่อสู้แข่งขันกันแบบตัวใครตัวมันในเมืองใหญ่ต่อ ยากที่คนในภาวะปกติจะรู้สึกว่าเรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน เป็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงกัน เด็กทุกคน รวมทั้งคนจนที่เราไม่รู้จักคือลูกหลานของพวกเรา

เราควรจะทำความเข้าใจ อธิบาย กระตุ้น ให้คนส่วนใหญ่รัก ห่วงใย ช่วยเหลือเด็กทุกคนเหมือนกับพวกเขาเป็นลูกหลานของเรา เป็นอนาคตของเผ่าพันธุ์ของเรา อยากให้พวกเรามองไกลออกไปมากขึ้นว่า นอกจากเด็ก 12 คน (โค้ช 1 คน) ที่เราช่วยพวกเขาออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัยแล้ว ยังมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่ยังคงติดอยู่ในถ้ำของภาวะขาดแคลน เสี่ยงภัย ทุกข์ทรมาน อยู่ทั้งในชุมชนแออัดและในชนบททั่วประเทศ มีทั้งเด็กเร่ร่อนในเมืองใหญ่ เด็กพิการ เด็กที่มีปัญหาสุขภาพกายและใจ เด็กติดยา เด็กผู้หญิงที่ท้องก่อนวัย เด็กออกกลางคันไม่ได้เรียนหนังสือ เด็กที่ขาดความอบอุ่นและยากลำบาก เพราะพ่อแม่ไปทำงานในเมือง ฝากลูกให้ญาติที่ยากจนพอกันหรือยากจนกว่าเลี้ยงดู เด็กที่ทำผิดอยู่ในสถานกักกัน เด็กที่ต้องถูกใช้ทำงานหนักเกินกำลัง เด็กที่ถูกทำทารุณกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางกายและจิตใจ

แน่ละ เมื่อมีกรณีเด็กที่มีปัญหาเป็นข่าว ปรากฎภาพทางสื่อมวลชนหรือสื่อเครือข่ายทางสังคม ผู้คนยังคงรู้สึกเห็นใจและบริจาคช่วยเหลือกันอยู่ แต่การประชาสงเคราะห์กันแบบนี้ก็ช่วยได้หรือบรรเทาปัญหาได้เฉพาะบางรายที่เป็นข่าวเท่านั้น เราควรจะช่วยกันรณรงค์ให้สังคมทั้งสังคม ซึ่งมีรัฐบาลเป็นตัวแทนในการบริหารจัดการ ค้นหา กู้ภัยเด็กๆ ลูกหลานของพวกเราที่ยังคงติดอยู่ในถ้ำแห่งความยากจน ความไม่รู้ และความด้อยพัฒนา ในหมู่บ้านใหญ่ที่ชื่อประเทศไทย ให้พวกเขาออกมาสู่ครอบครัว/ชุมชนที่สามารถช่วยให้พวกเขามีสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งเรื่องปัจจัย 4 การศึกษา การพัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพและมีความสุขความพอใจในสังคมต่อไป

การปฏิรูปเศรษฐกิจสังคม เช่น การปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเก็บภาษีและการใช้งบประมาณเพื่อการกระจายทรัพย์สินรายได้ไปสู่ครอบครัวทั้งประเทศอย่างเป็นธรรมขึ้น เป็นหนทางที่สำคัญที่จะช่วยพาลูกหลานของพวกเรากลับมาจากถ้ำของความยากจน ความไม่รู้ ฯลฯ หนทางหนึ่งที่จะช่วยได้รวดเร็วคือ การจ่ายภาษีให้ครอบครัวที่มีเด็กเล็กทุกคนเป็นรายเดือน โดยควรจ่ายแบบถ้วนหน้าเข้าบัญชีเงินฝากของทุกคน ไม่ต้องมายุ่งยากเรื่องคัดเลือกว่าต้องเป็นครอบครัวยากจน ต้องมายื่นใบสมัคร ต้องมีคนรับรอง ฯลฯ เพราะการคัดเช่นนั้นทำให้มีการตกหล่น เด็กจากครอบครัวที่จนหรือค่อนข้างจนที่ไม่ได้รับสิทธิเงินสวัสดิการสำหรับเด็กมีถึงราว 30% การจ่ายเงินให้เด็กจน ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ เดือนละ 600 บาท ยังน้อยไปด้วยซ้ำ ควรจ่ายเพิ่มได้มากกว่านี้ และควรจ่ายถึง 6 ขวบด้วย เพราะสมองเด็กพัฒนาได้เร็วและมากที่สุดในช่วงนี้

นอกจากนี้ เราต้องปฏิรูปการให้บริการทางด้านการศึกษา การดูแลสุขภาพและสวัสดิการอื่นสำหรับเด็กและเยาวชนให้ทั่วถึง มีคุณภาพดีใกล้เคียงกันสำหรับเด็กทั้งประเทศ รวมทั้งควรใจกว้างดูแลเด็กลูกหลานแรงงานต่างชาติที่มาทำงานอยู่ในประเทศไทยด้วย เรื่องเหล่านี้สามารถทำได้ถ้ามีการปฏิรูประบบภาษี เก็บภาษีจากทรัพย์สินและรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สิน เช่น ค่าเช่า ดอกเบี้ย กำไรเงินปันผล ฯลฯ จากคนรวย คนชั้นกลาง ในอัตราก้าวหน้า (คนรวยมากเสียในอัตราสูงกว่าคนทั่วไป)จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นมาก การปฏิรูปการให้สัมปทานสาธารณสมบัติของรัฐ ที่ดิน แร่ธาตุ พลังงาน คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ ฯลฯ ให้สามารถแบ่งเงินเข้ารัฐได้ในอัตราสูงขึ้น ก็จะช่วยให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น

ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณใหม่ ลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม คมนาคม มหาดไทยลง เหลือเท่าที่จำเป็น/เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าเพื่อเจ้าหน้าที่รัฐ ป้องกันปราบปรามการทุจริตอย่างเอาจริง ตรวจสอบประเมินผลให้มีการใช้งบอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวมมากขึ้น โครงการประชารัฐประชานิยม กองทุนสังคมสงเคราะห์ต่างๆ ที่จ่ายผ่านหน่วยงานรัฐ มีปัญหาทุจริตรั่วไหล ขาดประสิทธิภาพควรยกเลิก และเอางบจำนวนนั้นไปให้คนจน เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เป็นรายเดือน (คูปองการศึกษาเป็นรายปี)แบบโอนเข้าบัญชีเงินฝากของแต่ละคนโดยตรง เงินของส่วนรวมจะกระจายถึงมือประชาชนที่ควรได้รับ และนำไปใช้ประโยชน์ตรงกับปัญหาความต้องการของพวกเขามากกว่าโครงการผ่านหน่วยงานของรัฐ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

‘พลังงาน’เดินหน้าเปิดประมูลบงกช-เอราวัณวันนี้