ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเศรษฐกิจ คอลัมน์ "เศรษฐศาสตร์จานร้อน"

6 สิงหาคม 2561
3,055

รถไฟฟ้า

ผมได้เคยเขียนเกี่ยวกับรถไฟฟ้า (electric vehicle) หรือ อีวี มาก่อนหน้าแล้วว่า เป็นเรื่องของเทคโนโลยีพลิกผัน (disruptive technology)

ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง ประเด็นหลักๆ คือ

  1. อีวี ใช้เครื่องไฟฟ้า (electric motor) ที่ต้นทุนการผลิตต่ำ มีประสิทธิภาพสูง(แรงบิด 100% ตั้งแต่รอบเครื่องเริ่มหมุน และทนทาน จึงมีต้นทุนในการบำรุงรักษาต่ำ) มีชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพเพียง 20 ชิ้น เทียบกับรถสันดาปภายใน (internal combustor engine หรือ ICE) ซึ่งมีชิ้นส่วนที่เสื่อมสภาพต้องบำรุงรักษา 2,000 ชิ้น ดังนั้นTesla จึงรับประกันเครื่องและแบตเตอรี่ 8 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง
  2. อีวี ยังตีตลาดรถ ICE (ที่เราใช้กันเป็นส่วนใหญ่ในขณะนี้) ไม่ได้เพราะ แบตเตอรี่ที่เก็บไฟ ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน (Lithium ion) นั้น ยังราคาสูง มีขนาดใหญ่ และน้ำหนักมากกล่าวคือ ราคา 200 เหรียญต่อkwH แปลว่า รถ อีวี ปัจจุบันที่ใช้แบตเตอรี่ ที่เก็บไฟได้ 60 KWH (เพื่อสามารถวิ่งได้ 300-400 กิโลเมตร) นั้น ราคาแบตเตอรี่อย่างเดียว ก็เท่ากับ 12,000 เหรียญ หรือกว่า 400,000 บาทแล้ว กล่าวคือประมาณ ½ ของต้นทุนการผลิตรถอีวี ทำให้ยังไม่สามารถแข่งขันกับรถ ICE ได้อย่างจริงจังในขณะนี้

กล่าวโดยสรุปคือ รถอีวี มีศักยภาพเหนือกว่ารถที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน แต่ติดอยู่ที่ราคาแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน อย่างไรก็ดีในการสัมมนาเชิงวิชาการล่าสุด (Future Energy Summit) ที่ นครเซี่ยงไฮ้ เมื่อปลาย พ.ย.ที่ผ่านมา และผู้เชี่ยวชาญที่งาน Consumer Electronic Show ที่เมือง Las Vegas ต้นปีที่แล้ว ต่างสรุปในทางเดียวกันว่า ราคาแบตเตอรี่ลิเธียม ไออน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 200 เหรียญ ต่อ 1 kwH นั้น น่าจะลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง คือ 100 เหรียญต่อ 1 kwH ภายในปี 2020 และลดลงไปอีกที่ 80 เหรียญ ภายในปี 2025 หากเป็นเช่นนั้น ราคารถ อีวี รุ่น Chevy Bolt ซึ่งปัจจุบันราคาขายที่สหรัฐประมาณ 38,000 เหรียญจะลดลงไปอีก 4,000 เหรียญ เหลือ 34,000 เหรียญ ในปี 2025 ซึ่งในวันนั้น ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าราคารถ ICE จะอยู่ที่ 30,000 เหรียญ

ดังนั้น บริษัทที่ปรึกษา Mc Kinsey จึงคาดการณ์ว่า ยอดขายรถ อีวี ซึ่งปัจจุบัน (ปี 2017) มีจำนวน 1.2 ล้านคัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านคัน หรือ 5% ของยอดขายรถทั้งหมดในปี 2020 และภายในปี 2030 รถอีวี จะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของยอดขายทั้งหมด (20 ล้านคัน) โดยน่าจะมีส่วนแบ่งสูงถึง 35% ของยอดขายรถทั้งหมดในยุโรป

เทคโนโลยีที่สำคัญที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เครื่องไฟฟ้า ซึ่งไม่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นไปกว่าปัจจุบัน เพราะมีประสิทธิภาพประมาณ 90% อยู่แล้ว(รถ ICE ที่เราใช้กันอยู่ปัจจุบันนั้น สูญเสียพลังงานไปกับการเสียดสีที่ทำให้เกิดความร้อนและต้องมีระบบทำความเย็นทำให้มีประสิทธิภาพในการหมุนล้อ เพียง 30%) แต่จะต้องเพ่งเล็งไปที่ พัฒนาการของแบตเตอรี่ ซึ่งปัจจุบันคือ แบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออน ดังที่กล่าวข้างต้น แต่ ลิเธียม ไอออน นั้น เป็น แบตเตอรี่ ที่ใช้ของเหลว (liquid electrolytes) ทำให้หนักมาก และเกิดความร้อนสูง ทำให้อาจระเบิดได้ในบางกรณี จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญ สำหรับรถอีวี อย่างไรก็ดี เท่าที่ผมทราบมีอย่างน้อย 5 บริษัท ขนาดใหญ่ ที่กำลังลงทุน เพื่อพัฒนา แบตเตอรี่ ลิเธียม ที่ไม่มีของเหลว (solid state) กล่าวคือ โตโยต้า, Dyson (บริษัทอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับบน) บริษัท Fisker (บริษัทอเมริกัน) บริษัท NGK (ผู้ผลิตหัวเทียนของญี่ปุ่น) และ บริษัท Ionic Mate (บริษัทสหรัฐที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก บริษัท Samsung และ Alliance Venture ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Nissan, Renault และ Mitsubishi) บริษัทโตโยต้าเคยประกาศว่าน่าจะสามารถผลิตแบตอตอรี่ ลิเธียม ที่ไม่ใช้ของเหลว (solid state) มาใช้ในรถยนต์ได้ภายในปี 2023 และ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า solid state ลิเธียม แบตเตอรี่ อาจพัฒนาขึ้นมาทดแทน ลิเธียม ไอออน ได้ภายใน 4-5 ปี ข้างหน้า เช่นกัน ซึ่งหากทำสำเร็จ เราก็จะมีรถอีวี ราคาถูกที่บรรจุไฟฟ้าได้ มากกว่า ลิเธียม ไอออน ถึง 2.5 เท่า และใช้เวลาอัดไฟ (charge) เพียง 2-3 นาที กล่าวโดยสรุปคือ เทคโนโลยีด้าน แบตเตอรี่ กำลังพัฒนาไปอย่างรีบเร่ง และหากไทยคิดว่าจะรีบส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ในประเทศ ก็จะต้องระมัดระวังในการส่งเสริมการผลิตแบตเตอรี่ให้ถูกประเภท กล่าวคือ ลิเธียม ไอออน อาจถูกเทคโนโลยีพลิกผลันคือ solid stateลิเธียม มาทดแทนได้ภายใน 4-5 ปี ข้างหน้าก็เป็นได้

เรื่องของรถ อีวี และแบตเตอรี่นั้น เป็นเพียงหนึ่งในหลาย ๆ วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วใน 10-20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสาขาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ เรื่องของรถอีวี นั้น เป็นเรื่อง ของ “When” ไม่ใช่เรื่องของ “if” กล่าวคือ จะต้องเกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศสำคัญ ๆ เช่น จีน มีนโยบายห้ามขายรถ ICE ในเร็ว ๆ นี้ (แต่ยังไม่กำหนดปี) และประเทศนอร์เว ประกาศแล้วว่าจะห้ามขายรถ ICE ตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป ขณะที่อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ให้ขายรถ ICE ได้ถึงปี 2040 เท่านั้น ทั้งนี้ รถอีวี น่าจะเกิดขึ้น พร้อมๆ ไปกับ เทคโนโลยี รถขับเอง หรือ Autonomous Vehicles เมื่อระบบ โทรคมนาคม 5G ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายภายใน 5-10 ปี ข้างหน้าครับ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

หุ้นไทยรอปลดล็อกเลือกตั้ง