ชัชวนันท์ สันธิเดช

ดีกรีแฟนพันธุ์แท้แห่งปี 2008 หัวข้อ สามก๊ก , นักลงทุนเน้นมูลค่า หรือ วีไอ และ นักเขียน ,นักแปลด้านการลงทุน และ ประวัติศาสตร์จีน

1 พฤษภาคม 2561
5,525

ก้าวข้ามหุ้นไทย ไปหาหุ้นโลก

ผมไม่ได้บอกว่าหุ้นไทยตัวไหนน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมทราบข่าวจากบทความของคุณวัฒนพงศ์ จัยวัฒน์ เพื่อนนักลงทุนรุ่นน้องซึ่งชำนาญด้านหุ้นต่างประเทศเป็นพิเศษว่า VGI บริษัทสื่อของไทย ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อหุ้น Kerry Express (ประเทศไทย) ธุรกิจจัดส่งพัสดุที่กำลังมาแรงในเวลานี้เป็นจำนวนหุ้น 23% ด้วยราคา 5,900 ล้านบาท โดย VGI จะออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อนำเงินไปจ่ายเป็นค่าซื้อกิจการ

ครั้นลองกดเครื่องคิดเลขเปรียบเทียบดูก็พบว่า มูลค่าของ Kerry TH ทั้งบริษัทที่ฝ่ายผู้ซื้อประเมินอยู่ที่กว่า 25,000 ล้านบาท

ด้วยความสงสัย ผมจึงค้นข้อมูลต่อไป และทราบว่าหุ้นบริษัท Kerry Logistics Network ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Kerry TH ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงนั้น มีค่า P/E อยู่ที่เพียง 9.58 เท่า มาร์เก็ตแค็ปอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 80,000 ล้านบาทไทย มากกว่า Kerry TH สามเท่ากว่าๆ เท่านั้น

ประเด็นของผมในที่นี้ ไม่ได้จะบอกว่า VGI ซื้อ Kerry TH ถูกหรือแพง แต่ผมต้องการจะสื่อว่า หากเรารู้จักมองให้พ้นตลาดหุ้นไทยออกไป เราจะสามารถเปิดมุมมอง เปิดโลกทัศน์ให้กับตัวเองได้อีกมาก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมจะเป็นการขยาย “โอกาสลงทุน” ให้กว้างขวางไปอีก

ขอยกอีกตัวอย่างหนึ่ง หุ้นบริษัทขายอัญมณีของไทยตัวหนึ่ง P/E อยู่ที่ราวๆ 22 เท่า มาร์เก็ตแค็ปอยู่ที่ราวๆ 4,000 ล้านบาท ขณะที่หุ้น PNDORA a/s บริษัทผลิตและจำหน่ายอัญมณีชั้นนำของโลก ซึ่งมาร์เก็ตแค็ปคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่กว่า 3.75 แสนล้านบาท กลับมี P/E อยู่ที่เพียง 13 เท่า

หรืออย่างหุ้นบิ๊กแค็ปของไทยอย่าง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ค่า P/E ปาเข้าไปกว่า 46 เท่า แต่หันไปดูหุ้นสนามบินหลักๆ ของโลก อย่างหุ้นสนามบินปักกิ่ง ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง P/E อยู่ที่เพียง 14 เท่า หุ้น OMAB ในตลาด Nasdaq ผู้ประกอบการหลายสนามบินในเม็กซิโก P/E อยู่ที่ 18 เท่า ส่วนหุ้น AENA ผู้ประกอบการสนามบิน 46 แห่งในสเปน ค่า P/E อยู่ที่ราวๆ 20 เท่า

ขณะที่หุ้นอีกหลายๆ ตัวในไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขายขนมหวาน หุ้นร้านนวด P/E ปาเข้าไป 60-70 เท่า มาร์เก็ตแค็ปกว่า 10,000 ล้านบาท ราคาแทบไม่ได้แตกต่างจากหุ้นโรงไฟฟ้าในเวียดนามบางบริษัทเลยด้วยซ้ำ

ขอย้ำเป็นครั้งสุดท้ายว่า ผมไม่ได้บอกว่าหุ้นไทยตัวไหนน่าซื้อหรือไม่น่าซื้อ และแน่นอนว่าเราไม่สามารถใช้ค่า P/E มาตัดสินความน่าดึงดูดของหุ้นได้ทั้งหมด เพราะปัจจัยเชิงคุณภาพและโอกาสในการเติบโตก็สำคัญไม่แพ้กัน ทว่าในภาวะที่ตลาดหุ้นไทย P/E เฉลี่ย 17-18 เท่า ก็ย่อมจะยากขึ้นที่จะหาหุ้นดีราคาย่อมเยาได้เหมือนเมื่อก่อน

ยิ่งในปัจจุบัน การซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ สามารถทำผ่านโบรกเกอร์ไทยได้อย่างสะดวกสบาย หากท่านพอมีประสบการณ์ในการลงทุนมาบ้าง ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะจำกัดตัวเองไว้

ลองก้าวข้ามหุ้นไทย ไปหาหุ้นโลก แล้วท่านจะพบว่ามันสนุกและไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดหรอกนะครับ

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ส่งออกนิวไฮ‘2.2หมื่นล.ดอลล์’