สุกัญญา หาญตระกูล

คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "ร้อยแปด วิถีทัศน์"

28 ธันวาคม 2560
843

สวัสดีปีใหม่ จากเมืองหงสาวดี

มีแต่รอยยิ้มคำทักทายว่า สวัสดี และขอบคุณ ที่ชาวเมืองหงสาวดีมอบให้กับเราในวันนี้

คนไทยที่มาเที่ยวมาค้าขาย และมาช่วยด้านสาธารณสุขการศึกษาที่ยังด้อยมากแม้อยู่ห่างเมืองหลวงย่างกุ้งเพียง 71 กิโลเมตร

ในหัวของเราทั้งคนไทยคนพม่าไม่มีแล้วภาพอดีต 500 กว่าปีที่เมืองหงสาวดีเป็นฐานที่มั่นให้พระเจ้าบุเรงนอง ยาตราทัพพม่ามาถล่มพระนครศรีอยุธยาจนเราเสียกรุงหรือว่าทัพไทยของพระราเมศวรยกทัพไปล้อมเมืองหงสาวดีหวังเผด็จศึกกับพม่า แต่ไม่สำเร็จ

เมืองหงสาวดีกับด่านแม่สอด จ.ตาก ห่างกันเพียง 363 กม. อีกหน่อยเดียว 400 กม. ก็ถึงพระนครศรีอยุธยาอันมีชื่อเสียงขจรขจายเรื่องความอุดมและความรุ่งเรือง มีหรือพระเจ้าบุเรงนองจะไม่สนพระทัย 

พระราชอำนาจในรัชสมัย 31 ปีของกษัตริย์พม่าองค์นี้(พ.ศ.2059-2124) แผ่ไปถึงมณีปุระในอินเดีย ทางเหนือขึ้นไปถึงรัฐฉาน ซึ่งหมายความว่าสู้กับอำนาจจีนได้ 

เมื่อบวกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง และสยามที่ปราบสำเร็จ ก็จึงเป็นยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ระเบิดสุดๆ อย่างไม่เคยมีมาก่อนของพม่า นี่คือการรวมอาณาจักรครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดสู่ระดับจักรวรรดิภายใต้องค์จักรพรรดิ (Emperor) ก็ว่าได้ในประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดังนั้น ที่กรุงศรีอยุธยาหรือล้านนา ล้านช้าง แม้จะรวมพลได้หรือไม่ขนาดไหน ถึงอย่างไรก็ต้านทัพจักรพรรดิบุเรงนองไม่ไหว จึงเป็นที่เข้าใจได้ ตำราประวัติศาสตร์ เรื่องไส้ศึกพระยาจักรีที่เราเคยเรียนจะจริง หรือไม่จริงแค่ไหนก็คงไม่ใช่ปัจจัยตัดสิน

การเสียกรุง

หงสาวดีในวันนี้ กับอยุธยาแตกต่างกัน จนไม่รู้จะเทียบกันอย่างไร หลังจากช่วงเวลา 500 กว่าปีภายใต้อำนาจการเมืองการปกครองที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หากองค์จักรพรรดิบุเรงนองมีญาณทิพย์ทรงแลเห็นหงสาวดีวันนี้ พระองค์จะทรงเอ่ยคำใด

เมืองหงสาวดีวันนี้ก็เหมือนเมืองอื่นในพม่า คือถูกฉุดให้ล้าหลังโลกไป 40-50 ปี จึงไม่เข้าท่าไม่มีความหมายเลย ที่จะเทียบกันระหว่างเมืองต่อเมือง เช่น หงสาวดีกับอยุธยา ย่างกุ้งกับกรุงเทพฯ หรือระหว่างเมืองใดในพม่ากับเมืองไหนทั้งสิ้นในไทย 

การจะกล่าวว่าสภาพทั่วไปเมืองหงสาวดีวันนี้ เช่น ถนนหนทาง ตลาด สาธารณสุข โรงเรียน โรงสีข้าว โรงเลื่อย คือสภาพเมืองเล็กชายแดนไทยเมื่อ 20 ปีมาแล้วก็เพียงเพื่อให้ข้อมูลหยาบๆ พอช่วยนึกออกว่าหงสาวดีวันนี้เป็นอย่างไร

นับแต่หลังสมัยพระเจ้าบุเรงนองเป็นต้นมา การสู้รบภายในของพม่าที่มีมานานแล้วคุกรุ่นขึ้นอีก มอญทำศึกยึดหงสาวดีคืนได้แต่ก็ช่วงสั้นๆ ทั้งอังวะ รัฐฉาน ยะไข่ พุกาม รบกันไปรบกันมาพอมาถูกระบบอาณานิคมซึ่งทำลายล้างทุกด้านอย่างฉกรรจ์เมื่อบวกเข้ากับการปิดประเทศของรัฐบาลทหาร พม่าตกอยู่ในภาวะชะงักงันทุกด้าน การเปิดประเทศที่ดำเนินมา 5 ปีเพิ่งช่วยให้มีโอกาศติดต่อโลกภายนอก

ประชากรหงสาวดีเกือบ 5 ล้านคน (ปี 2017) สถานพยาบาลและเตียงมีน้อยมาก

ปี 2005 มีแพทย์เพียง 399 คนในโรงพยาบาลรัฐ เมื่อผู้เขียนได้ไปเยี่ยมมูลนิธิ Beik Mann Shin Bago Charity Foundation พบว่าทำงานหลายด้านพร้อมกัน เช่น การศึกษาระดับมัธยม ให้ที่พักและอาหารรวมฌาปนกิจแก่คนชรายากไร้ คลินิกทั่วไปซึ่งกำลังจะเปิดเตียงรักษาตา เช่น ผ่าตัดต้อหิน แต่แรกก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำหลายด้าน ค่อยถึงบางอ้อภายหลังเมื่อมารู้สภาพและสถิติ

ด้วยเศรษฐกิจหงสาวดีบนที่ราบลุ่มแม่น้ำขึ้นอยู่ที่ข้าว และป่าไม้ทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออก เป็นเมืองท่าสำคัญบนอ่าวเมาะตะมะ ในตัวเมืองเห็นร้านขายข้าวสารขนาดใหญ่หลายแห่ง ผู้เขียนได้ไปเยี่ยมโรงสีข้าวด้วยการติดต่อของเจ้าหน้าที่มูลนิธิผู้กุลีกุจอจัดให้อย่างไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมจึงอยากเห็น ได้รับคำเตือนว่าฝุ่นเยอะ

ทั้งโรงสีและโรงเลื่อยตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากองค์เจดีย์ชเวมอดอ (Shwemawdaw) อันศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่กลางเมือง (มีความสูงมากกว่าองค์เจดีย์ชเวดากองที่เมืองย่างกุ้ง) แสดงถึงการใช้พื้นที่ของเมืองแบบเดิมที่การค้าการอุตสาหกรรมเติบโตมากับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนที่ขยายไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้แบ่งโซนโบราณสถานหรือที่อยู่อาศัยออกจากอุตสาหกรรม 

อันองค์เจดีย์ชเวมอดอซึ่งเป็นฝีมือรังสรรค์ของชาวมอญเจ้าถิ่นหงสาวดีมาก่อนนี้ กล่าวกันว่าทุกครั้งพระเจ้าบุเรงนองเสด็จออกรบ จะทรงมาเคารพกราบไหว้

เจ้าของโรงสีเป็นคนพม่าสามีภรรยาผู้ทำโรงสีมาแล้ว 50 ปี ในวัย 60 กว่าปีได้ ลูกชายวัยเบญจเพสบริหารงานต่อ

เครื่องจักรโรงสีบอกความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองได้แม่นยำเอาการ คือตั้งแต่แรกตั้งได้ใช้เครื่องจักรพลังน้ำแบบโรงสีข้าวดั้งเดิมอย่างที่เคยเริ่มมีในต้นศตวรรษ 20 ทั่วภูมิภาคทั้งในไทย จีน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เพิ่งเปลี่ยนมาเป็นเครื่องจักรสีข้าวเป็นเครื่องจักรระบบไฟฟ้าซื้อจากจีนเมื่อ ปีนี้เอง ตรงกับเปิดประเทศพอดี 

ประสิทธิภาพประสิทธิผลการสีสูงขึ้นเกินเท่าตัว สีข้าวเปลือกได้ 4,000 ตันต่อวัน เกรดข้าวสารจากโรงสีขนาดกลางเช่นนี้จำหน่ายตลาดภายในและส่งออกไปทางตอนใต้ของจีนโดยผ่านนายหน้าชาวพม่า

คงอีกนานกว่าข้าวสารจากเมืองหงสาวดีจะก้าวถึงการส่งออกไปตลาดข้าวชั้นหนึ่งอย่างฮ่องกงแบบข้าวไทยที่พรีเมียมทั้งพันธุ์และเทคโนโลยีการสี

ความยิ้มแย้มแจ่มใสของพ่อแม่ลูกผู้ประกอบการทำให้ผู้เขียนอยากกลับมาเมืองหงสาวดีอีก สำหรับซากเครื่องจักรสีข้าวเครื่องดั้งเดิมที่ถูกทอดทิ้งให้ฝุ่นหยากไย่ปกคลุมอยู่เต็มตั้งอยู่ในห้องข้างโรงสีที่กำลังเดินเครื่องอยู่ ผู้ประกอบการบอกว่าเป็นเครื่องจักรสีข้าวเครื่องเก่าที่สุดในย่านโรงสีนั้น

 

แชร์ข่าว :
Tags:

i-Newspaperดูทั้งหมด

รัฐไฟเขียวแพ็คเกจฟื้นท่องเที่ยว