คนอยากเลือกตั้งทำไม-ทำไมคนอยากเลือกตั้ง

คนอยากเลือกตั้งทำไม-ทำไมคนอยากเลือกตั้ง

สิ่งที่เยาวชนคนหนุ่มสาวและคนหลากหลายอายุได้รวมตัวกันขึ้นมาเป็นกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” แล้วพากันชุมนุมแสดงออกเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

ภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 และเรียกร้องให้ คสช.ลาออกจากตำแหน่ง คงเหลือเพียงการเป็นรัฐบาลรักษาการ ฯลฯ จนถูกดำเนินคดีกันเป็นจำนวนถึง 143 คน (คดีหน้ามาบุญครอง 39 คน, คดีที่ ถ.ราชดำเนิน 50 คน, คดีหน้ากองทัพบก 47 คน และคดีที่พัทยา 7 คน) ได้สร้างข้อสงสัยว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงพากันออกมาเรียกร้อง ทั้งๆ ที่รู้ว่าในที่สุดจะต้องถูกดำเนินคดี หรือทั้งๆ ที่รัฐบาลบอกแล้วว่าอย่างไรเสียก็จะต้องมีการเลือกตั้งภายในกุมภาพันธ์ 2562 อยู่แล้ว

1.การเลือกตั้งคืออะไรและสำคัญอย่างไร

การเลือกตั้งเป็นวิธีการคัดสรรคนเพื่อเข้าไปทำกิจกรรมทางการเมือง การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) เพราะเราไม่สามารถให้ประชาชนทุกคนเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตยในสถาบันนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ได้ ฉะนั้นจึงต้องมีกระบวนการคัดสรรตัวบุคคลเพื่อเข้าไปใช้อำนาจแทนตนเอง ซึ่งวิธีการที่ว่านี้ก็คือ การเลือกตั้ง (election) นั่นเอง และหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะต้องประกอบไปด้วยหลักของความที่เป็นการทั่วไป (in general), เป็นอิสระ (free voting), มีระยะเวลาที่แน่นอน (periodic election), เป็นการลงคะแนนลับ (secret voting), หนึ่งคน หนึ่งเสียง (one man one vote) และต้องมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม (fair election) เพราะประทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีการเลือกตั้งเหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้หลัก 6 ประการที่ว่านี้ โดยเป็น การบังคับเลือก” ว่าจะเอาหรือไม่เอา หรือเลือกตั้งในกติกาที่ไม่เป็นธรรม เป็นต้น

2.ทำไมถึงเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ทั้งๆ ที่รัฐบาลยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อยู่แล้ว

เพราะตลอดการมีอำนาจของ คสช. 4 ปี มีการเลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งมาแล้ว 4 ครั้ง

ครั้งที่ 1 : จากปลายปี 2558 สู่การเริ่มนับหนึ่งใหม่ด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2558 พล.อ.ประยุทธ์ แถลงข่าวร่วมหลังการหารือกันระหว่างนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บอกว่าไทยจะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559

ครั้งที่ 2 : จากกลางปี 2560 สู่ปลายปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวกับนายบันคีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ ระหว่างการประชุมสหประชาชาติ ครั้งที่ 70 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 กันยายน-1 ตุลาคม 2558 ว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไปได้ภายในกลางปี 2560 แต่ก็ไม่เกิดขึ้น

ครั้งที่ 3 : จากปลายปี 2560 สู่ปลายปี 2561 การเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในช่วงปลายปี 2560 เนื่องจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ดังนั้นกระบวนการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับให้เสร็จภายใน 8 เดือน จึงเพิ่งเริ่มนับหนึ่งได้ ตามโรดแม็พนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจะผ่านร่างกฎหมายลูกครบ 10 ฉบับภายในเดือนมกราคม 2561 และการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ในช่วงปลายปี 2561

ครั้งที่ 4 : จากพฤศจิกายน 2561 สู่กุมภาพันธ์ 2562 และสู่ความไม่แน่นอน โรดแม็พการเลือกตั้งของ คสช.ที่ชัดเจนที่สุดปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2560 หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ ไปเยือนทำเนียบขาวเพื่อพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศกลางทำเนียบรัฐบาลว่าในเดือนมิถุนายน 2561 จะประกาศวันเลือกตั้ง ส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2561 จะให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป

แต่ในที่สุดสัญญาณเลื่อนการเลือกตั้งก็ปรากฏชัดเจนขึ้นจนได้ เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีมติเสียงข้างมาก ปรับแก้ในมาตรา 2 เกี่ยวกับการกำหนดวันบังคับใช้กฎหมายให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน(ซึ่งไม่มีใครไม่เชื่อว่าไม่ได้รับสัญญาณจาก คสช.) จึงตีขลุมเอาว่าต้องยืดระยะเวลาไปอีก 3 เดือน จากเดือนพฤศจิกายน 2561 เป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562

ฉะนั้น จึงไม่มีความแน่นอนใดๆที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ทั้งๆที่หากกระทำโดยเร่งรัดแล้วก็ยังสามารถเลือกตั้งได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 อยู่ดี แม้ว่าจะมีการยืดการบังคับใช้พรป.ส.ส.ออกไปอีก 90วันและส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วยก็ตาม เพราะฝ่ายรัฐบาลได้ประกาศไว้อยู่แล้วว่าไม่กระทบต่อ โรดแมปเดิมแต่อย่างใด

3.เหตุใดจึงเรียกร้องให้ คสช.ยุติหน้าที่หรือลาออกทั้งๆที่สมัยรัฐบาลปกติก็ยังรักษาการจนมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่ กอรปกับรัฐธรรมนูญฯปัจจุบันก็บัญญัติให้คสช.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่

เป็นการเรียกร้องให้ยุติการทำหน้าที่ คสช. ไม่ได้เรียกร้องให้ลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการแต่อย่างใด จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญฯมาตรา 265 บัญญัติให้ คสช.ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่แต่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯใดที่บัญญัติห้ามมิให้ คสช.ลาออก ฉะนั้น หากจะอ้างว่าทีรัฐบาลปกติยังรักษาการใด้ แต่นั่นเป็นคณะรัฐบาลซึงไมใช่ คสช.ที่มีอำนาจล้นฟ้าด้วยมาตรา 44 เช่นนี้

ข้อเรียกร้องฯทั้งหมดนี้อาจจะดูเหมือนว่าจะปฏิบัติได้ยาก แต่ก็สามารถปฏิบัติได้ หาก คสช.ตั้งใจที่จะทำในฐานะที่เป็นคนกลาง และหากปฏิบัติได้เช่นนี้บ้านเมืองก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติที่ผู้คนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและสันติ

แต่หากยังคงจำกัดสิทธิเสรีภาพและดำเนินคดีต่อผู้ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญฯปัจจุบันที่ผ่านประชามติรับรองไว้ อีกทั้งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่เราไปให้สัตยาบันไว้ก็บัญญัติรับรองไว้เช่นกัน การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนทั้งในและต่างประเทศ ผลกระทบที่ตามมาย่อมตกแก่ประเทศไทยและคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หมดยุคสมัยที่จะใช้คำว่าข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียวแล้วครับ