วาระทีดีอาร์ไอ

5 กรกฎาคม 2561
935

เพิ่มปลอดภัยตลาดเครื่องสำอาง ทางออกที่เป็นไปได้***

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อ่านคงผ่านตาข่าวการตรวจค้นแหล่งจำหน่ายเครื่องสำอางและอาหารเสริมกว่า 200 ร้านค้าย่านตลาดใหม่ดอนเมือง

ของเจ้าหน้าที่สำนักงานอาหารและยา (อย.) และตำรวจ ซึ่งพบว่า เครื่องสำอางไม่แสดงเลขที่ใบรับแจ้ง และอาหารเสริมส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องหมาย อย. ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้ยึดของที่วางจำหน่ายเกือบ 2 แสนชิ้นไปตรวจสารอันตราย และขยายผลเพื่อกวาดล้างถึงแหล่งผลิตสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน

แท้จริงแล้ว ปัญหาเครื่องสำอาง รวมถึงอาหารเสริมที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน หากแต่ที่ผ่านมาไม่ได้มีการกวาดล้างและดำเนินการอย่างเข้มงวด แต่เมื่อมีการร้องเรียนบริษัทเครื่องสำอางและอาหารเสริมรายหนึ่ง รวมถึงการสูญเสียชีวิตของผู้กินอาหารเสริมลดน้ำหนักยี่ห้อหนึ่งถึง 4 รายในช่วงเดือนมีนาคม 2561 ทำให้เกิดพฤติกรรม “วัวหายล้อมคอก” โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ อย. ได้เข้าไปทลายแหล่งค้าเครื่องสำอางและอาหารเสริมขนาดใหญ่ตามที่เป็นข่าว

การลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่ามีสินค้า “เถื่อน” วางขายจำนวนมากทั้งที่เป็นอาหารเสริมและเครื่องสำอาง ซึ่งเครื่องสำอางส่วนมากไม่มีเลขที่ใบรับแจ้ง ขณะที่อาหารเสริมมีการปลอมเลขสารบบอาหาร หรือ เลขประจำตัวผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งมีการนำเลข อย. ของสินค้าอื่นมาติดบนฉลาก หรือที่เรียกว่าการ “สวมเลข อย.” เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมมองว่า อย. ไม่เข้มงวดกับการกำกับดูแล มีระบบการจดทะเบียนที่หละหลวมโดยเฉพาะการกำกับดูแลเครื่องสำอางที่กำหนดเพียงให้จดแจ้งออนไลน์ (e-submission) ซึ่งมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้เสนอแนะให้ อย. ยกเลิกระบบจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์ และควรไปจดแจ้งตรงกับ อย. เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าใครเป็นผู้ผลิตและสถานที่ผลิตเป็นไปตามที่ระบุหรือไม่

ผู้เขียนมองว่าการยกเลิกระบบจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์ อาจไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็น เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดจากการยื่นจดแจ้ง แต่ปัญหาเกิดจากการผลิตสินค้าที่นำมาขายจริงมีการเติมสารที่ไม่ได้แจ้ง อย. หรือผลิตสินค้าโดยปลอมแปลงเลขที่ใบรับแจ้ง แม้จะมีการจดแจ้งกับเจ้าหน้าที่ อย. โดยตรงเพื่อตรวจสอบ แต่การตรวจสอบนั้นจะเกิดเฉพาะการขอจดทะเบียนเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการสุ่มตรวจสอบสินค้าเมื่อวางขายในตลาด

นอกจากนี้ การยกเลิกระบบจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์ไม่สามารถทำได้ เนื่องด้วยประเทศไทยได้ลงนามในความตกลง Agreement on ASEAN Harmonized Cosmetic Regulatory Scheme (AHCRS)  ทำให้การกำกับดูแลเครื่องสำอางก่อนวางตลาด ที่นอกจากจะมีการกำหนดรายการสารต้องห้ามที่ใช้เป็นส่วนผสม การแสดงฉลาก การจัดทำเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งอาเซียนแล้ว ยังกำหนดให้ประเทศภาคีใช้ระบบการจดแจ้งเครื่องสำอางที่จำหน่ายแทนการจดทะเบียน

ทั้งนี้ แนวโน้มการกำกับดูแลเครื่องสำอางของทุกประเทศเริ่มมีการปรับให้สอดคล้องกับการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล คือ กำหนดให้มีการจดแจ้งออนไลน์มากกว่าการไปขอจดทะเบียนกับเจ้าพนักงานโดยตรง เพื่อลดปัญหาและภาระเรื่องเอกสาร แต่ผู้ประกอบการต้องจัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอาง (Product Information File : PIF) ไว้พร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ทุกเมื่อ

นอกจากอาเซียน ยังมีประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ใช้วิธีการจดแจ้งเครื่องสำอางออนไลน์เช่นกัน แต่ประเทศเหล่านี้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าหลังวางขาย หรือ Post Market Surveillance

ในสหรัฐอเมริกา องค์การอาหารและยา หรือ FDA มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมดเกือบ 5,000 คน ทั้งในส่วนกลางและสาขาทั่วประเทศ ซึ่งในการตรวจสอบเครื่องสำอาง FDA จะสุ่มตรวจสินค้าทั้งที่วางขายในตลาดและบริษัทที่ผลิตสินค้าโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า และทำการตรวจสอบตั้งแต่ฉลากเครื่องสำอางถูกต้องและเป็นความจริงหรือไม่ สารประกอบที่ใช้เป็นไปตามที่ยื่นจดแจ้งหรือไม่ หากตรวจพบสินค้าใดมีการปิดฉลากไม่ถูกต้องหรือมีส่วนประกอบที่ไม่ตรงกับที่ยื่นจดแจ้ง จะเรียกคืนสินค้าที่ไม่ปลอดภัยออกจากตลาดทั้งหมด และดำเนินคดีกับผู้ผลิตหรือผู้ขายอย่างจริงจัง

ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนระบบจากการจดทะเบียนมาเป็นระบบจดแจ้งออนไลน์ตามมาตรฐานสากลเพื่อลดภาระและขั้นตอนการวางขายสินค้าให้กับเอกชนแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะต้องพัฒนาศักยภาพการตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าหลังวางขายเช่นประเทศที่พัฒนาแล้ว

 ทว่า ปัจจุบัน อย. เป็นหน่วยงานที่มีสำนักงานแค่ในส่วนกลางและมีอัตรากำลังเพียง 700 กว่าคน ทำหน้าที่ดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้งหมด ไม่ได้มีหน้าที่เพียงตรวจสอบและเฝ้าระวังเท่านั้น จากจำนวนเจ้าหน้าที่กับภาระงานทำให้ไม่สามารถตรวจสอบสินค้าที่วางขายในตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบสินค้าที่วางขายในท้องถิ่น

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค อาจแบ่งการแก้ปัญหาเป็น 2 ระยะ

ระยะแรก อย. ต้องร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดซึ่งเป็นหน่วยงานในระดับท้องถิ่น เข้มงวดกับการลงพื้นที่ตรวจสอบสินค้าที่วางขายแต่ละพื้นที่ทุก 3-4 เดือน เพื่อตรวจสอบเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน และเครื่องสำอางเถื่อน พร้อมกับเปิดเผยการดำเนินงานต่อสาธารณะ หากพบสินค้าอันตรายหรือละเมิดต่อกฎหมาย ต้องส่งต่อให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคกวาดล้าง และประชาสัมพันธ์ข่าวสารให้ประชาชนรับรู้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่นในกรณี FDA ที่มีเพจ “Recalls and Alerts” ที่แสดงรายชื่อสินค้าและผู้ผลิตที่ตรวจพบว่ามีสารพิษเกินกว่าเกณฑ์ และ FDA ได้แจ้งเตือนหรือออกคำสั่งให้ถอนสินค้าออกจากตลาด

ระยะยาว อย. อาจพิจารณาว่าจ้างหน่วยงานภายนอก ทำหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าหลังวางขาย หากกำลังคนไม่เพียงพอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคว่าจะไม่มีการใช้สินค้าที่มีการแอบอ้าง อย. อยู่

 *** ชื่อเต็ม: เพิ่มปลอดภัยตลาดเครื่องสำอาง ทางออกที่เป็นไปได้แม้จดแจ้งออนไลน์

โดย... ธารทิพย์ ศรีสุวรรรณเกศ

แชร์ข่าว :
Tags: