กฎหมายกับการพัฒนา

คอลัมน์ประจำหน้าทัศนะวิจารณ์

31 พฤษภาคม 2561
1,862

อย่าเอาเปรียบผู้บริโภคจากการโฆษณา

ในสังคมปัจจุบันมีการเสนอขายสินค้าและบริการด้วยวิธีทางการค้าหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งแตกต่างจากในอดีตมาก

เช่น การใช้ดาราที่มีชื่อเสียงมานำเสนอสินค้าโดยอ้างสรรพคุณต่างๆ นาๆ ว่าใช้แล้วจะดีอย่างไรบ้าง เมื่อผู้บริโภคได้เสพสื่อดังกล่าวแล้วก็เชื่อถือทันทีเพราะบุคคลที่นำเสนอนั้นเป็นบุคคลที่ตนชื่นชอบอยู่แล้ว แต่เมื่อซื้อไปใช้แล้วปรากฏว่าไม่ได้ผลตามที่โฆษณาแต่อย่างใด ซ้ำร้ายยังทำให้ผู้บริโภคได้รับความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจอีกด้วย

หากพิจารณากฎหมายพื้นฐานที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้บริโภคอันได้แก่พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับแรกที่รับรองคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับแนวทางของ United Nations Guidelines for Consumer Protection (UNGCP) จะพบว่าในขณะที่ตรากฎหมายฉบับนี้ขึ้นครั้งแรกในปี 2522 (มีการแก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ. 2541 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2556) มีเหตุผลและความจำเป็นของการตรากฎหมายส่วนหนึ่ง ดังนี้

เนื่องจากปัจจุบันนี้การเสนอสินค้าและบริการต่าง ๆ ต่อประชาชนนับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจการค้าและผู้ที่ประกอบธุรกิจโฆษณาได้นำวิชาการในทางการตลาดและทางการโฆษณามาใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เพราะผู้บริโภคไม่อยู่ในฐานะที่ทราบภาวะตลาดและความจริงที่เกี่ยวกับคุณภาพและราคาของสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องทันท่วงที…”

ท่านผู้อ่านจะเห็นว่าจากปี 2522 ถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 39 ปีของการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาที่กฎหมายต้องการแก้ไขก็ยังคงวนเวียนกลับมาที่เก่าโดยรูปแบบวิธีการใหม่ ๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณากฎหมายอีกครั้งว่าเครื่องมือต่าง ๆ ที่กฎหมายให้มานั้นสามารถใช้บังคับได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน หรือไม่

อนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ กำหนดสิทธิของผู้บริโภคไว้ 5 ประการ ดังนี้

(1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้อง และเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้อง เพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม

(2) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ

(3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัยมีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐานเหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว

(4) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา

(5) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหายเมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ (1)-(4) ดังกล่าว

นอกจากนี้ก็ยังมีกฎหมายเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้าและบริการชนิดนั้นๆ หลายฉบับควบคุม อาทิ

(1) การโฆษณาเครื่องสำอางมี พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อจัดระบบการกำกับดูแลเครื่องสำอางให้เป็นระบบเดียวกัน คือ ระบบการแจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางก่อนที่จะผลิตหรือนำเข้าเครื่องสำอาง ตลอดจนเพื่อปรับปรุงมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ทั้งในด้านการผลิต นำเข้าหรือขายเครื่องสำอางบางประเภท มาตรการควบคุมฉลาก การโฆษณาเครื่องสำอาง และมาตรการควบคุมเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ เครื่องสำอางปลอมและเครื่องสำอางผิดมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

(2) การโฆษณาสินค้าประเภทอาหารมี พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหาร โดยกำหนดมาตรการต่างๆ ในการควบคุมคุณภาพหรือมาตรฐานอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย ตลอดจนวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำหนดหน้าที่แก่ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือผู้จำหน่ายอาหารที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ ได้กำหนดคณะกรรมการเฉพาะเรื่องในการคุ้มครองผู้บริโภคในด้านโฆษณาไว้อีกด้วย ซึ่งได้แก่ “คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา” มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคต่อการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งหมายถึงการโฆษณาโดยใช้ข้อความที่มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในสองประการนี้ กล่าวคือ (1) ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือ (2) ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียหายต่อสังคมเป็นส่วนรวม ไม่ว่าข้อความนั้นจะเกี่ยวข้องกับตัวสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรงหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น

ซึ่งการโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมนั้นมุ่งเน้นไปที่ข้อความที่ใช้ในการโฆษณาเป็นสำคัญมากกว่าวิธีการของการโฆษณา คือ “เน้นเนื้อหา” ยิ่งกว่า “รูปแบบ” และแม้ผู้ทำการโฆษณาหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโฆษณาสินค้าหรือบริการนั้นจะเป็นการทำให้เปล่าหรือมิได้รับค่าตอบแทนก็ตาม หากเข้าลักษณะการกระทำการเพื่อให้บุคคลอื่น ๆ เห็นหรือทราบข้อความที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่โฆษณานั้น ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ และการกระทำนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการค้าก็ถือว่าเป็นการโฆษณาที่ผิดกฎหมาย

โดยพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภคฯ กำหนดโทษทางอาญาไว่ว่า “ผู้ใดโดยเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่นอันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  

มีข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งว่า ระบบกฎหมายไทยมักจะเน้นในเรื่องการดำเนินการทางอาญาและการบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานรัฐซึ่งมีข้อจำกัดโดยสภาพหลายประการ ในขณะที่กระบวนการฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อให้เกิดการหราบจำและทำให้ผู้กระทำผิดต้องชดใช้เป็นตัวเงินจริง ๆ ให้แก่ผู้เสียหายยังคงเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากอยู่ แม้ว่าจะสามารถดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีผู้บริโภคได้แล้วก็ตาม

 

โดย..

ผศ.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

แชร์ข่าว :
Tags: