อาร์ม ตั้งนิรันดร

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

16 สิงหาคม 2561
3,104

ทำไมต้อง China 5.0?

ผมเรียกจีนยุคนี้ว่าเป็น “China 5.0” โดยต้องการสะท้อนความหมายในสามมิติ คือ การเมืองจีนภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 5 เศรษฐกิจจีน

ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ และเทคโนโลยีจีนที่กำลังยกระดับจากยุค 4.0 คือเทคโนโลยีดิจิทัล มาสู่ยุค 5.0 คือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI อย่างรวดเร็ว

ผมฉายภาพเหล่านี้ในหนังสือเล่มใหม่ของผม “China 5.0: สีจิ้นผิง เศรษฐกิจยุคใหม่ และแผนการใหญ่ AI” ที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Bookscape โดยผมมีความเชื่อมาตลอดว่า เพื่อจะรู้เท่าทันจีน เราจะต้องพยายามเชื่อมโยงและทำความเข้าใจจีน ทั้งจากมุมของการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี จะละเลยด้านใดด้านหนึ่งไปไม่ได้

สำหรับด้านการเมืองยุค China 5.0 สีจิ้นผิงใช้กลยุทธ์ ยิงนัดเดียวได้นก 2 ตัว คือเดินหน้าปราบคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร ขณะเดียวกัน ก็อาศัยดาบอาญาสิทธิ์ที่ใช้ปราบคนโกงนี่แหละ เป็นตัวช่วยรวบอำนาจเข้าสู่ตัวเอง

การปราบคอร์รัปชันนั้นได้ใจประชาชนชาวจีนจำนวนมาก เพราะที่ผ่านมา สิ่งที่คนจีนไม่พอใจมากที่สุด ก็คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่รุนแรงในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐของจีน ส่วนการรวบอำนาจ ก็ช่วยให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงสามารถขับเคลื่อนนโยบายโหดหินหลายอย่างได้ เช่น การแก้ไขปัญหาการผลิตส่วนเกินของรัฐวิสาหกิจท้องถิ่นในจีน รวมทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัส ซึ่งเรื่องเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งในอดีตมักชอบแตกแถว ไม่สนใจคำเตือนและคำสั่งจากส่วนกลาง

แต่การรวบอำนาจของสีจิ้นผิง ก็มาพร้อมความท้าทายเช่นกัน เมื่อสีจิ้นผิงเล่นบทผู้นำแบบโชว์เดียวแทนที่จะทำงานเป็นทีมแบบผู้นำจีนในยุคก่อนๆ ทำให้เวลามีความดีความชอบ (เศรษฐกิจจีนไปได้ดี เติบโตได้สวย ปราบคอร์รัปชันเห็นผลงานชัดเจน) สีจิ้นผิงก็รับความดีความชอบเหล่านั้นไปเต็มๆ แต่เวลามีความล้มเหลวหรือมีปัญหา สีจิ้นผิงเองก็ต้องรับเสียงด่าไปเต็มๆ ด้วยเช่นกัน

ในด้านเศรษฐกิจ สีจิ้นผิงประกาศว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่งแตกต่างจากยุคอดีต พรรคคอมมิวนิสต์จีนในอดีตมองว่า จีนเผชิญความขัดแย้งระหว่าง ความต้องการทางวัตถุของประชาชนที่เพิ่มขึ้น vs. พลังการผลิตที่ล้าหลังของจีน แต่มาถึงบัดนี้ สีจิ้นผิงกลับบอกว่า จีนได้เข้าสู่ยุคใหม่แล้ว ในยุคใหม่จีนกำลังเปลี่ยนมาเผชิญความขัดแย้งระหว่าง ความต้องการของประชาชนที่จะมีชีวิตที่มีคุณภาพ vs. การพัฒนาที่ไม่สมดุลและไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

พูดง่ายๆ ก็คือ ในอดีต ปัญหาของจีนคือ กำลังการผลิตต่ำ ผลิตของได้น้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน แต่มาถึงวันนี้ ปัญหาของจีนกลับเป็นตรงกันข้าม คือ จีนผลิตของเยอะเกิน ปริมาณบานเบอะ จนหลายภาคอุตสาหกรรมมีการผลิตเกินตัว (overcapacity) ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงคือ การผลิตที่ไม่สมดุลและไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยต่างหาก นั่นคือจุดที่ควรผลิตน้อย ก็ดันไปผลิตมากเกินตัว ส่วนจุดที่ควรผลิตมากขึ้น (เช่น สินค้าที่มีนวัตกรรม) ก็ยังทำได้ไม่เพียงพอ

เศรษฐกิจของ China 5.0 จึงเป็นการเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณ มาเน้นคุณภาพ เน้นยกระดับเทคโนโลยี ส่งเสริมนวัตกรรม ดังที่จีนขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม Made in China 2025 ซึ่งก็เป็นทิศทางที่ทำให้สหรัฐฯ กังวลมาก จนเชื่อกันว่าเป็นชนวนหนึ่งที่นำมาสู่สงครามการค้าที่กำลังร้อนระอุในปัจจุบัน

ส่วนด้านสุดท้าย คือ ด้านเทคโนโลยี จีนกำลังยกระดับจากยุค 4.0 คือเทคโนโลยีดิจิทัล มาสู่ยุค 5.0 คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ด้วยความเร็วติดจรวดแบบก้าวกระโดด

เทคโนโลยี AI สำคัญ เพราะจะตอบโจทย์ความท้าทายเชิงโครงสร้างในอนาคตของจีน เพราะจีนกำลังจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ (ผลจากนโยบายลูกคนเดียวต่อเนื่องยาวนาน) รวมทั้งค่าแรงในจีนที่สูงขึ้น ส่งผลให้จีนขาดแคลนแรงงาน เทคโนโลยี AI สามารถนำไปสู่การสร้างโรงงานหุ่นยนต์ ทำให้จีนสามารถรักษากำลังการผลิตเดิมไว้ได้ ไม่จำเป็นต้องย้ายฐานอุตสาหกรรมออกไปยังต่างประเทศ

เทคโนโลยี AI ยังมีแนวโน้มที่จะพลิกโฉมทุกวงการในจีน และทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ มากมายที่อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล รวมทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจที่มีอยู่เดิมได้ด้วย ตอนนี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนไม่ว่าจะเป็น Baidu, Alibaba หรือ Tencent ต่างก็ทุ่มสุดตัวให้กับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี AI

ต่อไปในอนาคต เราคงจะเห็นสินค้าทั่วไปในจีนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “สมาร์ท” คือเราสามารถตอบโต้สั่งการกับสิ่งของเหล่านี้ได้ นอกจากนั้น เทคโนโลยี AI ที่ก้าวหน้า ยังจะช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีจีนสามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลหรือ Big Data ของผู้บริโภค เพื่อนำมาใช้ประโยชน์และต่อยอดทางธุรกิจ เช่น ให้บริการทางการเงิน (ปล่อยสินเชื่อผู้บริโภค) หรือรับทำมาร์เก็ตติ้งให้กับสินค้า

จริงๆ แล้ว ทั้งสามด้านของ China 5.0 ล้วนมีความเชื่อมโยงกัน นั่นก็คือ เทคโนโลยี AI จะช่วยให้รัฐบาลเผด็จการพรรคเดียวมีความมั่นคงในระยะยาว ทราบไหมครับว่า ตอนนี้ในปักกิ่งมีกล้องวงจรปิดทุกมุมเมือง ซึ่งเมื่อใช้เทคโนโลยี AI เข้าช่วย ก็สามารถสแกนหน้าหาคนที่ต้องการได้ ทำให้ในเมืองจีนปัจจุบัน ผู้คนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก โจรผู้ร้ายอยู่ยาก แต่ในขณะเดียวกัน ศัตรูทางการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาลจีนต้องการจะเล่นงานก็อยู่ยากเช่นกัน

เทคโนโลยี AI ยังตอบโจทย์การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนในยุคใหม่ ขณะเดียวกัน AI ที่มีประสิทธิภาพ ยังจะช่วยในประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจปริมาณมหาศาลของรัฐบาลด้วย เพื่อทราบทิศทางสำหรับวางแผน หรือจับจุดวิกฤติก่อนลุกลามได้

ส่วนการรวบอำนาจและการมีรัฐบาลกลางที่เข้มแข็ง ก็อาจช่วยให้สามารถสนับสนุนเอกชนและขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี AI ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ก็สามารถรับมือกับปัญหาความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี เพราะเมื่อ AI ฉลาดมากขึ้นและทำงานแทนคนได้ ก็ย่อมทำให้คนตกงานอีกจำนวนมหาศาล และมีความจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกทักษะใหม่และยกระดับแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการการวางแผนและการจัดการที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลกลาง

ถ้า China 5.0 สำเร็จได้จริง ต่อไปจีนจะไม่ใช้ผู้ส่งออกสินค้าคุณภาพต่ำปริมาณมากด้วยราคาถูก แต่จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าที่มีนวัตกรรม AI ให้แก่โลกครับ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

หุ้นไทยรอปลดล็อกเลือกตั้ง