ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ธรรมรัฐวิจารณ์"

23 สิงหาคม 2561
1,176

สายป่านยาวหรือเลือกข้างถูก ก็รอดได้อย่างนั้นหรือ

ผมไม่ใช่นักเลงหุ้น ไม่ใช่นักเก็งกำไร แต่มามีความรู้เรื่องหุ้น เรื่องเงินดิจิทัล ทั้งจากการขวนขวายหาความรู้ด้วยตนเองในหลายๆ ทาง

กระทั่งทราบดีถึงความยากลำบากในการกว่าจะได้เงินดิจิทัลไม่ว่าจะสกุลใดในระบบการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรารูปแบบใหม่เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ กรณี นายเออาร์นี ซาริมา ชาวฟินแลนด์ ใช้เวลาถึงกว่า 10 ปี ในขณะที่เขาเริ่มศึกษาหาทางด้วยเทคนิกชั้นเชิง กระทั่งเป็นผู้มีเงินสกุลดิจิทัลรายใหญ่ มาวันนี้เขาถูกฉ้อโกงโดยแกงค์หรือกลุ่มคนไทยจำนวนหนึ่งที่มีข่าวไปหลอกลวงด้วยกลวิธีที่ไม่ซับซ้อน ทั้งการใช้ข้อมูลที่ล้วงลึกมาจากคนใกล้ชิด และการล่อมาติดกับดักด้วยผลประโยชน์ที่ทำให้เหยื่อตายใจ

ทั้งหลายทั้งปวง เป็นสิ่งที่ไม่ต้องใช้ตรรกะพิสดารพันลึกมาอรรถาธิบายก็สามารถเข้าใจว่า เหตุและปัจจัยอันนำไปสู่ปัญหาในวันนี้ ล้วนมาจากอคติ 4 ดังพระพุทวจนะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ให้ได้รู้ทั่วกันว่า อันความ รัก โลภ โกรธ หลง คือ บ่อเกิดแห่งคดีบันลือโลกอีกคดีหนึ่ง แต่น่าสนใจตรงที่ วันนี้เรื่องลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่ยุโรป อเมริกา ประเทศไทยของเราที่เชื่อกันว่า อีกไม่นานเรากำลังจะกลายเป็นผู้นำของอาเซียน เรามีความพร้อมในหลายๆ ด้าน ในขณะเดียวกันศักยภาพที่เรามีบุคลากร ทรัพยากรมนุษย์ที่ล้ำหน้าไปไกลกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน คือ จุดดึงดูดความสนใจให้นักลงทุน ทั้งน้อยใหญ่มองประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอนาคต

แต่ของดี หรือ เรื่องดีๆ ที่ทั้งรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่กำลังถวิลหา กำลังถูกทำลายด้วยน้ำมือของคนจำนวนไม่มาก ที่พัวพันอยู่กับเรื่อง ความรัก โลภ โกรธ หลง และความทะเยอทะยาน อยากร่ำรวย มีหน้ามีตาในขณะที่อายุยังน้อย ถ้าอะไรที่เข้ามาในพิกัดหรือในจุดที่จะทำอะไรได้ก็ไม่รั้งรอ ความบุ่มบ่าม ย่ามใจ อาจคิดว่า เงื้อมมือกฎหมายและสติปัญญาคนในกระบวนการยุติธรรมอาจเอาผิดเขาไม่ได้ เพราะหลงว่ามีแบ๊ก มีเส้นสาย หรือเชื่อมั่น ทระนงในตนว่าสมองเพชร อะไรก็แล้วแต่จะคิดฝันไป แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง จึงเข้าใจได้ตรงกันว่า ก่อนที่รัฐบาลจะส่งผ่านอำนาจอันเหลือล้นไปให้กับผู้แทนปวงชน ซึ่งต้องมีสักวันในไม่ช้า แต่ก่อนจะหยิบยื่นดาบอาญาสิทธิ์ไปให้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมั่นใจว่า ทั้งผู้แทนปวงชนและประชาชนเอง จะต้องมีคุณภาพที่วางใจได้ว่า อยู่ในร่องรอยของศีลธรรมจรรยา และจะไม่ชักใบให้เรือเสีย

อันที่จริงการเกิดคดีฉ้อโกงหรือเรียกไปว่า “ฟอกเงิน” บิทคอยน์ นี้ หากมองในแง่ดี ก็ต้องถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ขนาดที่ผมใช้กรณีนี้ไปเป็นบทเรียนหนึ่งให้กับนิสิต ในวิชาอาชญากรรมธุรกิจ ที่กำลังสอนอยู่ในเทอมนี้ เพื่อให้เห็นขบวนการ ขั้นตอน รวมทั้งช่องโหว่ต่างๆ ที่ทำให้เกิดปัญหานี้ขึ้น ไม่ต้องมองอื่นไกลว่า ฟอกอย่างไร เราคงได้ทราบจากสื่อที่นำเสนอแล้วว่า แกงค์ต้นตุ๋นดังกล่าว มีความพยายามเปลี่ยนสภาพคล่องของเงินที่ได้จากการโกงมาเป็นทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ หลายรายการ โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน ซึ่งหากสืบค้นกันต่อไป ไม่แน่ว่าอาจเจอทรัพย์สินอื่นๆ อีกหลายรายการก็เป็นได้ และรูปแบบการเปลี่ยนทรัพย์สิน เงินทอง ที่ได้มาหลายร้อยล้านบาท ก็อาศัยเครือข่ายคนใกล้ชิดที่จะพูดว่า ไม่รู้ไม่เห็นอย่างไรก็เชื่อได้ยากยิ่ง เพราะความรีบเร่งในการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ได้มา น่าจะโดยมิชอบไปเป็นทุน หรือรูปแบบของทรัพย์ประเภทอื่น กระทำกันต่อเนื่องเกือบจะวัน เว้นวัน ด้วยกำลังคนที่เป็นคนในเครือข่ายของตัวเอง และอาจโยงใยไปถึงผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่กำลังตามล่าหาความจริงกันอยู่

จึงน่าตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ในหลายส่วน ไม่วาจะตำรวจที่อยู่ในฐานะใกล้ชิดกับเหตุการณ์ไม่เฉพาะในคดีนี้ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งดูแลตรวจสอบการฟอกเงินตราที่ผิดกฎหมายว่า จะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราเห็นกันชินชา เช่น รถราคาแพงบนท้องถนน ที่เหมือนจะเอาจริงตรวจสอบกันเป็นช่วงๆ แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง เหมือนกับเรื่องที่ตั้งใจทำกันจ้าละหวั่นในช่วงหนึ่งเป็นเหมือนเราฝันกันไป เพราะจู่ๆ รถซูปเปอร์คาร์ คนขับเป็นวัยรุ่นอายุไม่มาก ติดป้ายแดง หรือไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนออกมาวิ่งกันเกร่อเต็มถนนหนทาง บางทีไปเฉี่ยวชนเป็นข่าวคราวขึ้นมาก็มาก แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องการฟอกเงินยังเชื่อกันว่า หากตรวจสอบกันจริงๆ รถราคาแพงที่วิ่งกันในท้องถนนเมืองไทย ยังคงเป็นรถผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ดูเหมือนว่า เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ด้วยเหตุผลบางประการ เพราะหากสืบสาวราวเรื่องกันจริงๆ จะโยงใยไปพบต้นตอของรูปแบบธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ที่อาศัยการเปลี่ยนเงินตราเป็น รถราคาแพงบ้าง ไปทำธุรกิจสร้างอสังหาริมทรัพย์ให้คนซื้อหาบังหน้าก็มี หรือแม้แต่ไปใช้จ่ายในรูปแบบอื่นๆ กระทั่งยากต่อการตรวจสอบที่มา ที่ไป ของทรัพย์สินเงินทองเหล่านั้น

อาจเรียกว่า สายไปมาก แต่จะดีกว่าถ้าลงมือแก้ไขหรือปฎิรูปวิธีการทำงานกันใหม่ ถ้าวันนี้เรายังทำกันแบบเดิมๆ ก็จะมีข่าวมโนสาเร่ จับกุมดำเนินคดีกันเฉพาะเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือคดีที่คู่กรณีมีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมอ่อนด้อยเป็นหลัก แล้วก็ปล่อยให้ปลาใหญ่หายไปในกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก บางทีคนเหล่านี้ในวันข้างหน้าก็จะกลับมา ฟอกเงินและฟอกตัวเป็นผู้ทรงเกียรติในรัฐสภา หรือกระทั่งมานั่งเก้าอี้สำคัญ ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่อไป แล้วเราก็นั่งมองกันตาปริบๆ ว่ามันเอาอีกแล้ว บ่นๆ แล้วก็เลิกรากันไปกระนั้นหรือ

แชร์ข่าว :
Tags: