ปริญญา หอมเอนก

เอซิส โปรเฟสชันนิล เซ็นเตอร์ จำกัด รู้ทันไซเบอร์

9 พฤษภาคม 2561
5,957

10 แนวโน้มดิจิทัล ปี 2018-2020 (1)

หลายท่านคงเคยได้ยินเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล” หรือ “Digital Transformation” กันมาบ้างจากสื่อและงานสัมมนาไอทีต่างๆ

คำว่า “Cybersecurity” และ “Cyber Resilience" เริ่มเข้ามาให้เราได้ยินได้ฟังบ่อยๆ เนื่องจากการพัฒนาของเทคโนโลยีได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากที่หลายองค์กรนำเทคโนโลยี “Big Data” และ “AI” มาใช้ เริ่มส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ทำให้เกิด “Digital Disruption” หรือสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เกิดรูปแบบใหม่ในการดำเนินธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อบริษัทหรือหน่วยงานที่ไม่ได้เตรียมการปรับองค์กรให้เปลี่ยนไปตามสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา คำถามคือ เราควรจะรับรู้การเปลี่ยนแปลงล่วงหน้าหรือไม่? เมื่อเราได้รับรู้สภาวะการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต จะทำให้เราสามารถ “ปรับตน” และ “ปรับองค์กร” ได้อย่างทันท่วงที 

10 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในปี 2018-2020 (Top Ten Cybersecurity Trends and Threat Predictions Through 2020)

1.หมดยุคแห่งการใช้ ชื่อผู้ใช้และ รหัสผ่านในการเข้าใช้งานบริการบนคลาวด์ Two factor authentication will be “Default “ for all cloud services

ในปัจจุบันบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฟรีอีเมล์ ฟรีโซเชียลมีเดีย ฟรีคลาวด์ไดรฟ์ ล้วนเก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์ทั้งสิ้น ผู้ใช้บริการดังกล่าวเวลาต้องการใช้งานข้อมูลก็จะทำการ Log-in/Sign-in เข้าระบบโดยใช้เพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน ในการพิสูจน์ตัวตน ซึ่งชื่อผู้ใช้ก็คือ E-mail Address ของผู้ใช้ หรือเบอร์โทรศัพท์มือถือของผู้ใช้ ซึ่งแฮกเกอร์สามารถหาได้อย่างไม่ยากเย็น การเข้าใช้งาน “การพิสูจน์ตัวตนแบบสองชั้น” (Two Factor Authentication/Two Step Verification) จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรตั้งให้เป็นค่า โดยกำหนด (default) เพื่อให้แฮกเกอร์ต้องออกแรงมากขึ้นในการเจาะบัญชีผู้ใช้ระบบของเรา เป็นการเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยให้กับข้อมูลของเรามากขึ้น โดยที่เราไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นแต่ประการใด

2.จากยุค “Digital Economy” เข้าสู่ยุค “Data Economy” “Digital Economy” will change to “Data Economy” as Cyber Sovereignty become a hidden threat that lead to long term National Security Problem

ปัญหาเรื่อง “อธิปไตยไซเบอร์” (Cyber Sovereignty) ซึ่งเกิดจากการที่บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ (Tech Giant) ผู้ให้บริการ Cloud Services กำลังรวบรวมเก็บข้อมูลของประชาชนส่วนใหญ่ในโลกเพื่อทำการประมวลผลให้ได้ประโยชน์ทางธุรกิจของพวกเขา การที่การเก็บข้อมูลในไซเบอร์สเปซ ปัจจุบันและอนาคตคล้ายจะกลับไปรวมศูนย์อีกครั้ง ทำให้เกิดความได้เปรียบในทางธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้อง “รู้เท่าทัน” เรียนรู้และปรับตัวหลังจากที่นับวันปัญหาจะทวีความรุนแรงมากขึ้น

3.ปัญหาความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลจะรุนแรงมากขึ้น Personal Data Privacy threats on mobile/cloud/social media services will grow exponentially.

สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตมากขึ้น โปรแกรมโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน เราก็กำลังเก็บข้อมูลส่วนตัวของเราลงในระบบคลาวด์ของผู้ให้บริการโซเซียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา จากพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ข้อมูลของเรารั่วไหลออกไป โดยที่เรา "ตั้งใจ" และ "ไม่ตั้งใจ” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบุคคล ครอบครัว วงศ์ตระกูล องค์กร และประเทศชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

4.การใช้บริการคลาวด์จะได้รับความนิยมมากขึ้น และองค์กรจะนำข้อมูลสำคัญขึ้นสู่คลาวด์ ส่งผลกระทบเรื่องข้อมูลลูกค้ารั่วไหลและส่งผลกระทบต่อองค์กรในระยะยาว Cloud Data Governance will become critical as Cloud Computing follows the "WHEN" not "IF” security paradigm, and Cloud Security and Privacy will become the Enterprises’ top priorities due to increases in data leakage incidents via Shadow IT. ปัญหาข้อมูลที่มีความสำคัญขององค์กรรั่วไหลจะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ จากความมั่นใจในการใช้บริการคลาวด์อย่างเต็มรูปแบบ ปัญหาเรื่อง "Security” และ "Privacy" จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริหารระดับสูงหากไม่มีการเตรียมการที่ดีพอ รวมถึงพนักงานในองค์กรจะนิยมเก็บข้อมูลไว้ในบริการคลาวด์ ที่เรียกว่า “Shadow IT” หรือ “Shadow Data” จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการควบคุมระบบที่มีช่องโหว่ ดังนั้นนโยบายมาตรฐานและกระบวนการด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกองค์กรต้องปฏิบัติ

5.การนำเทคโนโลยี "Big Data” และ “AI” มาใช้ในทางด้านมืด The use of demographic techniques will shift to psychographic techniques, and the use of Big Data along with AI become key to influencing human behaviors.

ในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี Big Data และ AI มาใช้ในการ “เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม” ผู้บริโภค โดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัวว่ากำลังถูก “Hijacking Mind” ผ่านทางโซเชียลมีเดียและสมาร์ทโฟน ดังนั้นประชาชนควรตระหนักและรับรู้ว่าการเสพข้อมูลข่าวสารบนสมาร์ทโฟนต้องใช้ความระมัดระวัง และควรค้นหาข้อมูลที่ถูกต้องเสียก่อนที่จะ “แชร์” หรือ “เชื่อ” จนส่งผลกระทบต่อความคิดและพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันของเราในที่สุด

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

กนง.จ่อปิดฉาก‘ดอกเบี้ยต่ำ’