ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "อาหารสมอง"

3 มกราคม 2561
580

ลวดหนามเปลี่ยนโลก

เมื่อปีใหม่มาเยือนสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจยุคสมัยปัจจุบันได้อย่างถ่องแท้และคาดเดาอนาคตได้อย่างใกล้เคียงก็คือการมองย้อนไปดูอดีต

ไม่น่าเชื่อว่านวัตกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ร้าวลึกได้ สิ่งที่ดูแสนธรรมดา และไร้เดียงสานี้ในความเป็นจริงแล้วร้ายกาจอย่างยิ่ง ผู้เขียนกำลังกล่าวถึงลวดหนามที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

ถึงแม้เราจะอยู่ในโลกอย่างมีหน้าตาเป็นมนุษย์ทุกวันนี้มาประมาณ 150,000-200,000 ปี แต่ก็เพิ่งมีลวดหนามใช้กันเมื่อกว่า 100 ปีมานี้เอง เรื่องราวที่บันทึกกันไว้ก็คือ หนุ่มน้อยชื่อ John Warne Gates เป็นผู้ประดิษฐ์ลวดหนามที่ใช้งานได้ผลในค.ศ. 1876 (พ.ศ. 2419) โดยเอาลวดมาพันกันเป็นเกลียว และทุกๆ ความยาวหนึ่ง จะขมวดขึ้นมาเป็นปมหนามแหลมปรากฏว่าขายดิบขายดีเป็นอันมาก

Gates โฆษณาลวดหนามของเขาว่า “เบากว่าอากาศ แรงกว่าวิสกี้ ถูกกว่าฝุ่น” โดยเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า barbed wire เขามิใช่คนแรกที่คิดค้น หากมีหลายคนที่ประดิษฐ์ก่อนหน้า แต่ลวดหนามของเขาใช้งานได้ดีที่สุดจนตกทอดมาถึงทุกวันนี้

ในเวลาใกล้กันประดิษฐกรรมอีกชิ้นที่ยิ่งใหญ่ก็กำลังเกิดขึ้นโดยคนอเมริกันมิได้ตระหนัก เพราะมัวเห็นประโยชน์ของลวดหนาม ซึ่งคิดกันว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยมีมา สิ่งนั้นก็คือการคิดค้นประดิษฐ์โทรศัพท์ โดย Alexander Graham Bell

เหตุใดการคิดค้นพบลวดหนามจึงมีความสำคัญ

ทวีปอเมริกาที่บุกเบิกโดยChristopher Columbusในค.ศ. 1492 ได้กลายเป็นดินแดนใหม่ที่แย่งชิงกันระหว่างผู้ตั้งรกราก ชาวอังกฤษในฝั่งตะวันออกตั้งแต่ทศวรรษที่16 กับสเปน

ในปี1789สเปนครองดินแดนตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดแต่ด้วยอำนาจทางทหาร การทูต การเจรจาต่อรอง การซื้อที่ดิน ฯลฯ ประเทศอเมริกาก็เริ่มก่อตัวเป็นรัฐตั้งแต่ค.ศ. 1845 จนลงตัวในค.ศ. 1912โดยได้ดินแดนมาเกือบทั้งหมด

เมื่อคนอังกฤษตั้งรกรากในฝั่งตะวันออกแล้ว ก็เห็นศักยภาพของดินแดนในฝั่งตะวันตกที่มีอีกมากมาย เสมือนไม่มีขอบเขตสิ้นสุด ถึงแม้จะเต็มไปด้วยอันตรายจากสัตว์ป่า และจากคนพื้นเมืองดั้งเดิม (เราเรียกในภาษาไทยว่าอินเดียนแดง)ก็ตาม การรุกไปทางดินแดนตะวันตกครั้งใหญ่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ประมาณปี1783 เป็นต้นมา

ในปี1862 ประธานาธิบดี Abraham Lincoln ลงนามกฎหมายที่มีชื่อว่า Homestead Act ซึ่งระบุว่า พลเมืองสหรัฐสามารถเป็นเจ้าของดินแดนในตะวันตกได้ถึง160เอเคอร์ (404.80ไร่) หากสร้างบ้านตั้งรกราก และพัฒนาที่ดินต่อเนื่องเป็นเวล า5 ปี

วัตถุประสงค์ก็คือต้องการพัฒนาที่ดินซึ่งเป็นทุ่งหญ้าป่าเขาและพัฒนาคนอเมริกันให้เป็นกำลังของชาติในวันข้างหน้า ด้วยการเป็นคนทำงานหนัก เป็นเจ้าของที่ดินเองอย่างเสรี คนยุโรปก็หลั่งไหลเข้ามากันมากมายเพื่อแสวงหาโอกาสในดินแดนใหม่นี้

อย่างไรก็ดีดินแดนตะวันตกนี้เต็มไปด้วยหญ้า เป็นทุ่งหญ้าที่เหมาะสำหรับมนุษย์ที่จะเดินทางผ่านไม่ได้เพื่อตั้งรกราก แต่เมื่อต้องการสร้างบ้านและเป็นเจ้าของที่ดินก็ไม่มีทางหลีกเลี่ยงจำต้องหักล้างถางพงแย่งชิงที่ดินซึ่งอินเดียนแดงครอบครองอยู่ก่อน และนำมาเลี้ยงวัวเป็นงานหลัก

คาวบอยเป็นมืออาชีพต้อนวัว เพื่อควบคุมมิให้สูญหายไปจากการถูกขโมย ถูกทำร้ายย้ายถิ่นหรือปนเปกับฝูงอื่น ถึงแม้จะพยายามปลูกพืชหนามและกั้นเส้นลวดเป็นรั้วกันวัวออกไป แต่ก็ไม่เป็นผลเพราะวัวดันทะลุได้หมด

ในปี1870 มีการศึกษาโดยกระทรวงเกษตร และสรุปว่ าถ้าไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมวัวให้อยู่ในพื้นที่ได้แล้ว การรุกเข้าไปตั้งรกรากในดินแดนตะวันตกไม่มีทางสำเร็จแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่เกิดตามมาคือการแข่งขันสร้างประดิษฐกรรมและในที่สุดGatesก็สร้างรั้วลวดหนามในลักษณะที่ใช้ได้ผลขึ้น

ลวดหนามทำสิ่งที่Homestead Actไม่สามารถทำได้ นั่นก็คือทำให้เกิดความเป็นเจ้าของส่วนตัวของ ที่ดิน(ทุ่งหญ้า)ขึ้น ก่อนหน้านั้นความเวิ้งว้างปราศจากขอบเขตที่ระบุไม่ได้ว่าเป็นของใครทำให้ที่ดินซึ่งเป็นของทุกคนร่วมกันมาแต่ดึกดำบรรพไม่อาจกลายเป็นของคนใดคนหนึ่งได้เด็ดขาด เมื่อเกิดลวดหนามแหลมคมที่สามารถบาดทุกส่วนของสิ่งมีชีวิตที่ลุกล้ำเข้าไปได้จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานานนั่นก็คือการบังคับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ดิน

อย่างไรก็ดีมันสร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างผู้พยายามเป็นเจ้าของที่ดิน เพราะบัดนี้เห็นกันชัดเจนว่า ใครเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใดใกล้ลำน้ำ ที่ลุ่ม หรือที่ดอน พูดอีกอย่างก็คือ ลวดหนามทำให้เกิดการปลดปล่อยที่ดินซึ่งเป็นทุ่งหญ้าป่าเขาแต่เดิมโดยเป็นที่ดินที่อินเดียนแดงหลายเผ่าพันธุ์อยู่อาศัยมานับหมื่นปี (อินเดียนแดงก็คือคนเชื้อสายเอเชียที่เดินทางข้ามขั้วโลกเข้าไปอยู่ในทวีปอเมริกามาไม่ต่ำกว่า20,000ปี) ให้กลายเป็นที่ดินของผู้บุกเบิกผิวขาวไปได้อย่างสะดวก

มีนักวิชาการที่ศึกษาชีวิตของอินเดียนแดงกล่าวว่า ลวดหนามโดยแท้จริงแล้วช่วยทำลายรากฐานของสังคมอินเดียนแดง เพราะทำให้ทุ่งหญ้าซึ่งเป็นทรัพยากรร่วมกันของสังคมหายไป  เกิดเป็นที่ดินซึ่งมีเจ้าของเป็นส่วนๆ(อินเดียนแดงก็มีสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินได้แต่การมีจำนวนน้อยกว่า และการดำรงชีวิตในสังคมที่ต่างออกไปทำให้เจ้าของดินแดนดั้งเดิมสูญสิ้นที่ดินไปแทบทั้งหมด)

อินเดียนแดงมองเห็นอิทธิฤทธิ์ของลวดหนามดีจึงเรียกมันว่า“เชือกของปีศาจ” (The Devil’s Rope)

สำหรับคนผิวขาวเอง ลวดหนามทำให้ความจำเป็นในการจ้างมืออาชีพเพื่อควบคุมฝูงวัวลดน้อยลง ดังนั้นในที่สุดคาวบอยก็สูญพันธุ์ไปในประมาณต้นศตวรรษที่20

เมื่อสามารถสนองตอบความต้องการใช้ลวดหนามของผู้บุกเบิกได้ดี Gatesกับ นักประดิษฐ์ลวดหนามคนอื่นๆ ก็กลายเป็นเศรษฐีข้ามคืนในปีแรกๆ มีการผลิตลวดหนาม ปีละ 32ไมล์(51.499กิโลเมตร)

ปี1880โรงงานผลิตลวดหนามทั้งหมด ผลิตออกมารวมกันยาวประมาณ263,000ไมล์(พันรอบลูกโลกได้10เท่า)

ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง(1914-1918) ลวดหนามถูกใช้เป็นอุปกรณ์สงครามอย่างเหี้ยมโหด การปะทะกันส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนแผ่นดิน ดังนั้นจึงมีการพรางทางเดินให้หลุดเข้าไปในบริเวณที่ขึงลวดหนามไว้ เมื่อเข้าไปติดกับดักลวดหนามก็จะถูกระดมยิงอย่างเหี้ยมโหด ไม่อาจขยับหนีได้

ลวดหนามเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นทุนนิยมยิ่งขึ้น เพราะช่วยทำให้สามารถบังคับสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้เด่นชัดขึ้น

อย่างไรก็ดียังมีลวดหนามอีกชนิดหนึ่งเป็นนามธรรมอยู่ในใจมนุษย์ ถ้าใครไม่สามารถลอดลวดหนามนี้ที่กีดกั้นความกล้าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ก็จะติดอยู่อีกด้านหนึ่งที่แห้งแล้งลงทุกขณะ การข้ามหรือทำลายลวดหนามใจนี้เกิดขึ้นได้ด้วยบุคคลเดียวเท่านั้นนั่นก็คือตัวเรา

แชร์ข่าว :
Tags: