ศิริพร สุวรรณการ

ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงค์ ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)

2 มีนาคม 2561
1,913

Checkpoint: มูลค่าหุ้นทั่วโลก...หลังปรับฐานครั้งใหญ่

Checkpoint: มูลค่าหุ้นทั่วโลก...หลังปรับฐานครั้งใหญ่

ดูเหมือนว่าตลาดทุนโลกเริ่มคลายความกังวลลงตามลำดับจากการปรับฐานครั้งแรกของปีในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นชนวนสำคัญอยู่บนความตื่นตระหนกว่าอัตราดอกเบี้ยจะพุ่งขึ้นเร็วและแรงจนยับยั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและราคาหุ้นไม่ให้เดินหน้าต่อ ภายหลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป นักลงทุนเริ่มตระหนักว่าตัวเลขนี้ถือเป็น Surprise ด้าน Upside ของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ตลาดจึงสามารถพลิกกลับมาได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์การเติบโตอย่างพร้อมเพรียงกันของเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นแรงหนุนให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นได้ต่อ

แน่นอนว่าเรื่องมูลค่าพื้นฐานยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อตัดสินใจวางเงินลงทุนระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนยังกล้าๆ กลัวๆ ถึงระดับราคาหุ้นในหลายๆ ประเทศ เพราะเห็นการปรับขึ้นมามากแล้วและเป็นขาขั้นขาเดียวตั้งแต่กลางปี 2559 ที่น่าสังเกตคือในช่วงหลังมานี้ แรงหนุนสำคัญของตลาดหุ้นหลายประเทศหนีไม่พ้นความสามารถในการสร้างอัตราการเติบโตของผลกำไรของเหล่าบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกว่ายังคงสะท้อนถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นักวิเคราะห์หลายรายปรับคาดการณ์การเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง จนนักลงทุนเห็นว่าในเมื่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทพัฒนาได้ดี ก็ไม่แปลกที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ต่อ และอาจเป็นโอกาสสรรหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้นหลังจากปรับฐานรอบล่าสุดก็เป็นได้ ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลของมูลค่าพื้นฐานจาก 12-month Forward Price to Earning (P/E) Ratio (หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า) ณ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะพบว่า

  • ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ในอดีต ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป ไทย และตลาดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยสหรัฐฯ และไทยเรียกได้ว่าซื้อขายอยู่ในกรอบสูงสุด แต่หากพิจารณาตลาดหุ้นสหรัฐฯเพิ่มเติมจากการปรับคาดการณ์กำไรของดัชนี S&P500 นั้นจะพบว่านักวิเคราะห์จำนวนมากมีมุมมองที่เป็นบวกมากต่อความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ จากรายงานผลประกอบการประจำปี 2560 ของบริษัทในสหรัฐฯ พบว่ากำไรสุทธิโดยรวมที่ทำได้จริงนั้นดีกว่าคาดการณ์เล็กน้อย โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง สินค้าฟุ่มเฟือย และเทคโนโลยี อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่น่าสนใจด้วยมูลค่าที่ค่อนข้างตึงตัว
  • ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ในอดีต ได้แก่ จีนและอินเดีย สำหรับจีน หุ้น H-share คือ หุ้นบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นฮ่องกงในสกุลเงินฮ่องกงดอลลาร์ ยังคงมีราคาต่ำกว่าหุ้นจีน A-share ซึ่งหมายถึงหุ้นจีนที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นประเทศจีนเองด้วย P/E Ratio ที่ 7.9 เท่า และ 12.6 เท่า ตามลำดับ ดังนั้นด้วยราคาที่ถูกกว่าบวกกับคาดการณ์กำไรที่ดูสดใสกว่า หุ้นจีน H-share จึงน่าสนใจกว่าหุ้นจีน A-share อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นจีนโดยรวมจะยังคงผันผวนสูงและได้รับแรงกดดันจากภาระหนี้ภาคเอกชนและการชะลอตัวในภาคอสังหาริมทรัพย์
  • ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าพื้นฐานปัจจุบันเท่ากับค่าเฉลี่ย 10 ปี ในอดีต ได้แก่ ญี่ปุ่นและเอเชีย สำหรับญี่ปุ่นถือว่าเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจหลังจากการปรับฐานครั้งล่าสุด เพราะดัชนี Nikkei ปรับตัวลงแรงกว่า 9.9% ก่อนจะรีบาวน์กลับขึ้นมาได้ 5.8% สำหรับปัจจัยหนุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นยังคงมาจากนโยบายของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินที่ยังคงผ่อนคลาย สวนทางกับสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงนโยบายการคลังที่คาดว่าจะออกมาเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงหลักยังคงวนเวียนอยู่กับทิศทางการแข็งค่าของเงินเยนที่กดดันผลประกอบการของบริษัทส่งออกที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ดังนั้นการคัดเลือกหุ้นญี่ปุ่นขนาดกลางและเล็กจะช่วยหลบหลีกเรื่องความผันผวนของค่าเงินเยนได้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งเป็นการเน้นลงทุนบนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในภาคการบริโภคภายในประเทศที่มักจะได้ประโยชน์โดยตรงทั้งจากเศรษฐกิจที่เติบโตและเงินเยนที่แข็งค่าอีกด้วย

แชร์ข่าว :
Tags: