เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว

คอลัมนิสต์ประจำหน้าทัศนะวิจารณ์ คอลัมน์ "หน้าต่างความคิด"

8 มิถุนายน 2561
1,129

ทำไมศาสนาจึงต้องแยกจากการเมือง

หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ความวุ่นวายหลายครั้งมีต้นตอมาจากการที่คนส่วนหนึ่งยกเอาศาสนามาเป็นฉากบังหน้าเพื่อหาผลประโยชน์

ซึ่งรวมไปถึงการหาผลประโยชน์ทางการเมือง ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงควรแยกจากการเมือง และนักการเมืองเองก็ไม่ควรใช้ศาสนามาเป็นประเด็นเพื่อสร้างแต้มต่อให้ตัวเอง

ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ศาสนามีบทบาททางสังคมอยู่สามประการด้วยกัน คือ ศาสนาศาสนาในฐานะสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล ศาสนาในฐานะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และศาสนาในฐานะทุนทางสังคมและการพัฒนาทุนมนุษย์

ศาสนาในฐานะสิ่งที่เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล  หลักคำสอนของศาสดาทุกศาสนาเป็นการชี้แนวทางในการดำเนินชีวิต การเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถบังคับจิตใจได้ โดยธรรมชาติแล้ว เราทุกคนต่างก็ต้องการเลือกแต่สิ่งที่ดีสำหรับตัวเอง การนับถือศาสนาก็ถือเป็นการเลือกอย่างหนึ่งซึ่งควรเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ หากมีใครสักคนเห็นว่าคำสอนของศาสนาเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เขาย่อมมีสิทธิจะเลือกนับถือศาสนานั้นได้

ตามแนวคิดนี้ ศาสนากับการเมืองควรแยกจากกัน และศาสนาทุกศาสนาควรได้รับโอกาสในการนำเสนอ “คุณค่า” อย่างเท่าเทียมกัน แล้วให้ประชาชนตัดสินใจเองว่าเขาจะเลือกรับหรือไม่รับศาสนาใด รวมถึงการมีสิทธิตัดสินใจเองว่าจะจัดสรรเวลาและทรัพยากรไปกับกิจกรรมทางศาสนามากน้อยแค่ไหน

 การแทรกแซงใดๆ ที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเผยแพร่ศาสนาก็ไม่ต่างอะไรกับการแทรกแซงการทำงานของตลาด ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรขึ้นมาได้

ศาสนาในฐานะสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ  ศาสนาเป็นสิ่งที่ใช้แล้วไม่หมดไป ถึงมีคนนับถือศาสนาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน ก็ไม่ได้ตัดโอกาสของคนอื่นที่จะมานับถือศาสนา หรือทำให้ตัวของศาสนาลดคุณค่าหรือลดความสำคัญลงไปเลย ในทางตรงกันข้าม ยิ่งมีคนนับถือศาสนามาก ก็จะยิ่งส่งผลเชิงบวกต่อสังคมเพราะคำสอนของทุกศาสนาต่างหวังให้เกิดความสงบสุขของสังคม

ดังนั้น หากประชาชนมีความรู้ความเข้าใจหลักธรรมคำสอนของศาสนาอย่างถ่องแท้และรับเอามาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต รัฐก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากรไปกับการควบคุมความสงบเรียบร้อยของสังคม รัฐสามารถนำเอาทรัพยากรส่วนนี้ไปใช้ในด้านอื่นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้อีก

ในทางกลับกัน หากศาสนาตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทรัพยากรของภาครัฐที่ควรจะนำไปใช้ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศอาจถูกบิดเบือนนำไปใช้เพื่อให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ความชอบธรรมทางการเมืองจอมปลอมนี้มักจะส่วนทางกับหลักการสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ศาสนาในฐานะทุนทางสังคมและการพัฒนาทุนมนุษย์  กิจกรรมทางศาสนาเปิดโอกาสให้คนในสังคมที่มีความเชื่อพื้นฐานคล้ายคลึงกันได้มีโอกาสพบปะพูดคุยทำความรู้จักกัน ก่อให้เกิดชุมชนและเครือข่ายทางสังคม ประโยชน์ที่ได้รับไม่ได้มีเฉพาะความรู้สึกทางใจเท่านั้น เครือข่ายนี้ยังช่วยให้สมาชิกสามารถรับข้อมูลข่าวสารในด้านต่างๆ ได้มากกว่าที่จะต้องไปหาด้วยตัวของตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางสังคมและธุรกิจ

สำหรับการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะทุนมนุษย์ของเยาวชน งานวิจัยหลายเรื่องให้ผลสรุปที่สอดคล้องกันว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจมีผลดีต่อการเรียน เนื่องจากเหตุผลหลัก 3 ข้อ

ข้อแรก  นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยสมัครใจและมีโอกาสได้ศึกษาหรือรับฟังคำสอนจะช่วยพัฒนาทักษะการคิดในเชิงนามธรรมให้สูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการคิดและวิเคราะห์ขั้นสูง

ข้อสอง  การเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและรับข้อมูลใหม่ๆ จากการฟังการสนทนาระหว่างผู้ใหญ่ ทำให้สามารถมองประเด็นปัญหาได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากขึ้น

ข้อสาม  ครอบครัวที่เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกันมักจะมีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวต่ำ สมาชิกในครอบครัวมีความมั่นคงทางจิตใจ จึงมีสมาธิในการทำงานและการเรียนได้ดีกว่าครอบครัวที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกันแต่ไม่ได้มีความสนใจในกิจกรรมทางศาสนามากนัก

เหตุผลที่ยกมานี้ กลายเป็นช่องที่นำไปสู่การกำหนดนโยบายทางการเมือง (ที่ผิดพลาด) ด้วยการบังคับให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาโดยไม่สมัครใจ เน้นการเรียนการสอนแบบท่องจำ แทนที่จะทำให้นักเรียนสนใจศาสนาจากการเข้าในคุณค่าที่แท้จริง กลับทำให้นักเรียนความรู้สึกในเชิงลบเกี่ยวกับศาสนา เข้าทำนองว่า “ได้ตัวแต่ไม่ได้หัวใจ” จึงไม่ใช่การส่งเสริมศาสนาอย่างแท้จริง

ข่าวคราวหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในวงการพุทธศาสนาในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา บางเรื่องก็ชวนสะกิดใจให้ตั้งคำถามว่ามีมิติทางด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ยิ่งใกล้เลือกตั้งเข้ามาแบบนี้ เราอาจจะเห็นข่าวทำนองนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความถี่ที่บ่อยขึ้น มีสักกี่เรื่องที่เกิดขึ้นมาจากเหตุผลทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

แชร์ข่าว :
Tags: