เจษฎา สุขทิศ

นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย ผู้ร่วมก่อตั้ง FINNOMENA และ บลน.อินฟินิต

12 ธันวาคม 2560
1,154

กลยุทธ์การลงทุนปี 2018: Playing Extra Time

กลยุทธ์การลงทุนปี 2018: Playing Extra Time

ธีมการลงทุนในปี 2018 ของ FINNOMENA ร่วมกับ บลน.อินฟินิติ คือ Playing Extra Time – เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ” ซึ่งตลาดหุ้นโลก และตลาดหุ้นไทยโดยรวมยังดูมีแนวโน้มที่สดใสในปี 2018 โดยเรามองว่าตลาดหุ้นยุโรปดูน่าสนใจที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่จีน เกาหลี และไทยเป็นตลาดหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มตลาดเกิดใหม่

อย่างไรก็ตาม เรากำลังเข้าสู่ช่วงปลายขาขึ้นของตลาดหุ้น และวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดหุ้นโดยรวมน่าจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1 - 2 ปีสุดท้าย หลังจากอยู่ในขาขึ้นมานานถึง 8 ปีนับจากผ่านวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราจึงตั้งชื่อ theme การลงทุนของปีจอ 2018 ว่า “เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ” ซึ่งเราแบ่งช่วงเวลาเป็นสองช่วง คือ ครึ่งแรก (1st Half) และครึ่งหลัง (2nd Half) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1st Half – Enjoy a synchronized upswing

ช่วงครึ่งแรกของการต่อเวลาพิเศษ เรามองว่าจะกินเวลา 6 – 18 เดือนนับจากต้นปี 2018 เป็นภาวะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างพร้อมเพรียงแทบทั้งโลก (synchronized upswing) ซึ่งเฉลี่ยทั้งโลกแล้วเศรษฐกิจโตดีถึง 4.5 – 5.0% เรามองราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ นำโดยราคาน้ำมัน ที่ OPEC ตัดสินใจปรับลดกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง และการที่ซาอุฯ จะนำ Saudi Aramco ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปีหน้า เรามองว่าในช่วงครึ่งแรกที่สดใสนี้ FED จะทยอยขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งนักลงทุนรับรู้ประเด็นนี้ไว้อยู่แล้ว

ขณะที่ประเทศไทยน่าจะได้เห็นเศรษฐกิจโตมากกว่า 4% ซึ่งจัดว่าดีกว่าหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา โดยตลาดหุ้นไทยน่าจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากความคาดหวังต่อการลงทุนครั้งใหญ่ของภาครัฐและการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น

เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ตลาดจึงคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง และในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาขึ้น เราไม่แนะนำให้ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะได้ผลตอบแทนน้อยลง หรือ อาจมีโอกาสขาดทุนในระยะสั้นจากการที่ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง

ในส่วนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะสั้นถึงระยะกลาง ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการหารือ และร่วมมือกันระหว่าง OPEC และ non-OPEC ในการขยายเวลาตรึงกำลังการผลิตน้ำมัน เพื่อพยุงราคาให้ไม่ต่ำจนเกินไป รวมถึงซาอุดิอาระเบียจะมีการนำบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Saudi Aramco เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เหตุการณ์นี้ จะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นต่อเนื่องจากปี 2016 และปี 2017

2nd Half – “The end of the great carry trade”

ในช่วงครึ่งหลังของการต่อเวลาพิเศษ คือจังหวะที่เราควรล็อคกำไร และทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ต ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างเร็วคือปลายปี 2018 หรือครึ่งปีแรกของปี 2019

สัญญาณที่สำคัญที่สุดคือการกลับมาของเงินเฟ้อ ซึ่ง ณ จุดหนึ่งหลังจากเศรษฐกิจร้อนแรง (Demand Pull Inflation) มาควบคู่กับราคาโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น (Supply Push Inflation) หากเงินเฟ้อของตลาดพัฒนาแล้วปรับเพิ่มขึ้นเกิน 2.5% และเงินเฟ้อของตลาดใหม่ปรับเพิ่มเกิน 3.5% เรามองว่าเหล่าธนาคารกลางทั่วโลกจะจำเป็นต้องทยอยเพิ่มอัตราดอกเบี้ย และสหรัฐฯ อาจต้องเข้าสู่ภาวะที่ปรับเพิ่มดอกเบี้ยแบบรวดเร็วขึ้นกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อตลาดทุนโลก

ในแง่สภาพคล่องของระบบการเงิน ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2018 จะเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษที่ธนาคารกลางโดยรวมดูดสภาพคล่องออกจากระบบบการเงินโลก เริ่มจากสหรัฐฯ ที่เริ่มลดขนาดงบดุลไปแล้ว ขณะที่ยุโรปทยอยลดขนาดการกระตุ้นด้วยนโยบายคิวอี สุดท้ายคือญี่ปุ่นที่วันนี้ยังกระตุ้นด้วยนโยบายการเงินอย่างเต็มที่แต่หากเงินเฟ้อปรับขึ้นตามเป้าเมื่อไหร่ญี่ปุ่นก็ต้องพิจารณาหยุดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจเช่นกัน ทั้งนี้ทีมคณะกรรมการลงทุนร่วมระหว่าง INFINITI Global Investors และ FINNOMENA จะทำการติดตามปัจจัยเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และทำการปรับพอร์ตทันทีที่เรามองว่าช่วง 2nd half นี้มาถึง

ท้ายที่สุดนี้ ท่านสามารถดูรายละเอียดพอร์ตการลงทุนแนะนำของ FINNOMENA ทั้ง NTER Global Absolute Return และ NTER TOP5 ได้ที่ http://bit.ly/2018-Outlook หรือสนใจลงทุนจริง และจัดพอร์ตได้ที่ http://bit.ly/2018-NTER สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

FundTalk รายงาน

แชร์ข่าว :
Tags: