กฤษณ์ จันทโนทก

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายตัวแทนประกันชีวิต เอไอเอ ประเทศไทย

24 มกราคม 2561
2,495

ทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2561

ทิศทางเศรษฐกิจโลกปี 2561

เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจโลกปีที่แล้วจะเห็นว่า ตลาดหุ้นขนาดใหญ่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ไม่ว่าจะเป็น S&P 500 ของสหรัฐที่จบไป 2,670 เติบโตถึง 400 จุด หรือประมาณ 19% ตลาด Nikkei 225 ของญี่ปุ่นที่โตเกือบ 20% ตามมาด้วย FTSE 100 ของอังกฤษ ที่ปิดตัวได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7% ซึ่งโดยรวมทำให้ 2560 เป็นปีที่ยอดเยี่ยมของนักลงทุน แต่อะไรทำให้ตลาดเติบโตได้ขนาดนั้นและการเติบโตจะส่งผลถึงปี 2561 หรือไม่ อาจมองผ่านประเด็นดังต่อไปนี

I. ภาพรวมเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจโลกปี 2560 เติบโตเกินความคาดหวังของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แต่คำถามสำคัญอยู่ที่การเติบโตนั้นจะต่อเนื่องไปยังปี 2561 หรือไม่ ซึ่งนักวิเคราะห์ยังมีความเห็นเชิงบวก โดยองค์การเพื่อความร่วมมือ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดว่า ปี 2561 จะเติบโต 3.7% จาก 3.6% ในปีที่แล้ว ส่วน Bank of America Merrill Lynch และ Goldman Sachs คาดการณ์ไว้ที่ 3.8% และ 4% ตามลำดับ 

โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเติบโตน่าจะมาจากการลดเพดานภาษีของสหรัฐที่อาจทำให้เกิดแรงเหวี่ยงเศรษฐกิจ และส่งผลให้ปี 2561 โตประมาณ 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐน่าจะโตต่อเนื่องถึงแม้ในอัตราที่น้อยกว่าปี 2560 ซึ่ง Morgan Stanley Bank of America Merrill Lynch และ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า S&P 500 ในปี 2561 น่าจะมีจุดสูงสุดที่ 2,750, 2,800 และ 2,850 ตามลำดับ

แต่อย่างไรก็ตามในบางภูมิภาค เศรษฐกิจอาจมีแรงส่งไม่เท่าปีก่อน โดยจีนจะมีการเติบโตที่ช้าลง เช่นเดียวกับ ยุโรปที่ไม่น่าจะโตได้เท่ากับปี 2560 ซึ่งถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่อังกฤษอาจโตช้าลงที่ประมาณ 1.3-1.4% ตามคาดการของ PWC และ Moody’s Analytics

II. การปฏิรูปภาษีครั้งใหญ่ของสหรัฐ

แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นปี 2561 คือการที่พรรคริพับลิกัน ผลักดันนโยบายปฏิรูปภาษีผ่านสภาในเดือนธ.ค. แต่คงต้องติดตามต่อว่าบริษัทและผู้บริโภคจะปรับตัวกับนโยบายนี้อย่างไร จะทำให้เกิดการลงทุน และควบรวมกิจการที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ บริษัทข้ามชาติจะปรับกลยุทธ์ภาษีหรือไม่ และรัฐบาลสหรัฐเองที่มีรายได้จากภาษีน้อยลงจะลดค่าใช้จ่ายประกันสังคมและทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นมีเพิ่มขึ้น จนตามมาด้วยการขาดเสถียรภาพของรัฐบาลในที่สุดหรือไม่

นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการปฏิรูปภาษีนี้อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐโตอย่างร้อนแรงเกินไป และทำให้ธนาคารกลางเร่งการปรับขึ้นของดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงของการชะลอตัวได้ แต่อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในปี 2561 เพราะเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวโดยไม่เสียดุลการค้าที่มีนัยสำคัญ และยังไม่มีมาตรวัดเศรษฐกิจใดชี้ถึงการชะลอตัว ณ เวลานี้

III. นโยบายปกป้องทางการค้า

การเข้ามาของประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้เกิดความกังวลในนโยบายปกป้องทางการค้าของสหรัฐ ซึ่งเห็นได้จากการออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) แต่ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ บทสรุป ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่ถึงแม้ว่านายทรัมป์ ขู่ว่าจะออกจากความตกลง แต่ได้รับการคัดค้านจากสมาชิกในพรรคริพับลิกัน รวมถึงหลายสมาคมธุรกิจ สืบเนื่องจากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้งของทั้ง 3 ประเทศ คือ สหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา โดยจะทำให้เกิดผล กระทบเชิงต้นทุนของบริษัทที่ประกอบกิจการใน 3 ประเทศนั้น ซึ่งข้อสรุปน่าจะมาช่วงกลางปี 2561 ก่อนการเลือกตั้งในเม็กซิโก และสหรัฐ อีกประเด็นที่น่าจับตามองไม่แพ้กันคือการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของจีนว่า สหรัฐจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

IV. ราคาหุ้นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

ตลอดปี 2560 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Facebook Google Amazon Netflix เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งบริษัทเทคโนโลยี จะยังจะเติบโตและเป็นกำลังสำคัญในปี 2561 ต่อไป แต่อย่างไรก็ตามบริษัทเหล่านี้จะถูกจับตามองจากภาครัฐทั่วโลกถึง อำนาจครอบงำและความเสี่ยงของ Cyber Attack ที่มีมากขึ้นตามลำดับ ซึ่งหากรัฐบาลสหรัฐและยุโรปหันมาเอาจริงใน การจัดเก็บภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย พิจารณากฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่เข้มงวด รวมถึงการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็อาจมีความเสี่ยงและฉุดอัตราการเติบโตของตลาดได้

โดยสรุป เศรษฐกิจโลกปี 2561 น่าจะมีการเติบโตในภาพรวม แม้บางประเทศเช่นจีน อาจพบความท้าทายตามปัจจัยพื้นฐานตน ส่วนเศรษฐกิจไทย น่าจะมีอัตราเติบโตอยู่ในกรอบใกล้เคียงเดิมที่ 3.8% ถึง 4% ผ่านการลงทุนพื้นฐานอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล ถึงแม้ว่าภาคเอกชนดูเหมือนว่ายังระมัดระวัง และรัดเข็มขัดอยู่ โดยจุดเสี่ยงอาจมาจากปัจจัยทางการเมืองแต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการเลือกตั้งจะถูกออกเลื่อนไป เศรษฐกิจก็ยังน่าจะเติบโตได้และตลาดหลักทรัพย์ไทยน่าจะเห็น 2,000 จุดครับ

 

แชร์ข่าว :
Tags: