ศรัณย์ กิจวศิน

จับกระแส

22 พฤษภาคม 2561
1,687

น้ำมัน ‘ขาขึ้น’ เศรษฐกิจไทยพร้อมไหม?

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่ “ถีบ” ตัวขึ้นต่อเนื่อง กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงใหม่” ของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

เนื่องจาก “ไทย” เป็นประเทศที่ “นำเข้าน้ำมันสุทธิ” ดังนั้นราคาตลาดโลกที่ปรับขึ้น ย่อมส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยแบบที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) เพิ่งจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2561 ออกมาดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก็ตาม

ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกรอบนี้ เป็นการปรับขึ้น “ชั่วคราว” จากสถานการณ์เฉพาะ หรือจะขึ้นแบบ “ยั่งยืน” ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำมันมีมากขึ้น

นักวิเคราะห์มีความเห็นในเรื่องนี้แตกเป็น 2 ฝ่าย ...ฝ่ายหนึ่ง มองว่า ขึ้นแค่ชั่วคราว จากความกังวลต่อมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ หลังจากสหรัฐตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงนานาชาติว่า ด้วยการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งมีผลต่อปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านที่ลดลงกว่า 3-5 แสนบาร์เรลต่อวัน

ส่วน “อีกฝ่าย” เชื่อว่า ราคาน้ำมันกำลังเข้าสู่ “ขาขึ้น” อย่างเต็มตัว จากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว แม้การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน จะทำให้แท่นขุดเจาะ “เชลล์ออยล์” ในสหรัฐ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่ปริมาณการผลิตยังไล่ไม่ทันความต้องการ ส่งผลให้แนวโน้มราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง บางสำนักวิจัยฯ เริ่มมองระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ย้อนไปดูเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งเป็นช่วง “ขาลง” ของราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ช่วงนั้นเศรษฐกิจโลกและไทยได้ “อานิสงส์” แบบเต็มๆ โดย “ไทย” นำเข้าน้ำมันดิบสูงเกือบๆ 10% ของจีดีพี  ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลงในช่วงนั้น จึงมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และยังทำให้ไทย “เกินดุลการค้า” อย่างแข็งแกร่ง ส่งผลบวกต่อดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับสูง

การลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนั้น ยังช่วยลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจลงด้วย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) ซึ่งมีต้นทุนในส่วนนี้สูงถึงราว 5.5%

นอกจากนี้ ยังส่งผลบวกต่อการบริโภคและกำลังซื้อของประชาชน โดยเฉพาะในระดับกลางถึงบน เพราะราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้คนมีเงินเหลือจากการเติมน้ำมันไปใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มขึ้น

ในเชิงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากราคาน้ำมันที่ลดลงมีเหมือนกัน เพราะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะ “ยางพารา” ซึ่งเกี่ยวพันกับเกษตรกรกลุ่มใหญ่ และเป็นกลุ่มฐานรากของเศรษฐกิจไทย พลอยได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลงด้วย จึงทำให้กำลังซื้อของคนกลุ่มนี้อ่อนแอลงในช่วงที่ผ่านมา 

การ “ปรับขึ้น” ของราคาน้ำมันดิบตลาดโลกในรอบนี้ แน่นอนว่า “ผลกระทบ” กับเศรษฐกิจไทยย่อม “ตรงกันข้าม” กับเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ..ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ “เอสเอ็มอี” จะรับมือกับภาระต้นทุนจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และจะมีผลต่อการบริโภคของคนกลุ่มรายได้ระดับกลางอย่างไร

ที่สำคัญการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบในรอบนี้ ไม่ได้ดึงให้ “ราคายางพารา” ปรับขึ้นตามด้วย เนื่องจากปริมาณสินค้าที่ออกสู่ตลาดยังมีค่อนข้างมาก 

..ดังนั้นหากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นแบบยั่งยืน เศรษฐกิจไทยอาจโดนผลกระทบเต็มๆ คงต้องย้อนกลับมาดูว่า เวลานี้เราพร้อมรับมือหรือยัง?

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

5ปีผุด‘สมาร์ทซิตี้’77จังหวัด