ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ธรรมรัฐวิจารณ์"

19 เมษายน 2561
693

ปฏิรูปประเทศไทยให้ไกลกว่า 4.0

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นความสำเร็จของคณะปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ที่ได้นำเสนอแผนการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามมาติดๆ ภายหลังจาก

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่ผมได้มีส่วนเป็นคณะกรรมการอยู่ในกรรมการชุดนี้เกือบหนึ่งปีเต็มที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอการปฏิรูปตำรวจส่งไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้แก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้สอดรับกับแผนและข้อเสนอการปฏิรูปต่างๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่าคณะทำงานที่มีการตั้งขึ้นมาเพื่อการนี้จะสามารถแก้ไขกฎหมายสำคัญนี้ได้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้

ปรากฏการณ์ปกติที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่ชอบและอาจด้วยไม่มีเวลาในการอ่านมากนัก เมื่อไปเจอข้อเสนอการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีความยาวรวมกันของทุกคณะแล้วน่าจะร่วมๆ 1,000 หน้ากระดาษ แต่มีคนไปอ่านแบบผ่านๆ แล้วหยิบยกเอาหลายประเด็นมาเป็นข่าวบ้าง ส่งไลน์ถึงกันบ้าง เช่น กรณีร่ำลือกันว่าจะมีการขยายการเกษียณอายุราชการออกไปอีก 3 ปี กระทั่งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต้องออกมาชี้แจงทำความเข้าใจว่า เป็นการกำหนดกรอบไว้ให้ทาง ก.พ.ร. (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ) และทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาความเป็นไปได้เพิ่มอีก จึงยังเห็นได้ว่า แม้จะมีการปฏิรูปกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการปฏิรูป ยังปรากฏให้เห็นอยู่ถึงการกล่าวหาคนในสังคมของเราว่า เชื่อในเรื่องต่างๆ เพราะฟังต่อๆ กันมา บอกต่อๆ กันมา โดยเฉพาะในยุค 4.0 ซึ่งเทคโนโลยีการสื่อสารดูเหมือนจะมีบทบาทมากมาย การส่งข้อความสื่อสารถึงกันมีความสะดวกรวดเร็ว การส่งผ่านข้อมูลกระทำกันในหลายครั้งขาดความยับยั้งชั่งใจ ด้วยความรีบเร่งส่งผิดส่งถูก ทำให้เป็นคดีความหรือต้องมาแก้ไขเรื่องราวกันในภายหลังก็มาก

การปฏิรูปประเทศในหลายๆ ส่วน เป็นไปดังคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ให้เกียรติไปแสดงปาฐกถาเมื่อวันที่ 9 เม.ย.2561 ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า "การปฏิรูปไม่เหมือนการเข้าห้องน้ำ เมื่อออกมาแล้วถือว่าเสร็จเรียบร้อย" เป็นคำกล่าวที่ผมเห็นว่าท่านนายกรัฐมนตรี มีความสามารถในการหยิบยกเรื่องง่ายๆ มาอธิบายสิ่งที่ดูเป็นเรื่องยาก ผสมด้วยอารมณ์ขันที่สร้างบรรยากาศการรับฟังได้เป็นอย่างดี ถึงกระนั้น ดังได้เรียนแล้วข้างต้นว่า เนื้อหาของเอกสารหนากว่าพันหน้ากระดาษ คงจะมีคนที่อ่านถ้วนทั่ว น่าจะเป็นคนเรียงพิมพ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่เลขาคณะกรรมการจัดทำรายงานทางฝ่ายสภาพัฒน์ เป็นหลัก แต่ยอมรับว่าการปฏิรูปประเทศไทยในส่วนที่ผมได้มีส่วนร่วมมาตั้งแต่เป็น "สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ด้านการเมือง" เป็นเรื่องที่กล้าพูดว่าแม้ไม่มีความสลับซับซ้อน แต่เรื่องที่ยากที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความคิดความเชื่อ (mindset) ของคนส่วนใหญ่ ที่ยังมีมุมมองหรือทัศนคติต่อ "การเมือง" ไม่เหมือนกับพวกเราที่เป็นคนพยายามผลักดันความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเดิมๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่อาจจะมีพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งยังไม่รู้สึกว่า ต้องไปปรับตัวอะไรมาก แม้จะเคยได้ยินมาว่าการปฏิรูปประเทศนี้ เราใช้ "ยาแรง" เรามีกฎหมาย มีวิธีการ กระบวนการต่างๆ ที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม

ยิ่งในวันที่เข้ามาเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ต้องยอมรับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีให้เกียรติและมีความกรุณาต่อคณะกรรมการชุดที่มีท่าน พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธาน เป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากในวันแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาเป็นประธานที่ประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล ในการมอบนโยบายแล้ว ไม่มีการแทรกแซงหรือสั่งการอะไรให้คณะกรรมการต้องรู้สึกกระวนกระวายใจในเรื่องใดๆ เลย มีแต่ในช่วงภายหลังของการส่งข้อเสนอการปฏิรูปไปแล้วเท่านั้น ที่เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์จึงได้มีความเห็นอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์หลายเรื่อง ซึ่งส่วนตัวของผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และเป็นที่มาของการมีมติคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการแก้ไขพระราชบัญญัติสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ในขณะนี้ เพื่อให้เกิดกลไกต่างๆ สอดรับกับข้อเสนอการปฏิรูปนั่นเอง

อยากเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่านว่า ผมอาจเป็นส่วนหนึ่งของกำลังพลภาครัฐ สิ่งที่เขียนหรือเล่าสู่ถึงกันนี้ ไม่มีเจตนาเพื่อสรรเสริญเยินยอให้แก่กันในหมู่พวกพ้อง อย่างที่ชาวบ้านอาจคิดว่าเป็นการ "อวยกันเองหรือไม่" แต่ยืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจในฐานะที่เป็นผู้บริหารแผนโครงการต่างๆ มาไม่น้อยว่า "เราเดินมาถูกทางแล้วการเริ่มต้นการพัฒนาปฏิรูปประเทศด้วยรหัส 4.0 แม้คนที่ทราบเรื่องนี้ดีจะกล่าวว่า เรายังไล่ตามประเทศที่รุดหน้าไปไกลหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องเดินต่อไป ด้วยการร่วมแรงร่วมใจแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน คนที่อาจเห็นต่างหรือไม่พอใจต่อความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติ แต่อยากให้ถามตัวท่านเองด้วยว่า ถ้าท่านไม่เห็นด้วย ท่านทั้งหลายมีข้อเสนอหรือทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ ผมเชื่อว่ารัฐบาลเองพร้อมจะรับฟังและพร้อมจะนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จเพื่อประเทศไทยไปไกลกว่า 4.0 อย่างไม่ต้องสงสัย

 

แชร์ข่าว :
Tags: