รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

26 มิถุนายน 2561
1,106

Trend ทางด้านภาพเคลื่อนไหวบนโลกอินเตอร์เน็ต

แนวโน้มบนโลกดิจิทัลเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา และล่าสุด Kleiner Perkins ซึ่งเป็นบริษัท Venture Capital ชื่อดังในอเมริกาได้ออกรายงานชิ้นหนึ่ง

และเผยแพร่ไปทั่วโลกภายใต้ชื่อ 2018 Internet Trends ซึ่งมีความหนาเกือบ 300 หน้า โดยในรายงานดังกล่าว เริ่มจากชี้ให้เห็นถึงปริมาณผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ที่พบว่าแนวโน้มการเติบน่าจะไม่เพิ่มมากขึ้นแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีประชากรกว่า 3.6 พันล้านคนทั่วโลกที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก และช่วงหลังอัตราการเติบโตของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตก็เริ่มเติบโตในอัตราที่ช้าลง

เมื่อดูจากสถิติจำนวน Smartphone ที่มีการขายก็พบว่าไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเลย แสดงให้เห็นว่าจำนวนผู้ที่ใช้ Smartphone นั้นน่าจะเริ่มนิ่งแล้ว เนื่องจากคนที่มีก็มีหมดแล้ว ต่อไปก็เป็นการซื้อทดแทนและซื้อของเด็กที่เติบโตขึ้นมาเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี เมื่อดูจากตัวเลขจำนวนชั่วโมงในการเข้าสู่อินเตอร์เน็ตต่อวันนั้นกลับพบว่ามีอัตราที่เพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 4% ปัจจุบันผู้ใหญ่ทั่วๆ ไปจะเข้าสู่สื่อดิจิทัลผ่านทางอินเตอร์เน็ต จะอยู่ที่ 5.9 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มจาก 2.7 ชั่วโมงต่อวันเมื่อสิบปีที่แล้ว และเมื่อดูจากตัวเลขการชำระเงินเพื่อซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ก็พบว่าในปัจจุบันเกือบ 60% ของปริมาณาการซื้อขายที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นผ่านทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนการซื้อในร้านนั้นจะอยู่ที่แค่ 40% เท่านั้นเอง

จากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าถึงแม้แนวโน้มของจำนวนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะไม่ได้เพิ่มขึ้น (เมื่อคิดเทียบกับประชากรทั้งโลก) แต่ความเข้มข้นในการใช้งานนั้นเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนชั่วโมงที่ใช้งาน และการใช้เป็นเครื่องมือในการชำระค่าสินค้าและบริการต่างๆ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แนวโน้มสำคัญปัจจุบันที่คนเข้าอินเตอร์เน็ตนั้น จะหันมาสนใจกับภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอมากขึ้น จากข้อมูลของอีกสำนักวิจัยหนึ่ง (Pew Research) พบว่าสำหรับวัยรุ่นอเมริกานั้น YouTube เป็น Online Platform ที่ใช้กันมากที่สุด ตามมาด้วย Instagram Snapchat แล้วถึงค่อยเป็น Facebook นอกจากนี้เมื่อทาง Pew Reseach สอบถามผู้ใหญ่ชาวอเมริกันแล้วก็พบว่า YouTube ก็เป็นอันดับหนึ่งอีกเช่นเดียวกัน ตามมาด้วย Facebook

ดังนั้นเลยไม่น่าแปลกใจที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทาง Instagram ถึงนำผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนเองเข้าสู่แอพ IG ที่เป็นนิยมกัน นั้นคือ IGTV ทำให้บรรดาผู้สร้างเนื้อหาต่างๆ บน IG สามารถสร้างวิดีโอด้วยความยาวที่ยาวกว่า IG Story และบรรดานักวิเคราะห์ก็มองเหมือนกันว่าทาง Instagram ออก IGTV มานั้นเพื่อแข่งกับ YouTube โดยตรง เนื่องจากกระแสการดูวิดีโอบนโลกดิจิทัลกำลังมาแรง (ต้องอย่าลืมว่า Instagram เป็นของ Facebook ส่วน YouTube เป็นของ Google)

กระแสความนิยมภาพเคลื่อนไหวบนเน็ตยังแสดงให้เห็นในรูปของวิดีโอเกมอีกด้วย ปัจจุบัน platform อย่าง Twitch ก็กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักเล่นเกมไปทั่วโลก โดยภายใต้ Twitch เราสามารถเข้าไปดูคนอื่นเล่นเกมส์ต่างๆ รวมทั้งให้กำลังใจ ให้ทิป และพูดคุยกับนักเล่นเกมส์จากทั่วโลก หรือ ในประเทศไทยเอง ที่ ดารา และเน็ตไอดอลจำนวนมากหันมานิยมเล่น Tik Tok ที่สามารถอัดภาพเคลื่อนไหวของตนเองประกอบท่อนเพลงสั้นๆ ได้

ความตื่นตัวในการรับชมภาพเคลื่อนไหวหรือวิดีโอยังกระจายเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ด้วย ปัจจุบันแนวคิดในเรื่องของ nano learning ที่เป็นการเรียนรู้ผ่าน e-learning แต่เป็นคลิปสั้นๆ เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น อย่างของที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เราก็สร้าง platform ของการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ขึ้นมา และปัจจุบันเริ่มเผยแพร่คลิปที่เป็น nano learning ที่มีสาระและความรู้ทางด้านวิชาการต่างๆ ที่มีความยาวประมาณ 2 นาที เพื่อให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้ในแก่นสำคัญในระยะเวลาอันสั้น ถ้าสนใจก็ลองเข้าไปดูที่เพจ Space by Chulalongkorn Business School ได้บน Facebook ครับ

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ปตท.สผ.-เชฟรอนฯ ชิงดำประมูลเอราวัณ-บงกช