ดร.โสภณ พรโชคชัย

ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

24 พฤศจิกายน 2560
3,206

จีดีพีไทย โตรองบ๊วยในอาเซียน!

มีข่าวดีและข่าวร้ายมาบอกครับ ข่าวดี: GDP ของไทยเติบโต 3.8% ในปี 2560 และจะโต 4-5% ในปี 2561 นี่คือคำพูดของ

ท่าน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา THAILAND 2018 ว่า "ในปี 2561 หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) มีโอกาสจะเห็นได้โตระดับ 4-5% ซึ่งจะถือว่าเป็นเศรษฐกิจที่สดใสกว่าปี 2560 ที่หลายหน่วยงานเห็นสอดคล้องกันว่า GDP ปีนี้จะโตได้ระดับ 3.8%"  (https://goo.gl/wkxzd3) ตั้งแต่ปี 2557 ที่ คสช.เข้ามานั้น เศรษฐกิจไทยเติบโตเพียงแค่ 0.8% เท่านั้น แต่บัดนี้เติบโตมา 3.8% แล้ว นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีในแง่หนึ่ง

ข่าวร้าย: GDP ไทย โตรองบ๊วยในอาเซียน อันที่จริง ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเซียให้ประเทศไทยเติบโตที่ 3.5% (https://goo.gl/R1SVoo) การที่เศรษฐกิจไทยเติบโตนั้น ก็เติบโตล้อตามการเติบโตของทั้งภูมิภาค ไม่ใช่ว่าเราโดดเด่นเพียงรายเดียว 

อันที่จริงเศรษฐกิจไทยโตต่ำสุดในอาเซียนยกเว้น สิงคโปร์และบรูไนที่จัดเป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าไทยประมาณ 5-7 เท่า

มาเจาะลึกบรูไนและสิงคโปร์สักนิด 

บรูไนนั้นเป็นประเทศที่รวยกว่าไทยราว 5 เท่าเมื่อเทียบจากรายได้ประชาชาติต่อหัว ประเทศนี้ส่งออกน้ำมัน การที่ราคาน้ำมันไม่กระเตื้องมาหลายปี อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเหลือเพียง 0% เท่านั้น แต่ประเทศนี้รวยมากๆ จึงเทียบกับไทยได้ยาก 

อีกประเทศหนึ่งก็คือสิงคโปร์ ซึ่งมีรายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าไทย 7 เท่า ประเทศนี้ไม่ยอมให้ต่างชาติมาลงทุนเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เคยบูมเอามากๆ ในช่วงหลายปีก่อนจึงซบเซาหนัก เพราะรัฐบาลสิงคโปร์ (ไม่เห็นนักพัฒนาที่ดินและชาวต่างชาติเป็นพ่อ) สั่งให้ต่างชาติที่มาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ต้องเสียภาษีค่าซื้อถึง 15% และหากขายต่อในระยะสั้น (หวังเก็งกำไร) ก็ต้องเสียภาษีหนัก (ให้เข็ดหลาบ) สิงคโปร์จึงไม่แคร์กับตัวเลข GDP นัก

หลายท่านอาจไม่ทราบว่าเศรษฐกิจในสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2554-2557 นั้น ปรากฏว่าในปี 2555 ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าเศรษฐกิจเติบโตถึง 7.2% (https://goo.gl/Zq9SYS) แต่มาค่อย ๆ ลดลงในปี 2556 และ 2557 ที่เริ่มมีเกมเขย่ารัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลในสมัยนั้นแทบจะทำงานอะไรไม่ได้ นี่อาจถือเป็นผลพวงของการเมืองต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ 

เศรษฐกิจของชาติมีขนาดปีละ 9 ล้านล้านบาท หากถูกการเมืองทำร้าย กระทบไปสัก 3% ก็เป็นเงินถึง 270,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว นี่คือความสูญเสียโอกาสของประชาชาติไทยจากความไม่สงบทางการเมือง และเป็นรากเหง้าที่ทำให้คนไทยจนมาก ๆ ในขณะนี้

จะสังเกตได้ว่าประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าไทยนั้น ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ประเทศเหล่านี้แรงงานยังมีราคาถูกกว่าไทย และเพิ่งฟื้นตัวมาเพียง 20 ปีจากสงครามกลางเมือง ที่คุกรุ่นยาวนานมากว่า 30 ปี นี่อาจเป็นเสมือน “ข้อแก้ตัว” สำหรับการที่ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตที่ด้อยกว่าประเทศในอินโดจีน แต่อันที่จริง ไม่น่าจะแก้ตัวขึ้นเพราะ

  1. ในอีกด้านหนึ่งมาเลเซียที่มีฐานะทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะในด้านรายได้ประชาชาติต่อหัวที่สูงกว่าไทยเกือบเท่าตัว ก็ยังมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทย โดยในปี 2560 และปี 2561 นี้คาดว่าจะเติบโต 5.4% ในขณะที่ไทยได้รับการคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ
  2. เมื่อเทียบกับอินโดนีเซียที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัวราว 75% ของไทย (จนกว่าไทยนิดหน่อย) ก็มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 5.0% และ 5.1% ในปี 2560 และ 2561 ตามลำดับ

อุปสรรคของการพัฒนาประเทศไทยอยู่ที่ไหน 

เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเราดูจากประสบการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านก็จะเห็นได้ว่า

  1. ถ้าประเทศชาติมีความสงบ ประเทศก็จะพัฒนา โดยดูได้จากประเทศในอินโดจีน แต่สำหรับประเทศไทย ในขณะนี้ก็ดูสงบดี ไม่มีม็อบมาทำผิดกฎหมายเช่นแต่ก่อน แต่เพราะเหล่าพวกที่สู้อยู่ข้างถนนไล่รัฐบาลที่แล้ว กลับได้ดิบได้ดีไปแล้วในยุคนี้ แต่กลับอีกฝ่ายกลับแลดูไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ เป็นไฟสุมขอนหรือไม่ ความสงบแบบนี้จะเป็นสิ่งชั่วคราวหรือไม่ ทุกท่านต้องลองตรองดู
  2. ถ้าประเทศมีประชาธิปไตยเช่น อินโดนีเซียที่มี 17,000 เกาะและด้อยพัฒนากว่าไทย ก็ยังมีเลือกตั้ง ฟิลิปปินส์ที่มี 7,000 เกาะและด้อยกว่าไทยเช่นกัน ก็ยังมีการเลือกตั้ง โดยไม่มีการ “ใส่ร้าย” กันว่าจะโกงการเลือกตั้ง

อันที่จริงอินเดีย ประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประชาชนจนมากๆ ก็คงมีการโกง การซื้อเสียงกันแน่นอน แต่ก็ไม่มีใครอ้างมา “ล้มกระดาน” แต่อย่างใด 

ดังนั้นถ้าประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น เมียนมา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ก็คงดีกว่านี้ โดยสังเกตได้ว่าประเทศเหล่านี้ เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วหลังการเปลี่ยนแปลง

  1. การสร้างความโปร่งใสก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่จะช่วยชาติไทยของเราได้ ดูง่าย ๆ จากกรณีหวย ในลาว เขมร เวียดนาม ที่ด้อยกว่าไทยมาก ๆ ก็ไม่มีหวยใต้ดิน ทุกอย่างเป็นหวยบนดิน ราคาล็อตเตอรี่ก็ไม่มีการขายเกินราคาเช่นในประเทศไทย (แดนธรรมะ!?!) เราเคยมีหวยบนดิน ทำให้คนมีงานทำหลายแสนคน

แต่ยุคนี้มีหวยใต้ดินที่แทบไม่ได้ปราบ เงินทองจึงถูกดูดไปสู่ผู้มีอิทธิพล แทนที่จะเจือจานไปถึงประชาชนคนเล็กคนน้อย ความไม่โปร่งใสจากการบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

  1. ภาษีก็เช่นกันมีเพียงไทย เมียนมา และบรูไนที่ไม่มีระบบภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง บรูไน 

เขาเจริญมาก แทบจะแจกเงินประชาชน จึงไม่ได้เก็บภาษีนี้ เมียนมาก็ด้อยกว่าไทยมาก จึงยังไม่มี แต่ลาว เขมร เวียดนาม เขามีกันหมดแล้ว ไทยก็มีกฎหมายภาษีมรดกเช่นนานาอารยะประเทศเช่นกัน แต่เขียนไว้หรูๆ เอื้อพวกคนรวยๆ จึงทำให้มีกฎหมาย แต่เก็บภาษีไม่ได้สักบาท 

การเห็นแก่คนรวยด้วยกัน ไม่เห็นแก่ชาติแบบนี้ การที่ต่างชาติมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยโดยไม่ต้องเสียภาษี ก็เท่ากับเรายกแผ่นดินไทยให้ต่างชาติฟรีๆ เรากำลังขายชาติ!?!

  พอนึกออกไหมครับว่าอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาชาติคือใครกันแน่

 

แชร์ข่าว :
Tags: