ดร.บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มุมคิดมหภาค" FB : facebook.com/MacroView

9 มีนาคม 2561
913

เต็งหนึ่งนายกฯใหม่อิตาลี: มาธิโอ ซัลวินิ

หลังจากการเลือกตั้งใหญ่อิตาลีเสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เหมือนอย่างที่ผมเขียนในสัปดาห์ที่แล้วว่า ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเบี้ยหัวแตก

ไม่มีพรรคไหนมีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ ทว่าที่ค่อนข้างจะมีเซอร์ไพรส์หน่อยคือ ซิลเวอร์ริโอ เบอร์เลสโคนี เสือเฒ่ามหาเศรษฐี อดีตนายกรัฐมนตรีในยุค 90 ที่เป็นหนี่งในตัวเต็ง พรรค Forza ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มพันธมิตร Centre-Right คะแนนร่วงไปเป็นอันดับที่ 4 ในขณะที่พรรคที่เป็นพันธมิตรของเขาอย่าง Northern League หรือ Lega กลับได้คะแนนเป็นอันดับ ทั้งที่การเลือกตั้งในครั้งก่อนแทบจะไม่ได้คะแนนเลย ทั้งนี้ กลุ่มพันธมิตร Centre-Right ถือว่ามีคะแนนสูงสุด เมื่อเทียบกับอีก 2 กลุ่มที่เหลือ อย่าง Five Star Movement (M5S) ของ ลุยจิ ดิ มายโอ ผู้นำรุ่นใหม่วัย 31 ปี ที่ได้คะแนนแรงเกินคาดมาเป็นอันดับ 1 หรือ พรรค Democratic Party (PD) ของอดีตนายกรัฐมนตรี มาธิโอ เรนซิ ที่มาเป็นอันดับ 2 อย่างห่างๆ ดังนี้

โดยความเป็นไปได้ต่างๆของการจัดตั้งรัฐบาล มีดังนี้ 1. กลุ่มพันธมิตร Centre-Right ที่ประกอบไปด้วย Lega, Forza และ พรรค Brothers of Italy ที่มาเป็นอันดับ 5 โดยหากเป็นเช่นนี้ นายมาธิโอ ซัลวินิ จะขึ้นเป็นผู้นำของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีท่านใหม่

ความเป็นไปได้ที่ 2. การจับขั้วของ M5S และ Lega ซึ่งถือว่ามีโอกาสน้อยกว่าความเป็นไปได้ของการจับขั้วในทางเลือกแรก โดยสาเหตุที่พรรคไม่เอายูโรทั้ง 2 ทำได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากนายเรนซิของ PD ออกลูกขู่ต่อผู้ลงคะแนนเสียงในช่วงก่อนเลือกตั้งว่า จะเสียใจหากเลือกฝั่งไม่เอายูโรมาเป็นรัฐบาล ท้ายสุด ผลการเลือกตั้งกลับออกมาในทิศทางตรงข้าม หากมาในขั้วนี้ นายดิ มายโอ น่าจะเป็นผู้นำรัฐบาล

ความเป็นไปได้ที่ 3. คือการจับขั้วของ M5S และ PD ตรงนี้ มีโอกาสน้อยมากๆ เนื่องจากทั้งคู่ชนกันตลอดในช่วงหาเสียง

ความเป็นไปได้สุดท้าย คือ การจัดตั้งเป็นรัฐบาลแห่งชาติ หรือ การยังไม่ลงตัวของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยที่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังรักษาการไปก่อน

คราวนี้ มาถึงว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ของอิตาลี ตรงนี้ ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้อยู่ 2 ท่าน ได้แก่ มาธิโอ ซัลวินิ และ ลุยจิ ดิ มายโอ โดยเต็งหนึ่งคือนายซัลวินิ เนื่องจากพรรค M5S ของนายดิ มายโอ มีมุ้งเล็กมุ้งใหญ่ภายในพรรคเต็มไปหมด จึงทำให้เอกภาพของพรรค M5S มีอยู่ต่ำมาก ผมเลยขอถือโอกาสพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับนายซัลวินิกันสักหน่อย

นายซัลวินิ วัย 44 ปี เป็นนักต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรงอิสลาม และ มีนโยบายคัดค้านการเปิดรับผู้อพยพแบบสุดๆ เป็นอีกหนึ่งคนที่เหมือนกับสตีฟ จอบส์และบิล เกตส์ ที่ตัดสินใจไม่เรียนให้จบปริญญาตรี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิลาน เส้นทางการเมือง เริ่มด้วยชนะการเลือกตั้งเข้าสู่สภาตั้งแต่ปี 2004 และชนะการเลือกตั้งอีก 2 ครั้งต่อมาในปี 2009 และ 2014 จนได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค Lega เมื่อปี 2013 เริ่มต้นนโยบายที่โดนใจประชาชนชาวอิตาลีว่าด้วยการต่อต้านผู้อพยพ จนกระทั่งพื้นที่ทางตอนใต้ของอิตาลี ที่จากเดิมไม่ชอบพรรค Lega กลับมาเลือกพรรคเขาอย่างท่วมท้น

ด้วยลีลาการหาเสียงแบบดุเดือดของนายซัลวินิด้วยสไตล์ ใจถึง พึ่งได้ ทำให้หลายคนมองว่าอาจจะสุดโต่งเกินไปสำหรับการเมืองกระแสหลักของอิตาลี ทว่าในยามที่พรรครัฐบาลมีนโยบายที่เอียงไปทางยูโรและผ่อนปรนกับผู้อพยพ ย่อมทำให้ชาวอิตาลีที่ถือว่ามีมาตรฐานความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจต่ำกว่าชาวยุโรปเหนือ มีความเก็บกดกับสิ่งนี้มานาน ได้มีโอกาสปลดปล่อยด้วยการพรรค Lega และ M5s อย่างท่วมท้น

มีสิ่งที่นายซัลวินิ มีความคล้ายคลึงกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ คือนโยบาย อิตาลี ต้องมาก่อนหรือ “Italy First” โดยเขามีนโยบายที่จะตั้งกำแพงภาษีกับสินค้านำเข้าที่ชาวอิตาลีสามารถผลิตเองได้ รวมถึงชื่นชมนายวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ว่ามีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวในการดำเนินนโยบายการค้าและเศรษฐกิจ ดังนั้นกระแสการไม่เอายูโร แล้วไปเอนเอียงเข้าทางรัสเซียได้มีให้เห็นกันแน่จากอิตาลี หากเขาได้เป็นนายกฯคนใหม่ แต่อย่างไรเสีย การออกจากยุโรป ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่เช่นกันเนื่องจากชาวอิตาลีส่วนใหญ่ยังมองว่าปากท้องของเขาจะอิ่มขึ้นหากยังร่วมสังคายนากับสหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี ในเรื่องของผู้อพยพ อิตาลีคงจะเซย์โนแบบชัดเจน รวมถึงการต่อต้านมุสลิมหัวรุนแรงจะเกิดขึ้นถึงขนาดว่าจะปิดโบสถ์ของชาวมุสลิม (Mosque) กันเลยทีเดียว จากการหาเสียงของนายซัลวินิ

ที่น่าสนใจคือ นายซัลวินิ ถือเป็นแฟนคลับของ “Rocket Man” คู่ปฏิปักษ์ของนายทรัมป์ อย่าง นายคิม จอง อิน ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ ถึงขนาดอยากจะไปเยี่ยมถึงถิ่นโสมแดงหากได้มีโอกาสเป็นผู้นำของอิตาลีจริง

นาทีนี้ ยุโรปน่าจะมีผู้นำใหม่ที่จะมาร่วมจุดกระแส Anti-Euro อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้ มาจากประเทศที่ใหญ่ระดับ TOP5 เสียด้วย

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

5ปีผุด‘สมาร์ทซิตี้’77จังหวัด