ดร.ธัญ ธำรงนาวาสวัสดิ์

Principal Partner of Slingshot Group & Director of The Iclif Leadership Centre

7 พฤษภาคม 2561
1,115

Universal Basic Income

Universal Basic Income หรือ UBI คือการจ่ายเงินเดือนให้กับทุกคนในโลกฟรี ๆ

คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1953 หรือกว่า 60 ปีมาแล้ว ระยะหลังนี้มันเริ่มกลับมาฮิตอีกครั้ง คิดง่าย ๆ UBI คือพลเมืองทุกคนจะได้รับเงินก้อนหนึ่งทุกสิ้นเดือน (500 ดอลลาร์ หรือประมาณ 15,000 บาท) ไม่ว่าคุณจะทำงานหรือไม่ เป็นการการันตีว่าทุกคนจะมีเงินครองชีพโดยไม่ต้องกังวลว่าเย็นนี้จะมีอะไรกินหรือเปล่า

เล่ามาเท่านี้ คุณผู้อ่านคงเริ่มมองเห็นแล้วว่าหลักการคิดเช่นนี้มีทั้งมุมบวกและมุมตรงข้าม

ในมุมบวก UBI ช่วยให้คนอย่างน้อยมีปัจจัย 4 ในการดำรงชีพ มีอาหารกิน มีเสื้อผ้าใส่ มีบ้านอยู่อาศัย และมียารักษาโรค ส่วนจะรวมถึงซื้อบัตรมือถือและผ่อนรถหรือเปล่านั้น นักวิชาการไม่ได้กล่าวไว้

Guy Standing ผู้ก่อตั้ง Basic Income Earth Network กล่าวในงาน World Economic Forum ที่สวิตเซอร์แลนด์ว่า “การมีเบี้ยยังชีพช่วยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคนเพิ่มขึ้น จากการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี”

ในมุมกลับกัน หลายคนแย้งว่าการให้เงินคนฟรี ๆ เป็นการสร้างความขี้เกียจ ทุกวันนี้ขนาดไม่มีอะไรจะกินยังไม่ขวนขวาย นับประสาอะไรกับเมื่อมีเงินให้เปล่าทุกเดือน และที่สำคัญต่อให้มันมีผลดีแค่ไหน จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายคนฟรี ๆ ทุกเดือนทั้งโลกเดือนละหมื่นสองหมื่น (คำนวณไว้ที่ 3 ล้านล้านดอลลาร์)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่เราเข้าสู่ยุค 4.0 จำนวนคนที่เห็นด้วยกับ UBI เพิ่มขึ้นอย่างมีความหมาย จากเพียง 12% ของคนอเมริกันเห็นด้วยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว กลายเป็น 48% ในการเซอร์เวย์ล่าสุดของแกลลัพ (Annie Nova, MSNBC) โดยคนระบุว่าเป็นการ “ลดผลกระทบของการถูกแย่งงานโดยหุ่นยนต์”

หนึ่งในคนที่สนับสนุน UBI คือ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Amazon.com ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าเกิดจากการที่เขามองเห็นอนาคตซึ่งไม่มีงานเพียงพอสำหรับมนุษย์อีกต่อไป Amazon.com เป็นบริษัทที่ใช้ automation และ artificial intelligence ในการรับมือต่อขนาดและความยุ่งยากของโมเดลธุรกิจของเขา

นอกจากสหรัฐแล้ว หลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ แคนาดา หรือกระทั่งอินเดีย ซึ่งแม้จะมีประชากรถึงพันกว่าล้านคน ก็กำลังพิจารณาการนำ UBI ไปใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ตอนนี้ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนห่างสุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลเมื่อปี 1929

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคนส่วนมากในโลกไม่มีกิน? ไม่มีที่อยู่? และไม่มีอนาคต? นั่นคือโจทย์ที่ UBI กำลังพยายามตอบ

ข้อคิดของผู้นำสมอง

1. Non-human job competition is real การสนับสนุน UBI ของสังคมปัจจุบันกำลังบอกเราว่า ยุคหุ่นยนต์แย่งงานซึ่ง ‘เคย’ เป็นของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องจริง 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่าเทคโนโลยีจะลดงานมากกว่าสร้าง ใครกำลังหลอกตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้ที่หุ่นจะทำงานได้ดีกว่าชั้น จงเลิกยึดอดีตยึดปัจจุบันแล้วหันมามองอนาคต มันมีเหตุผลที่ทำไมคนอย่าง Bezos จึงออกมาประกาศสนับสนุน UBI อย่างจริงจัง Chris Hughes ผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook มากับ Mark Zuckerberg เขียนหนังสือชื่อ Fair Shot: Rethinking Inequality And How We Earn ซึ่งพูดถึงระบบคล้าย ๆ กัน และกว่าครึ่ง (54%) ของคนวัยทำงาน 18-35 สนับสนุน UBI เพราะพวกเขาเห็นแล้วว่าหุ่นยนต์กำลังมีผลอย่างไรต่อตำแหน่งงานในตลาด

2. Leadership and innovation is the future 2 ทักษะหลักแห่งอนาคต คือ นวัตกรรม และภาวะผู้นำ สิ่งที่หุ่นยนต์ยังทำไม่ได้คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่สิ่งที่มนุษย์มากมายยังทำไม่ได้คือการทำความคิดเหล่านั้นให้เป็นจริง หากคุณยังไม่ได้ฝึกฝนเรื่องเหล่านี้ คำแนะนำของผมคือมันถึงเวลาแล้วครับ หรือหากคุณเป็นเจ้าของ/ผู้บริหารกิจการ จงถามตัวเองว่าคนของคุณพร้อมหรือยังในการทำสองเรื่องดังกล่าว เพราะเทคโนโลยีที่ทุกคนมีเหมือนกันจะทำให้การแข่งขันด้วยราคาไม่มีผลอีกต่อไป ความต่างคือใครจะสร้างประโยชน์จาก “คน” ที่มีอยู่ได้ดีกว่ากัน

3. Age of Amazement April 10-14 TED conference เปิดตัว The Age of Amazement มีผู้นำกว่า 100 ชีวิตจาก social และ nonprofit เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น หัวข้อเช่น “Talk to and connect with people we disagree with”, “You may want to marry my husband”, “Who is the true beneficiary of your smart home?” รวมถึงการนำเสนอบนเวที TED เป็นครั้งแรกด้วยเทคโนโลยี hologram จาก Tel Aviv และการเปิดโครงการ AudaciousProject.org เรื่องเหล่านี้บอกเราว่ายังมีอะไรอีกมากมายที่มนุษย์ต้องทำ ปล่อยให้หุ่นยนต์จัดการปัจจุบัน แล้วคนมาช่วยกันดูแลอนาคตดีกว่าไหม

นั่นแหละคือสปิริตของ Universal Base Income ครับ

แชร์ข่าว :
Tags: