บทความพิเศษ

13 มีนาคม 2561
860

สายไฟลงดิน กับ ภาษีลาภลอย

เมื่อปลายปี 2560 ผู้เขียนได้เขียนบทความเกี่ยวกับการเอาสายไฟฟ้าลงใต้ดิน (http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/643117) ที่ทำให้บ้านเมือง

สวยขึ้นและใครๆ ก็ชอบ

แต่ได้ตั้งคำถามด้วยว่า ค่าใช้จ่ายในการเอาสายไฟฟ้าลงดินที่เพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่า 10 เท่าของสายอากาศนี้ใครจ่าย พร้อมกับให้คำตอบคือทุกคนที่ใช้ไฟต้องจ่าย ไม่ว่าบ้านคนๆนั้นจะอยู่ที่สุดตรอกโทรมๆ หรือที่ริมถนนสุดสวยที่มีการเอาสายไฟลงดิน

นั่นคือระบบ city beutification หรือระบบที่ทำให้บ้านเมืองสวยขึ้น ซึ่งแม้จะดีมากนี้ กลับกำลังเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้กับสังคม เพราะการเอาสายไฟลงดินมิใช่จะทำกันเป็นการทั่วไปเพราะราคามันแพง ภาครัฐจึงเลือกเอาเฉพาะถนนที่จะเป็นหน้าเป็นตาของเมือง ใครไปใครมาสามารถเห็นได้ ส่วนที่สุดตรอกโทรมๆ ก็คงปล่อยให้โทรมต่อไป เพราะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเห็น

ด้วยรูปแบบและกระบวนทัศน์หรือวิธีคิดที่เลือกปฏิบัติแบบนี้ ทำให้บ้านเรือน ธุรกิจ คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า หรือแม้กระทั่งห้องแถวริมถนนสายหลักที่เอาสายอากาศลงดิน มีมูลค่าของทรัพย์สินและการพาณิชย์ธุรกิจสูงขึ้นจากเดิมได้อย่างมาก บางกรณีอาจสูงได้เป็นถึงหลายเท่าของสภาพก่อนเอาสายไฟลงดิน โดยที่ไม่ได้ลงมือลงแรงลงทุนของตัวเองแต่อย่างใด ในขณะที่ค่าจัดส่งไฟไปยังชุมชนต้องเพิ่มมากขึ้น 

ยิ่งเอาสายไฟลงดินมากขึ้นเท่าใด ค่าส่งไฟไปขายก็ต้องเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ชาวบ้านประชาชนไม่ว่าจะอยู่ที่สุดตรอกโทรม หรือคฤหาสน์หลังใหญ่ริมถนนสวย หรือชาวสวนยางที่ปักษ์ใต้ หรือชาวไร่มันที่อีสาน ล้วนต้องจ่ายค่าไฟในกฏกติกาเดียวกัน นั่นคือจ่ายในอัตราต่อหน่วยพอๆ กัน

และนี่ล่ะคือการเอาเงินคนจนไปหล่อเลี้ยงคนที่มีฐานะดีกว่า ไปทำให้เขารวยขึ้น ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น กำไรมากขึ้น รวมทั้งที่ดินที่จู่ๆ ก็แพงขึ้น จึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบนี้ทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมและรังจะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น

ในบทความที่เขียนไว้ตั้งแต่ปลายปี 2560 ดังกล่าวนั้น ผู้เขียนได้เสนอแนะให้จัดเก็บค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับบ้านเรือนและธุรกิจที่อยู่ริมถนนและได้ประโยชน์จากการเอาสายไฟลงดินนั้น โดยใช้ smart grid กับ smart meter หรือระบบมาตรอัจฉริยะมาคำนวณค่าไฟให้สูงขึ้น เพื่อให้เป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟรายอื่นๆที่หน้าบ้านยังมีสายไฟและสายสื่อสารรกๆ เหมือนเดิมได้มากขึ้น แต่วิธีการนั้นมีปัญหาในทางปฏิบัติและทางเทคนิคอยู่บ้าง จึงอาจใช้งานไม่ได้และต้องหามาตรการอื่นมาแทน มาตรการที่ว่านี้คือการเก็บภาษีโดยตรงจากผู้ได้ประโยชน์ แทนที่จะคิดเอาจากการอ่านมิเตอร์ว่าค่าไฟควรเป็นเท่าไรตามที่เสนอไว้แต่เดิม

เมื่อเร็วๆนี้ ประมาณกลางเดือนก.พ.2561 ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนต่อร่างมาตรการภาษีที่เรียกกันว่า “ภาษีลาภลอย” ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักเศรษฐกิจกลางคลัง (สศค.) และที่เรียกว่า “ภาษีลาภลอย” ก็เพราะรัฐได้ตระหนักมาเป็นเวลานานแล้วว่ามีเพียงประชาชนบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง หรือที่เรียกกันแบบภาษาชาวบ้านว่าระบบถนนหรือระบบรถไฟฟ้า และประโยชน์ที่ว่านี้เป็นประโยชน์ที่ได้มาจาการลงทุนของภาครัฐ มิใช่เกิดจากการลงทุนของตัวเอง รัฐจึงดำริที่จะเก็บภาษีลาภลอยนี้จากผู้ได้รับประโยชน์ในเร็วๆ นี้

โดยหลักการแล้ว คนที่ได้ประโยชน์จากโครงการเอาสายไฟลงดิน ก็เหมือนกับคนที่ได้รับประโยชน์จาก การมีที่พักอาศัยหรือธุรกิจอยู่ใกล้แนวโครงสร้างถนนและรถไฟฟ้าดังนั้นหาก สศค.ดำริจะจัดเก็บภาษีลาภลอยจากคนที่ได้ประโยชน์จากการสร้างถนน สร้างรถไฟฟ้า สศค.ก็ควรจะทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างเสมอหน้า และเก็บภาษีลาภลอยนี้จากคนที่อยู่ริมถนนที่มีการเอาสายไฟลงดินด้วย

ภาษีลาภลอยนี้มิใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะเขาเห็นว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนของรัฐ ควรต้องเสียภาษีมากกว่าคนที่ไม่ได้ประโยชน์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทางสังคมแก่สังคม และเม็ดเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้รัฐก็สามารถนำไปใช้ในการขยายถนน หรือระบบรถไฟฟ้า หรือ การเอาสายไฟลงดินได้มากขึ้นต่อไป 

ในการรับฟังความคิดเห็นครั้งนั้น มีผู้ไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพราะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แต่เราเห็นว่าต้นทุนที่สูงขึ้นนี้ก็สามารถส่งผ่านต่อไปยังผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ ซึ่งก็คือผู้ได้ประโยชน์คนสุดท้ายนั่นเอง ประกอบกับเป็นต้นทุนที่ทุกบริษัทต่างต้องแบกรับในกติกาเดียวกัน เรื่องนี้จึงไม่น่าจะเป็นประเด็นนัก

เข้าใจว่าการเก็บภาษีลาภลอยจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์นี้จะเป็นการเก็บแบบครั้งเดียวเมื่อมีการโอนหรือเปลี่ยนถ่ายความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนั้นๆ แต่สำหรับภาษีลาภลอยที่จะเก็บจากผู้ได้ประโยชน์จากการเอาสายไฟลงดินนั้น ต้องไม่ใช่การเก็บเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อติดมิเตอร์ใหม่หรือเมื่อเอาสายไฟลงดินเสร็จ การใช้ไฟจะเป็นกิจกรรมต่อเนื่องตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่วันหยุด 

การเก็บภาษีลาภลอยจากผู้ได้ประโยชน์กรณีเอาสายไฟลงดิน จึงต้องจัดเก็บภาษีเป็นรายเวลา จะเป็นรายเดือนหรือรายปีก็สุดแท้แต่หน่วยงานผู้เก็บภาษีจะเห็นสมควร ซึ่งส่วนนี้ผู้เขียนไม่มีความชำนาญ และคงต้องฟังจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นเป็นพื้นฐาน

แต่จะทำอย่างไรก็ได้ ขอให้เป็นธรรม และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นอีกก็แล้วกัน

โดย... 

ดนยภรณ์ พรรณสวัสดิ์

สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ธงชัย พรรณสวัสดิ์

นักวิชาการอิสระ

แชร์ข่าว :
Tags: