ศิริพร สุวรรณการ

ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงค์ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)

13 เมษายน 2561
1,224

จับตา สหรัฐฯ ประกาศชื่อประเทศปั่นค่าเงิน

จับตา สหรัฐฯ ประกาศชื่อประเทศปั่นค่าเงิน

ใกล้เข้ามาทุกทีกับกำหนดประกาศชื่อประเทศปั่นค่าเงิน (currency manipulator) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดในเดือนนี้ ซึ่ง ปธน. ทรัมป์ ตั้งเป้าไปที่จีนอีกครั้ง นอกเหนือจากมาตรการทางภาษีต่างๆ ที่เป็นพาดหัวข่าวสำคัญของโลกเวลานี้ ตั้งแต่ภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม ตามด้วยภาษีนำเข้าสินค้า 1,333 รายการ มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 9.9% ของมูลค่านำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ และ 2.2% ของมูลค่าส่งออกของจีนปี 2560) และการตอบโต้ของจีนในมาตรการภาษีนำเข้าบนสินค้าส่งออกสำคัญของสหรัฐฯ อย่างถั่วเหลือง รถยนต์ และเครื่องบิน ล่าสุด ทรัมป์ เสนอให้เพิ่มภาษีบนสินค้ามูลค่า 1 แสนล้านดอลลาร์ คาดว่าจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจจีนสูงขึ้นจาก 0.2% เป็น 0.6% ของ GDP ภายในปี 2563

แม้ล่าสุดท่าทีแข็งกร้าวของทั้งสองประเทศจะผ่อนคลายลง โดยใน Boao Forum ปธน.สี จิ้นผิงประกาศว่าจีนจะเปิดเสรีการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งจะลดการเกินดุลการค้าของจีนด้วย ทำให้ ทรัมป์ พอใจระดับหนึ่ง และคาดว่าจีนกับสหรัฐฯ จะตกลงกันได้ภายใน 22 พฤษภาคม ซึ่งเป็นกำหนดบังคับใช้มาตรการข้างต้นของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม การประกาศชื่อประเทศปั่นค่าเงินของสหรัฐฯ เป็นที่จับตาของตลาดเพราะจะบอกได้ว่า สหรัฐฯ ยังคงไม่พอใจต่อท่าทีของจีน และเดินหน้าผลักดันมาตรการกีดกันการค้า ทำให้ความขัดแย้งของสองมหาอำนาจรุนแรงขึ้น หรือจะเริ่มเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์กับท่าทีที่ประนีประนอมขึ้น ทั้งนี้ เกณฑ์กำหนด Currency Manipulator ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2559 ประกอบไปด้วย 3 ข้อ

  1. การค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ สูงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์
  2. ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงกว่า 3% ของ GDP ประเทศนั้นๆ
  3. มีการซื้อสินทรัพย์สกุลเงินต่างชาติในปริมาณ 2% ของ GDP ใน 12 เดือนที่ผ่านมา เพื่อแทรกแซงค่าเงินให้อ่อนค่าและเอื้อประโยชน์ต่อส่งออก

ทั้งนี้ จีนเข้าเกณฑ์เพียงข้อ 1 ด้วยมูลค่าการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯที่ 3.8 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2560 ขณะที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนเพียง 1.3% ของ GDP (ปี 2560) ขณะที่ ตั้งแต่ต้นปี 2560 เงินหยวนแข็งค่าเทียบดอลลาร์กว่า 9.8% ซึ่งจีนต้องการรักษาค่าเงินหยวนเพื่อชะลอการไหลออกของเงิน ทำทุนสำรองระหว่างประเทศทรงตัวเหนือเกณฑ์ 3 ล้านล้านดอลลาร์กว่า 14 เดือน ติดต่อกัน อย่างไรก็ดี ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีจีนเรื่องบิดเบือนค่าเงิน เพราะการตัดสินใจนี้เป็นเกมส์การเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ ดังนั้น หาก ทรัมป์ ตั้งป้อมจะลดขาดดุลการค้ากับจีน คงทำทุกทางที่จะกดดันจีนต่อเนื่อง

ข้ามมาที่ประเทศอื่น ตามรายงานเดือนตุลาคมปีที่แล้ว นอกจากจีนแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี และสวิส อยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง ขณะที่เกาหลีใต้ถูกเอาชื่อออกเพราะอยู่ระหว่างเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี KORUS ขณะที่ไทยสามารถหลีกได้จากการที่ไทยไม่ใช่คู่ค้าหลักของสหรัฐฯ (ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 21) แต่หากพิจารณาเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อแล้ว ไทยเข้าข่ายทั้งหมด ทั้งนี้ ประเทศที่ถูกจับตาพยายามลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ รวมถึงปล่อยค่าเงินของตนให้แข็งขึ้น เพื่อประนีประนอม เช่น อินเดีย ที่ปี 2560 เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ลดลงสู่ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์เทียบกับ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2552 ขณะที่ไทยและมาเลเซียปล่อยค่าเงินให้แข็งขึ้นกว่า 10.7% และ 7.9% ตามลำดับ ตั้งแต่ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งปลายปี 2559

คำถามถัดไปคือจะเกิดอะไรขึ้นหากประเทศถูกกำหนดจากสหรัฐฯ ว่าปั่นค่าเงิน ที่จริงแนวปฏิบัติต่อประเทศนั้นๆ ไม่ตายตัว ขึ้นกับการเจรจา ในอดีต สหรัฐฯ ประกาศให้เกาหลีใต้เป็นประเทศปั่นค่าเงิน (ปี 2531) ไต้หวัน (ปี 2531 และ 2535) และจีน (ปี 2535-2537) ซึ่งการประนีประนอมทำได้ตั้งแต่ลดความเร็วของการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ ไปถึงเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เช่น เกาหลีใต้เพิ่มการนำเข้าพลังงาน และจีนที่นำเข้าเซมิคอนดัคเตอร์จากสหรัฐฯ แทนไต้หวัน เป็นต้น

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

ห่วง‘ส่งออก’ปี61หลุดเป้า8%