อาร์ม ตั้งนิรันดร

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

24 พฤษภาคม 2561
1,364

เปิดกลยุทธ์ A.I. ของ Baidu

ในเมืองจีน เทรนด์ได้เปลี่ยนจากยุคทองของ “Web” บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ มาสู่ยุคทองของ “Mobile Internet” บนจอสมาร์ทโฟนเรียบร้อยแล้ว

น่าเสียดายว่า Baidu บริษัท Search engine อันดับ 1 ของจีน กลับตกขบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว Alibaba และ Tencent ได้ยึดหัวหาดและครองตลาด Mobile เบ็ดเสร็จเรียบร้อย Baidu ถึงเพิ่งเริ่มรู้ตัวและหันมาลงทุนพัฒนา App ของตัวเอง

Robin Li เจ้าของ Baidu รู้ว่าพลาดไปแล้ว แต่มาตอนนี้เขาขอเดิมพันอนาคตครั้งใหม่ เพราะเขาเชื่อว่าจีนกำลังจะก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งที่ 3 จาก Mobile Internet เข้าสู่โลกของ A.I. (Artificial Intelligence) นั่นก็คือโลกที่มือถือและอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้รอบตัว สามารถโต้ตอบสื่อสารและให้บริการเราได้ไม่แพ้คน

Baidu จึงเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่ทุ่มทุนในการวิจัยและพัฒนา A.I.ชนิดทุ่มสุดตัว โดยเราอาจสรุปกลยุทธ์ A.I. ของ Baidu ได้ดังนี้ครับ

กลยุทธ์แรก คิดใหญ่ไม่กลัวยาก Baidu ประกาศโครงการ Apollo เพื่อพัฒนารถไร้คนขับ (Self-driving car) แข่งกับ Google Car ในสหรัฐ โดยการพัฒนารถไร้คนขับถือเป็นโจทย์ที่หินและยากสุดในวงการ A.I. แต่ Baidu ทุ่มสุดตัวด้านนี้

แม้ว่ารถไร้คนขับน่าจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะใช้งานได้จริง แต่จะมีเทคโนโลยี A.I.หลายอย่างจากการวิจัยเรื่องนี้ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที เช่น ให้รถยนต์ขับด้วยตัวเองในเวลาที่รถติดขยับได้ทีละนิด หรือใช้เทคโนโลยีที่จับว่าบริเวณโดยรอบมีปริมาณรถหนาแน่นเพียงใด มาใช้ในการควบคุมสัญญาณไฟจราจรภายในเมืองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Baidu ยังได้ริเริ่ม โครงการ “Baidu Brain” โดยวิจัยพัฒนาความสามารถในการ “ฟังพูด” การ “มอง” และการ “อ่านเขียน” ของ A.I. ซึ่ง Baidu สามารถลุยด้านนี้ได้เพราะมีข้อมูลปริมาณมหาศาลจากพลเมืองเน็ตหลายร้อยล้านคนของจีน เพื่อป้อนให้ A.I.ได้เรียนรู้ปรับปรุงความแม่นยำ

ในหลายเรื่อง ปัจจุบัน Baidu Brain ฉลาดกว่าคนแล้ว และสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง ตัวอย่างเช่น Baidu ได้ใช้ A.I.ในการช่วยตามหาเด็กหาย โดย A.I.สามารถเปรียบเทียบภาพสมัยเด็กกับภาพตอนโตของบุคคล และวิเคราะห์ว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ได้อย่างแม่นยำ (เพราะเรียนรู้จากภาพเปรียบเทียบเด็กและผู้ใหญ่ของบุคคลจำนวนมหาศาล)

กลยุทธ์ที่ 2 ก็คือ บุกทุกวงการ Baidu มองว่าถึงเขาอาจจะแพ้ในสนาม Mobile Internet ให้แก่ Alibaba และ Tencent แต่เขามุ่งชนะในโลกภายนอก โดยตั้งเป้าให้มีการปรับใช้ A.I.ในทุกวงการและทุกผลิตภัณฑ์ในจีน

Baidu ได้พัฒนา “Baidu DuerOS” ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ทำให้คนสามารถสั่งและตอบโต้กับอุปกรณ์เครื่องใช้รอบตัวได้ (คล้ายๆ กับ Siri, Google Assistant, Amazon Alexa) โดยหวังจะนำไปใช้ในหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ลำโพง ตู้เย็น มือถือ จนถึงชุดสมาร์ทโฮม ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ทุกอย่างภายในบ้าน

Qi Lu ผู้บริหารของ Baidu ได้เคยตั้งข้อสังเกตว่า ในสหรัฐตอนนี้กลับกลายเป็นว่า Amazon ขึ้นมาเป็นผู้นำในเรื่อง A.I.แทนที่จะเป็น Google และ Apple สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ Amazon เลือกพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม (เช่น ลำโพง Echo ซึ่งตอนนี้ขายดีมากในสหรัฐ โดยผู้ใช้งานสามารถสั่งลำโพงให้เล่นเพลง ให้อ่านหนังสือ ให้ต่อสายโทรออก บอกสูตรอาหาร ให้เปิดปิดไฟ เปิดปิดประตูโรงรถ และควบคุมอุณหภูมิภายในบ้านได้) ขณะที่ Google และ Apple หลงยึดติดอยู่กับการพัฒนาระบบโต้ตอบในมือถือ (Siri และ Google Assistant)

การเลือกผลิตภัณฑ์ได้ถูกใจผู้บริโภคมีความสำคัญมาก เพราะวงจรการพัฒนา A.I.ได้แก่ 1.ป้อนข้อมูลให้ A.I. 2.พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ 3.เก็บข้อมูลจากผู้ใช้งาน 4.ป้อนข้อมูลใหม่ให้ A.I.เรียนรู้และปรับปรุงความแม่นยำ ด้วยเหตุนี้ยิ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมาก A.I.ก็จะสามารถเรียนรู้และฉลาดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น Baidu จึงเน้นความเร็ว ริเริ่มทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ใช้ Baidu DuerOS จุดนี้ยังเป็นความได้เปรียบของตลาดจีน ซึ่งมีระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และยังมีผู้บริโภคจำนวนมหาศาล ทำให้สามารถเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาลมาป้อนกลับให้ A.I.เรียนรู้และพัฒนาตนเองจนฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด

กลยุทธ์ที่ 3 คือ ประสานสิบทิศ Baidu ไม่ได้ทำผลิตภัณฑ์ทุกอย่างเองนะครับ แต่ใช้วิธีร่วมมือกับบริษัทมากกว่า 3 หมื่นบริษัทในทุกวงการ เพื่อให้นำเอาเทคโนโลยี A.I.ของ Baidu ไปใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ แม้แต่เทคโนโลยีรถไร้คนขับของ Baidu เอง ก็จับมือกับพาร์ตเนอร์บริษัทรถยนต์มากกว่า 50 บริษัททั้งในจีนและต่างประเทศ ตรงนี้แตกต่างอย่างชัดเจนจาก Google Car ในสหรัฐ ที่เก็บตัวทำเองคนเดียว

Baidu ยังประสานกับรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลในท้องถิ่น เพื่อให้นำเทคโนโลยี A.I.ไปใช้นำร่องทดลองแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น การรักษาความปลอดภัย การควบคุมจราจร การศึกษา และการแพทย์

กลยุทธ์สุดท้ายคือ ดึงดูดและพัฒนาบุคลากร Baidu ได้จัดตั้ง A.I. Lab ที่สหรัฐ เพื่อดึงดูดนักวิจัยชั้นยอดของสหรัฐ รวมทั้งก่อนหน้านี้ก็ได้ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ด้าน A.I.ชั้นนำของโลกมาร่วมทีมบริหาร โดยได้ตัว Andrew Ng อดีตผู้อำนวยการ A.I. Lab ของมหาวิทยาลัย Stanford และผู้ก่อตั้งทีม Google Brain และได้ตัว Qi Lu อดีตหัวหน้าหน่วย A.I.ของ Microsoft สหรัฐ อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว Andrew Ng ได้ลาออก และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา Qi Lu เพิ่งถอนตัวจากการเป็นหัวหน้าทีม A.I. เนื่องจากปัญหาครอบครัว แต่ยังคงดำรงตำแหน่งรองประธาน Baidu อยู่

หลายคนเคยมองว่านักวิทยาศาสตร์ด้าน A.I.ในจีนมีน้อย เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานในมหาวิทยาลัยจีนยังไม่มีสาขา A.I.เลย แต่หลี่ไคฟู่ อดีตผู้บริหาร Microsoft จีน ซึ่งตอนนี้เป็นเจ้าของกองทุนใหญ่ในจีนที่ให้เงินสตาร์ทอัพทำธุรกิจที่ใช้ A.I. กลับบอกว่าขอแค่เอาบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถิติ หรือคณิตศาสตร์ปริมาณมหาศาลของจีน มาเข้าโปรแกรม 6 เดือน ของเขา ก็จะได้ออกมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ A.I. เพราะพื้นฐานของ A.I.จริงๆ คือทักษะคณิตศาสตร์ ตัว Baidu เองก็ประกาศจะอบรมสร้างนักวิทยาศาสตร์ A.I. จำนวน 1 แสนคน ภายในเวลา 3 ปี ผ่านการอบรมคอร์สระยะสั้นของ Baidu

อย่าแปลกใจถ้าในอีกไม่นานเมืองจีนจะมีนักวิทยาศาสตร์ A.I.ทุกมุมเมือง และมีผลิตภัณฑ์ที่พูดคุยกับเราได้เต็มเมือง

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ขุมทรัพย์‘อีสปอร์ต’พุ่ง5หมื่นล้าน